May 25, 2011
Posted by KOBSAK (ADMIN)
เพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร. กอบ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หนี้รัฐบาลสหรัฐได้ทะลุเพดานที่รัฐสภาสหรัฐกำหนดไว้ ที่ 14.294 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้คุณ Timothy Geithner รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐ ต้องออกมาเตือนว่า ถ้ารัฐสภาไม่ทำอะไร ยังคงตกลงกันไม่ได้ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเพดานหนี้ภายในวันที่ 2 สิงหาคมที่จะถึงนี้ จะเกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินโลก
ทำไมต้องมีการกำหนดเพดานหนี้ และเพดานหนี้สำคัญอย่างไร
สหรัฐได้มีการกำหนดเพดานหนี้มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1917 หรือเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว โดยขณะนั้นเพดานหนี้อยู่ที่ 11.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งการกำหนดเพดานหนี้ขึ้นมานั้น ก็เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้รัฐสภากำกับควบคุมการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐให้อยู่ในกรอบ ไม่สุรุ่ยสุหร่าย ก่อหนี้ ใช้จ่ายเกินตัว โดยวงเพดานหนี้ที่กำหนดไว้นั้น นับรวมถึงเงินกู้จากสาธารณชน ตลอดจนจากกองทุนประกันสังคมและกองทุนประกันสุขภาพของสหรัฐ
ทั้งนี้ เมื่อรัฐบาลสหรัฐก่อหนี้เกินกว่าเพดานที่กำหนดไว้ ต้องมาขออนุมัติรัฐสภาเพื่อขยับเพดานหนี้ขึ้นไป ซึ่งในจังหวะนั้น รัฐสภาก็สามารถใช้การเพิ่มเพดานหนี้เป็นเครื่องมือในการต่อรองกับรัฐบาลว่ารัฐบาลจะต้องประหยัด ต้องลดการใช้จ่าย และเก็บภาษีเพิ่ม ดูแลให้เกิดวินัยการคลัง เพื่อแลกเปลี่ยนกับวงเงินที่จะเพิ่มขึ้นให้
การปรับเพดานหนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอดีตมีการปรับเพดานหนี้อยู่เรื่อยๆ โดยตั้งแต่ปี 1962 เป็นต้นมา มีการปรับขึ้นเพดานหนี้มาแล้ว 74 ครั้ง
สำหรับครั้งนี้ นักลงทุนในตลาดเองก็ยังไม่ได้กังวลใจในเรื่องนี้มาก ดังจะเห็นได้จากดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา และในวันที่ชนเพดานหนี้ ดอกเบี้ยก็ปรับเพิ่มขึ้นไปเพียงวันเดียวก่อนที่จะปรับลดลงในวันต่อมา
อย่างไรก็ตาม มีผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐและผู้บริหารของสถาบันการเงินในสหรัฐหลายคนออกมาเตือนว่า ถ้าไม่ทำอะไร ปล่อยปัญหาไว้ ท้ายสุดจะมีผลกระทบมาก ซึ่งที่ออกมาเตือนเช่นนี้ก็เพราะกังวลใจว่าสมาชิกผู้แทนราษฎร์น้องใหม่จากพรรครีพับรีกันหลายคน (ที่ได้รับเลือกเมื่อปลายปีที่ผ่านมา) ได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยในการพิ่มเพดานหนี้ และเรียกร้องยืนกรานให้รัฐบาลปรับลดการใช้จ่ายลงมามากๆ เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยน ซึ่งรอบนี้ ดูเหมือนกับว่าการเจรจากับรัฐสภาไม่บรรลุผล และมีอุปสรรคมากกว่าครั้งก่อนๆ
ทางออกและนัยคืออะไร
