BLOG Dr. KOB

Dr. KOBSAK POOTRAKOOL A Macroeconomist

  • BlogArticles
  • Commentrecent issues
  • Treasuresfrom the web
  • About

October 8, 2010
Posted by KOBSAK (ADMIN)

BASEL III

BASEL III

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Basel Committee on Banking Supervision ได้มีข้อสรุปตกลงในร่างเกณฑ์การกำกับสถาบันการเงินรอบใหม่ ที่เรียกกันว่า BASEL 3 ซึ่งจะมีนัยต่อการทำธุรกิจในภาคแบงก์และระบบสถาบันการเงินของประเทศต่างๆ ในอนาคต วันนี้ก็ถือโอกาสที่จะนำประเด็นนี้มาอธิบายให้ฟังถึงรายละเอียดและนัย

ทำไมต้องมีเกณฑ์มาตรฐานระหว่างประเทศในการกำกับสถาบันการเงิน

ปกติธุรกิจการเงินเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันกันสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันในลักษณะที่ข้ามพรมแดน

อย่างไรก็ตามในอดีต เมื่อไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนที่จะใช้ในการกำกับดูแลสถาบันการเงินให้มีความเสมอภาคกัน แต่ละประเทศก็มีแรงจูงใจที่จะผ่อนผันให้สถาบันการเงินของตนเองในด้านต่างๆ เพื่อเอื้อให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มที่ นำไปสู่การแข่งขันกันในการทำธุรกิจ

ไม่น่าแปลกใจว่า ยิ่งนับวันเงินทุนที่ใช้ในการทำธุรกิจแบงก์ ก็น้อยลงเรื่อยๆ

ทั้งหมดนี้ จึงนำไปสู่ความเสี่ยงของการเกิดวิกฤต และความจำเป็นที่จะต้องมีคนกลางในการกำหนดเกณฑ์ในการกำกับสถาบันการเงินในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วให้มีความเสมอภาค และแข่งขันกันข้ามประเทศในพื้นฐานเดียวกัน ซึ่งคณะกรรมการชุดที่ตั้งขึ้นมานี้ ก็คือ Basel Committee on Banking Supervision โดย

ครั้งแรก – ปี 1988 ออกเกณฑ์ที่เรียกว่า BASEL I เป็นบรรทัดฐานเบื้องต้น เกี่ยวกับเงินกองทุนขั้นต่ำ ที่สถาบันการเงินที่ต้องมีเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ตนเองมี ซึ่งต่อมาในปี 1996 มีการเพิ่มเติมเกณฑ์เรื่องความเสี่ยงด้าน Market risk อีกด้าน

ครั้งที่สอง – ปี 2004 ออกเกณฑ์รอบที่สองเรียกกันว่า BASEL II ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยพยายามที่จะอนุญาตให้สถาบันการเงินที่มีความก้าวหน้าด้านการเงินสามารถที่จะใช้ระบบบริหารความเสี่ยงของตนเองได้ในการคำนวนหาเงินทุนขั้นต่ำที่เหมาะสม และการกระจายกรอบการดูแลความเสี่ยงไปสู่ Operational risk

ครั้งที่สาม – ปี 2010 (เพียง 6 ปีให้หลัง) เนื่องจากวิกฤต subprime จึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงร่างเกณฑ์นี้อีกที เพื่อช่วยลดโอกาสไม่ให้เกิดวิกฤตในอนาคต

มีอะไรใหม่ใน BASEL III

หัวใจสำคัญใน Basel III มีอยู่ 3 ประเด็น

ประเด็นแรก คือการเพิ่มทุนของแบงก์ให้เพียงพอต่อการรับวิกฤติที่เกิดขึ้น ทำให้เงินกองทุนเพิ่มจาก 8.0% เป็น 10.5-13.0%

- เพิ่มทุนจากส่วนที่เป็น common equity ที่มีอยู่เดิมจาก 2% เป็น 4.5%

- เพิ่มทุนส่วนใหม่ที่กันไว้เพื่อความปลอดภัย conservative buffer อีก 2.5%

- เพิ่มทุนใหม่ส่วนที่สอง เรียกว่า Countercyclical Buffer เพื่อรองรับวิกฤตในช่วงขาลงอีก 0-2.5% โดยที่จะให้แบงก์สะสมทุนเพิ่มในช่วงที่เศรษฐกิจดี และไปใช้ในช่วงที่เป็นเศรษฐกิจมีปัญหา โดยได้ตัวอย่างมาจากสเปน ที่เคยสั่งให้แบงก์สะสมทุนในช่วง Boom แต่ในส่วนนี้จะให้แต่ละประเทศตัดสินใจเองว่าจะมีเงินกองทุนในส่วนนี้

