January 18, 2010
Posted by KOBSAK (ADMIN)
Taiwan vs Capital Inflow
เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว เราได้คุยกันเรื่องการปรับขึ้นเงินสำรองเงินฝากหรือ Reserve Requirement ของประเทศจีน เพื่อดูแลปัญหาการมีสภาพคล่องล้น และนำไปสู่การเก็งกำไร และความร้อนแรงของเศรษฐกิจในบางภาคส่วนเช่น ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และในตลาดหลักทรัพย์ วันนี้เราจะมาพูดกันถึงการดูแลต่อสู้กับ เงินทุนที่กำลังไหลบ่าเข้ามายังภูมิภาคเอเชีย โดยวันนี้ จะเลือกสนามรบที่สำคัญที่มีการต่อสู้ดิ้นรนในเรื่องนี้อย่างเข้มข้นมาเล้าให้ฟัง ก็คือ ที่ไต้หวัน ซึ่งมีเงินทุนไหลเข้าเป็นจำนวนมาก ในช่วงที่ผ่านมา
ขอเริ่มจากคำถามพื้นฐานง่ายๆ ก่อนว่าทำไมจึงมีเงินไหลข้ามามากที่เอเชีย
ปกติในโลก มีเงินทุนไหลเวียนไปมาอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งในระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยกันเอง และจากประเทศที่พัฒนาแล้วมาสู่ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทย โดยในแต่ละปี เงินทุนที่ไหลวียนนี้ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากความใกล้ชิดที่มีกันมากขึ้น ยกเว้นในปีที่แล้วที่ยอดเงินทุนที่ไหลเวียนหยุดลงจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น แต่พอปีนี้ ภาพต่างๆ ดูดีขึ้น เงินทุนก็เริ่มไหลเวียนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ไหลมาที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างน่ากังวลใจ
ตรงนี้เป็นผลจาก
หนึ่ง – สภาพคล่องที่มีมากในสหรัฐ ยุโรป แต่ได้ผลตอบแทนเพียง 0.25 -1 % เงินเหล่านี้กำลังมองหาที่ลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เอเชียเป็นเป้าหมาย
สอง – ส่วนต่างของผลตอบแทน ถ้าดูเฉพาะอัตราดอกเบี้ย ก็จะเห็นได้ชัดว่า ดอกเบี้ยที่ประเทศกำลังพัฒนาสูงกว่าดอกเบี้ยของสหรัฐ และยุโรปอยู่พอสมควร ทำให้จูงใจมาก และสินทรัพย์อื่นๆ ก็น่าสนใจมากเช่นกัน
สาม – ค่าเงินสหรัฐกำลังอ่อนค่า และอาจจะอ่อนค่าต่อในอนาคต เพื่อดูแลปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัวอย่างแน่นอนขึ้น
สี่ – เศรษฐกิจของเอเชียที่พลิกฟื้นดีกว่าส่วนอื่นๆของโลก
ทั้งหมดนี้กำลังทำให้เราเป็นเป้าหมายที่หอมหวาน ดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ ที่จะส่งเงินเข้ามาลงทุน อีกรอบหนึ่ง
ต้องกังวลใจหรือไม่
ต้องกังวลใจ เพราะเงินที่ไหลเข้ามา จะทำให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจในด้านต่างๆ และอาจเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดการสะสมความเสี่ยง จนกลายเป็นปัญหาฟองสบู่ขึ้นมาได้ ตรงนี้ขอยกตัวอย่างประเทศที่น่าสนใจ ที่กำลังเป็นสนามรบที่สำคัญของเรื่องนี้ คือที่ไต้หวัน
ปีที่ผ่านมามีเงินทุนไหลเข้าไต้หวันเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้จาก เงินสำรองทางการของไต้หวันที่เพิ่มขึ้นสูงมากเป็น 348 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ณ สิ้นปีที่แล้ว จาก 291 พันล้านดอลลาร์สรอ. เมื่อ 1 ปีก่อนหน้า เรียกว่าเพิ่มขึ้น ประมาณ 60 พันล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 12 เดือน บางเดือนเพิ่มขึ้นถึง 10 พันล้านดอลลาร์สรอ.
ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาดังกล่าว ค่าเงินของไต้หวันได้ปรับแข่งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว จาก 34.3 ดอลลาร์ไต้หวัน / ดอลลาร์ มาเป็น 31.8 ดอลล่าร์ไต้หวัน / ดอลลาร์
เงินส่วนหนึ่งที่ไหลเข้ามาได้ไปลงทุนในตลาดหุ้น ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 4200 จุด มาที่ 8400 จุด ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของไต้หวันมากพอสมควร
เงินที่เข้ามาจำนวนมากนี้ ได้เป็นปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับ ธนาคารกลาง ของไต้หวันที่เข้ามาดูแลผลกระทบจากเงินที่ไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากนี้ในช่วงปึที่ผ่านมา และเป็นสนามรบที่สำคัญระหว่างนักเก็งกำไรค่าเงินและธนาคารกลางที่ออกมาปกป้อง
ไต้หวันทำอะไรบ้างในช่วงที่ผ่านมา
ที่น่าสนใจก็คือ ทางการไต้หวันได้พยายามต่อสู้กับเงินทุนที่ไหลเข้ามา ผ่านหลายกลไก
หนึ่ง – ผ่านการเข้าไปซื้อเงินตราต่างประเทศ โดยตรง ตามที่ได้เล่าไปแล้ว เพื่อให้ค่าเงินไม่แข็งค่าขึ้นมาขึ้นเกินไป อันนี้เรียกว่า เป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ธนาคารกลางในประเทศต่างๆ ทำ และจะเห็นได้จากเงินสำรองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สอง – ผ่านมาตรการในการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย สำหรับคนที่เข้ามาลงทุนตรงนี้ น่าสนใจมาก เพราะไม่ใช่มาตรการที่เรียกว่ามาตรฐาน แต่ต้องทำ โดยได้ทำมาเป็นระยะๆ 3 รอบแล้ว
- เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้สั่งห้ามไม่ให้นักลงทุนต่างชาติ ฝากเงินทิ้งไว้ในบัญชีเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ เพราะตรงนี้ นักลงทุนที่เก็งกำไรในค่าเงิน ใช้เป็นที่ที่จะจอดเงินไว้ข้ามคืนหรือ 2-3 วัน แล้วหวังว่าค่าเงินจะแข็งขึ้น เรียกว่าเป็นไม้แข็งหมัดแรก ที่งัดออกมาใช้ เพราะเมื่อช่วงเดือนตุลาคมมีเงินจำนวน 15 หันล้านดอลลาร์มานั่งนิ่งๆ อยู่ที่ในบัญชีเงินฝากของไต้หวัน
- เมื่อวันสิ้นปี ธนาคารกลางของไต้หวันออกมาประกาศว่า จะติดตามเงินที่ไหลเข้ามาที่ไต้หวันอย่างใกล้ชิด ว่าเงินที่บอกว่าจะมาลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ได้มาลงทุนจริงหรือไม่ หรือเอามาฝากไว้เท่านั้น
- วันที่ 4 มกราคม ประกาศว่า จะส่งรายชื่อของนักลงทุนต่างชาติที่มีเงินฝาก มากผิดปกติให้กับหน่วยงานที่กำกับดูแลสถาบันการเงิน เพื่อดำเนินการจัดการ และสั่งว่า คนที่เอาเงินเข้ามาลงทุน ให้ลงทุนให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์
- วันที่ 5 มกราคม สั่งห้ามไม่ให้แบงก์ในประเทศของตน เก็งกำไรในค่าเงิน
สาม – การแทรกแซงโดยวาจา โดยเมื่อ 12 มกราคม ออกมาชี้แจงถึงประโยชน์ในการใช้นโยบายควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุน ที่เรียกว่า Capital control โดยอ้างการศึกษาของ World Bank, UN, G20, IMF ว่า การใช้มาตรการดังกล่าวอาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งของประเทศในภูมิภาค ที่จะเข้าไปจัดการกับปัญหาเงินทุนที่ไหลเข้าเป็นจำนวนมาก เป็นการเตือนล่วงหน้าว่า พร้อมจะทำมาตรการเด็ดขาดกับคนที่มาเก็งกำไร
ส่วนมาตรการอื่นๆ ที่พอทำได้เพิ่มเติม (สำหรับประเทศอื่นๆ) ก็คือ การปล่อยให้คนในประเทศเขาสามารถไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น เช่น FIF ก็จะช่วยให้มีเงินไหลออกบางส่วน และลดสภาพคล่องในประเทศไปส่วนหนึ่งด้วย