ถ้าถึงวันที่ 2 สิงหาแล้ว รัฐสภายังไม่ยอมเพิ่มเพดานหนี้ รัฐบาลสหรัฐมีทางออก 2 ทาง ทางแรก คือ ไม่จ่ายหนี้คืน ไม่จ่ายดอกเบี้ย ทางที่สอง ปรับลดการใช้จ่ายหรือเพิ่มภาษี แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็มีผลกระทบกว้างขวางทั้งคู่
สำหรับผลกระทบของทางแรก นั้น จะส่งผลต่อตลาดเงิน ตลาดพันธบัตรอย่างกว้างขวาง เพราะหมายความว่ารัฐบาลสหรัฐจะผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งตรงนี้มีนัยกว้างไกลมากต่อความเชื่อถือในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศต่างๆ ส่วนผลกระทบของทางที่สอง เนื่องจากปีนี้รัฐบาลสหรัฐขาดดุลภาคการคลังมากถึง 1.4 ล้านล้าน ถ้าเพิ่มเพดานไม่ได้ ก็หมายความว่ารัฐมนตรีว่างการกระทรวงการคลังของสหรัฐจะขาดเงินประมาณ 112 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน (ก่อนที่จะขึ้นปีงบประมาณหน้า) ถ้าไม่เบี้ยวการจ่ายเงินของบางโครงการ ก็ต้องพยายามเก็บภาษีเพิ่มเติมมาให้ได้ อันจะกระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐ และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ยังเปราะบางอยู่
ด้วยเหตุนี้ ตลาดจึงมองว่า ท้ายสุด รัฐสภากับรัฐบาลสหรัฐก็คงจะตกลงกันได้เช่นเคย เหมือนครั้งก่อนหน้า โดยอาจจะเพิ่มเพดานขึ้นไปอีก 1-2 ล้านล้านดอลลาร์ โดยยอมความ ตกลงกันที่จะลดการใช้จ่ายภาครัฐลง และเก็บภาษีขึ้นบางส่วน ซึ่งจะช่วยสร้างวินัยทางการคลังให้เกิดขึ้นได้
แต่เนื่องจากยอดหนี้รัฐบาลสหรัฐได้อยู่ในระดับซึ่งเรียกว่าสูงมากพอสมควรแล้ว การเพิ่มเพดานหนี้รอบนี้ ไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องปัญหาการคลังในระยะยาวของสหรัฐ เพราะจะทำให้สหรัฐเข้าไปใกล้ภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวมากขึ้น อีกทั้งต้นตอสาเหตุ ปัญหาจริงๆ ที่ทำให้หนี้ของสหรัฐเพิ่มในช่วงต่อไป อยู่ที่รายจ่ายของการประกันสังคม การประกันสุขภาพ ที่จะมียอดรายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การที่รัฐบาลสหรัฐจะคิดแก้ไขปัญหาในประเด็นดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะกระทบประชาชนเป็นวงกว้าง และมีนัยทางการเมือง และจะต้องใช้เวลาในการต่อรอง หารือ
ตรงนี้ ก็ต้องติดตามกันครับว่า หนังรอบนี้จะจบลงอย่างไร และทางออกที่เลือก จะกลับมาเป็นปัญหาให้กับทุกคนในช่วงต่อไปอีกหรือไม่ ก็ขอเอาใจช่วยครับ
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 25 พ.ค. 54
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ









3 Comments
May 25, 2011 at 01.02 PM
ขอบคุณครับ คิดตามแล้วรู้สึกเสียวๆ ครับ เฮ้อ…
May 27, 2011 at 09.29 AM
ขอบคุณค่ะดร กอบ
ชอบที่เขียนและติดตามอ่านค่ะ และเป็นแฟนรายการด้วยค่ะ ชอบที่พูดเกี่ยวกับเมืองไทยในสัปดาห์ที่แล้ว hard topic ค่ะ
June 8, 2011 at 08.55 AM
ดร กอบค่ะ หุ้นตกเยอะๆแบบนี้มันมีอะไรน่ากังวลใจหรือเปล่าค่ะ
แต่ดิฉันเองก็ไม่ได้อะไรมากนะค่ะ ปีนี้ลดพอร์ทตอน 1100 แล้วล่ะค่ะ ดูท่ามันไม่ดี แต่ว่า ดิฉันจะไป trigger ดีป่ะค่ะ
แต่ว่าดิฉันเริ่มเก่งแล้วนะค่ะ ตอนนี้กำลังอ่านหนังสือการลงทุนมากๆค่ะ ขอบคุณที่ปูทางพื้นเศรษฐกิจนะค่ะ
ยุ่งมากค่ะ แต่คิดถึงค่ะ
Leave a comment