ในส่วนนี้ ทางบาเซิลได้พยายามปรับให้เงินกองทุนที่มี เป็นเงินทุนในส่วนของ common equity ให้มากขึ้น เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้สำหรับการรองรับความสูญเสียจากการดำเนินธุรกิจได้ อย่างแท้จริง เพราะหลังจากเปลี่ยนเกณฑ์แล้ว แม้ว่าเงินกองทุนขั้นต่ำจะเพิ่มจาก 8.0% เป็น 10.5% หรือประมาณ 25% แต่แบงก์ต้องเพิ่มทุนในส่วนของ common equity ประมาณ 3.5-5 เท่าตัว จาก 2% เป็น 7.0-9.5%

ประเด็นที่สอง Transition Period เพื่อช่วยลดผลกระทบจากการเพิ่มทุนที่จะมีต่อการดำเนินธุรกิจของแบงก์และการปล่อยสินเชื่อในช่วงอันใกล้ (ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้น) แทนที่จะสั่งให้มีการเพิ่มทุนเลย โดยจะให้เวลาอีก 3 ปีคือในปี 2013 ก่อนที่จะเริ่มเพิ่มเงินกองทุนในส่วนแรก และแบงก์จะต้องทยอยทำให้เสร็จภายในปี 2019 หรืออีก 9 ปีข้างหน้า เรียกว่ามีเวลาในการเตรียมการพอสมควร

ประเด็นที่สาม นอกจากจะมีการเสริมเรื่องความพอเพียงของเงินกองทุนแล้ว บาเซิลจะมีการออกกฎเกณฑ์เรื่อง Leverage ratio โดยจะกำหนดให้สามารถทำธุรกิจได้โดยมี Leverage ratio สินทรัพย์เทียบกับเงินกองทุนชั้นที่ 1 ไม่น้อยกว่า 3% (หรือมไม่มากกว่า 33 เท่า) และจะมีกฏเกณฑ์เรื่อง Net Stable Funding Ratio และความพอเพียงของสภาพคล่องในระยะสั้นออกมาเพิ่มเติมด้วย ที่ต้องมีเกณฑ์เหล่านี้ ก็เพราะวิกฤตรอบนี้ เกิดจากการที่สถาบันการเงินสุ่มเสี่ยงจนเกินไป รวมไปถึงปัญหาการขาดสภาพคล่องในช่วงวิกฤต

ข้อเสนอ BASEL III มีข้อดีอย่างไร

ช่วยเพิ่มความเข้มแข็งของเงินทุน และการจำกัดการทำธุรกิจของแบงก์ โดยสิ่งที่หลายคนตอบรับคือ ความประนีประนอมที่

เงินกองทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มากเกินไป จาก 8.0% เป็น 10.5-13% ซึ่งสถาบันการเงินต่างๆ น่าจะรับได้ ซึ่งความจริงแล้วสถาบันการเงินหลายแห่งในช่วงที่ผ่านมาก็ได้เพิ่มทุนไปเกินกว่าจุดนี้แล้ว เช่น ในสหรัฐ เป็นต้น ซึ่งโดยมากแล้ว เกณฑ์ที่ออกมาครั้งนี้เป็นการปรับโครงสร้างของเงินกองทุนที่เคยอนุญาตไปสู่ทุนที่เป็น common equity ซึ่งสามารถรับความเสียหายได้อย่างเต็มที่โดยเฉพาะในส่วนที่เป็น common equity ให้มากขึ้น

ไม่ต้องทำเร็วเกินไป พร้อมที่จะรอและใช้เวลาในการดำเนินการ โดยให้เวลาถึง 9 ปี ตรงนี้ก็จะช่วยให้ไม่กระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์มองข้อเสนอนี้อย่างไร และจะเดินต่อไปอย่างไร

มีปัญหาอยู่ 4 ด้านที่หลายคนมอง

ด้านแรก – ระยะเวลา/ ขนาด หมายความว่าอาจจะไม่เพียงพอ อาจจะไม่ทัน เพราะว่าถ้าต้องรอถึง 9 ปี กว่าจะเห็นผลเต็มที่ ซึ่งถ้าใช้เวลานานขนาดนั้น ก็อาจจะเกิดวิกฤตรอบใหม่ไปแล้วก็ได้ นอกจากนี้ เงินกองทุนโดยรวมก็ไม่ได้เพิ่มมากจากเดิมเท่าไร เรียกว่าน้อยไปกว่าที่ตลาดคาดไว้ด้วยซ้ำไป (อาจจะไม่พอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตในรอบต่อไป)

ด้านที่สอง – ยังไม่ได้แก้ไขปัญหาแบบครอบคลุม แม้ว่าจะมีการเพิ่มเงินทุนที่ต้องใช้ แต่ความเสี่ยงอาจจะไปหลบในส่วนที่อื่นๆ ภายในแบงก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตราสารที่ดูเหมือนกับมีความเสี่ยงน้อย แต่ว่ามีปัญหามาก อย่างเช่น Securitization หรือ Mortgage back securities ที่ดูเผิ่นๆ เหมือนกับความเสี่ยงไม่มาก ป้องกันไว้หมดแล้ว แต่ก็สามารถทำให้แบงก์ล้มได้อย่างเช่นในครั้งนี้ เป็นต้น

นอกจากนี้ การวัดความเสี่ยงยังใช้วิธีมองย้อนไปดูความผันผวนในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นสำคัญ ไม่ใช่ความเสี่ยงในอนาคต เช่นสินเชื่อบ้าน ถ้ามองย้อนกลับไปช่วง 2002-2007 ความเสี่ยงก็จะไม่มาก เงินทุนที่เตรียมไว้ก็อาจจะไม่ต้องมาก แต่ความจริงแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไป ความเสี่ยงของสินเชื่อบ้านมีอยู่พอสมควร และในกลุ่ม Subprime มีความเสี่ยงสูงมาก

ด้านที่สาม – เน้นเรื่องการกำกับแบงก์อย่างเดียว ความเสี่ยงอาจจะไปโป่งที่สถาบันการเงินในกลุ่ม non-Bank เช่น ประกันภัย Hedge fund หรือ Private equity เป็นต้น ที่หลายคนคิดว่าธุรกิจเหล่านี้ ใช้เงินตนเองและตลาดดูแลตนเองได้ รัฐไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งไม่จริง พอมีปัญหามาก รัฐก็ต้องเข้าไปช่วยอยู่ดี เช่นในกรณีของ LTCM เป็นต้น

ด้านที่สี่ – ยังไม่ได้จัดการเรื่องสถาบันการเงินที่มีขนาดใหญ่ “too big to fail” ให้จบลง เพียงแต่ว่าเพิ่มทุนของแต่ละแบงก์ให้มากขึ้น และสามารถรองรับวิกฤตได้ดีขึ้น แต่ท้ายสุดสำหรับแบงก์ใหญ่ๆ หากเกิดปัญหา รัฐบาลก็ต้องเข้าไปช่วยอยู่ดี

ทั้งหมดนี้จึงหมายความว่า รัฐบาลจะจบแค่ BASEL III ไม่ได้ BASEL III เป็นแค่ส่วนหนึ่งของจิกซอร์ และรัฐบาลยังต้องทำอีกมาก เช่นที่สหรัฐมีการออกกฏหมายปฏิรูประบบการเงินออกมาเพิ่มเติม ซึ่งมีทั้งเกณฑ์เรื่อง Volcker Rule การปรับปรุงวิธีการกำกับดูแล สง. แบบรวมศูนย์ เป็นต้น

เรียกได้ว่าต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะการปฏิรูประบบการเงินยังไม่จบ ยังต้องทำกันอีกมาก และไทยเราก็จะนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะท้ายสุดเราก็คงจะต้องยอมรับเกณฑ์ระหว่างประเทศใหม่ข้อนี้ในที่สุดเช่นกัน

On air in Money Wake Up at The Money Channel
(Monday, September 20, 2010)

9 Comments

Posted Under Uncategorized

9 Comments

เอิ้น
October 8, 2010 at 10.31 AM

ขอบคุณมากๆนะค่ะ ดร.กอบ ค่ะ
ดร.กอบช่วงนี้สบายดีอยู่นะค่ะ เป็นอย่างไรบ้างค่ะ งานเยอะหรือเปล่าค่ะ
ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรงค่ะ โชคดีมากๆค่ะ

วันนี้ทานเจด้วยนะค่ะ ครั้งแรกค่ะ ลองดูค่ะ :D

rati
October 8, 2010 at 10.54 AM

ขอบคุณครับ^^

พัด
October 8, 2010 at 12.24 PM

ขอบคุณค่ะ ดร กอบศักดิ์ ^^ และดร กอบศักดิ์ ทานเจหรือเปล่าค่ะ
และดร กอบ ประเทศไทยก็คงมี BASEL III กะเขาด้วยใช่มั้ยค่ะ

เราก็ทานเจแหละคุณเอิ้น และคุณรติล่ะ ทานหรือเปล่า hahaha^^

ปอป้อ
October 8, 2010 at 01.57 PM

ขอถามค่ะว่า มีความจำเป็นเยอะมั้ยว่าประเทศไทยต้องมี BASEL III ค่ะ อ่านไม่เข้าใจค่ะ
แต่คงเข้าใจในไม่ช้าค่ะ
หนูต้องขอสวัสดีค่ะ ดร กอบศักดิ์ ที่รักยิ่งค่ะ เนื่องจากไปเที่ยวมาแล้วค่ะ
อากาศสดใส ลมเย็นสบายค่ะ คีรีมายาสวยมากๆค่ะ
ต้องไปอีกค่ะ คุณพ่อคุณแม่ติดชอบใจมากๆค่ะ
หนูและพี่ชายของหนูด้วยค่ะ อยากให้ดร กอบศักดิ์ ไปด้วยจังค่ะ
ดร กอบค่ะ ทานเจหรือเปล่า ถ้าทานก็บอกๆค่ะ เพราะอยากรู้มากๆค่ะ
ไปซื้อทานร้านไหนค่ะ บอกๆค่ะ อยากรู้ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

ปอป้อ

Addison
October 8, 2010 at 03.54 PM

Thank you very much! I really appreciate that!

Vivaldi
October 9, 2010 at 11.21 AM

Very good article,Thanks for taking the time to write that, I found it very detailed.

sermsri
October 11, 2010 at 12.26 PM

อยากทราบว่าค่าเงินสหรีฐจะอ่อนลงไปอีกไหม

สิริกัญญา
October 12, 2010 at 11.17 AM

ขอบคุณคะ อ่านเเล้วก็เข้าใจอะไรเยอะขึ้นคะ

CELLINI
October 20, 2010 at 04.33 PM

Dr Kob
Wow, thanks for the insightful post.

Leave a comment

* = Required

    • Posts
    • Twitter
    • Flickr
     

    วิเครา...

    My Articles

     

    ความผั...

    My Articles

     

    หน้าผา...

    My Articles

    AEC 2015 กับอนาคตเศรษฐกิจไทย http://t.co/3eiOFyZi

    follow me on
    twitter

    IMG_0111Through the Grassa convent in barcelonatrabajando con tesónEarly morning reflection_DSC9468wIMG_9779
  • Pages

    • Interesting Links
    • About
    • Phone Interviews
  • Categories

    • My Articles
    • My Comments
    • My Treasures
    • Bangkokbiznews
  • Archives

    • 2013
      • January
      • February
      • March
      • April
      • May
    • 2012
      • January
      • February
      • April
      • May
      • June
      • July
      • August
      • September
      • October
      • November
      • December
    • 2011
      • January
      • February
      • March
      • April
      • May
      • June
      • July
      • August
      • September
      • October
      • November
      • December
    • 2010
      • January
      • February
      • March
      • April
      • May
      • June
      • July
      • August
      • September
      • October
      • November
      • December
    • 2009
      • March
      • April
      • May
      • June
      • July
      • August
      • September
      • October
      • November
      • December
    • 2006
      • April
  • Blogroll

    • Themes
  • Subscribe2


     

  • Who's Online

    4 visitors online now
    0 guests, 4 bots, 0 members
    Map of Visitors

This site is using the Handgloves WordPress Theme
Designed & Developed by George Wiscombe

Subscribe via RSS