จะเกิดอะไรขึ้น และประเทศอื่นๆทำอะไร
จากที่มองดูห่างๆ สงครามที่ไต้หวันกำลังคุกรุ่น น่าติดตามว่าจะเกิดอะไรแต่ขณะนี้เรียกได้ว่า เป็นการเตรียมหยิบเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ออกมา และเพื่อจะต่อสู้ดิ้นรนให้เต็มที่กับเงินทุนที่ไหลเข้ามาอย่างเต็มที่
จะได้ผลหรือไม่ก็ต้องตามดูกันต่อไป เพราะว่าเงินที่จะไหลเข้ามีเป็นจำนวนมาก สู้ได้ลำบาก แต่อย่างน้อย ในช่วงนี้ เงินทุนที่ไหลเข้าในกรณีของไต้หวัน ยังจำกัดอยู่ที่การเก็งกำไรค่าเงิน และในตลาดหลักทรัพย์กับตลาดบอนด์ แต่ว่าในภาคเศรษฐกิจจริง ยังไม่กระจายออกไป
ซึ่งตรงนี้น่าสนใจว่า ในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ ก็กำลังเผชิญกับ ปัญหาเรื่องงินทุนไหลเข้า และกำลังคิดกันว่าจะเอามาตรการอะไรออกมาใช้ เช่น
- บราซิล
- รัสเซีย
- จีน
- ฮ่องกง
แต่ทั้งหมดนี่ น่าติดตามมาก เพราะว่าเมื่อไม่นานนี้ หลายคนคิดว่า ถ้าไปกดดันสหรัฐมากๆ สหรัฐก็จะยอมปรับเรื่องดอกเบี้ย ให้ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้เงินทุนที่ไหลออกจากสหรัฐ ชะลอการไหลลง แต่ไม่นานนี้ คุณ Bernanke ออกมาพูดชัดว่าสหรัฐไม่คิดว่าดอกเบี้ยที่ต่ำในสหรัฐเป็นต้นเหตุให้เกิด Bubbles ในประเทศอื่นๆ เรียกได้ว่า บอกว่าฉันจะทำต่อไป และจะไม่สนคนอื่นๆ ไม่น่าแปลกใจ ประเทศที่ถูกกระทบก็ต้องหาทางช่วยเหลือตนเองจากภัยที่มาจากสหรัฐรอบนี้ โดยการออกมาตรการต่างๆ ออกมา
ก็เรียกว่าระฆัง ยกที่หนึ่งเริ่มแล้ว ก็มาดูกันว่า ศึกครั้งนี้จะจบอย่างไรครับ เพราะคู่ต่อสู้คือ สภาพคล่องที่ล้นเอ่อที่สหรัฐ ที่กว้างขวางเหมือนมหาสมุทร ยากเกินที่เราจะขวางไว้ได้ และพอไหลมาท่วมเต็มที่ 1-2 ปีให้หลัง ก็จะเป็นช่วงที่ดอกเบี้ยสหรัฐอาจจะขึ้น ก็จะทำให้เงินไหลกลับ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นแล้ว ก็เรียกได้ว่าน่ากังวลใจมาก
แล้วกรณีของไทยต้องกังวลใจหรือไม่
ต้อง
แต่ว่า เราโชคดี เพราะนักลงทุนต่างชาติเขามองข้ามไทยไปรอบนี้ จากปัญหาภายในประเทศที่เกิดขึ้น ที่ไม่แน่ใจว่าความแน่นอนคืออะไร ไม่น่าแปลกใจที่เงินยังไม่ไหลเข้าไทยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินทุนไหลเข้าจริงๆ
แต่ประมาทไม่ได้ เพราะว่าเงินมีอยู่มาก เราก็อาจจะเป็นTarget ได้เช่นกัน ก็ต้องเตรียมการไว้ให้พร้อมครับ









34 Comments
January 18, 2010 at 08.47 AM
ขอบคุณมากค่ะ ตอนนี้ธนาคารกลางของแต่ละที่พยายามมากค่ะ
และ เงินทุนไหลเข้ามากมายขนาดนี้เหมือนตอนที่เกิด 1995 (ไม่จำไม่ได้ดีนะค่ะ)
ตอนนั้นไม่มาตราการดูแลหรือควบคุม ซึ่งต่างจากนี้ที่มีการดูแลควบคุมดูแลอย่างมาก
อยากจะทราบเกาหลี และ ฮ่องกง ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ดร กอบศักดิ์ ค่ะ
January 18, 2010 at 08.49 AM
ขอบคุณค่ะ ไม่ค่อยจะทราบมากค่ะ แต่พอทราบแล้วเเละอ่านที่คุณเอิ้นเขียนก็คิดว่าน่าสนใจมากค่ะ
อาจารย์ อย่าลืมรักษาสุขภาพด้วยค่ะ อากาศเย้นลงค่อนข้างมากเเล้วค่ะ เป็นห่วงค่ะ
January 18, 2010 at 11.57 AM
ขอบคุณค่ะ สำหรับเรื่องของไต้หวั่น
เพราะไม่นึกว่าจะต่อสู้มากมายเช่นนี้ค่ะ เข้มงวดมากค่ะ แต่ว่าน่าสนใจมากค่ะ
เราก็สนใจแต่ จีน และ ฮ่องกง
อยากทราบเหมือนที่คุณเอิ้นค่ะ เกาหลีใต้ ก็คืออีกประเทศที่นักลงทุนส่วนใหญ่ ต่างชาติชอบมาก
และ น่าแปลกใจที่เขามักจะ recovery V shape ทุกครั้งไป
ตั้งแต่ ต้มยำกุ้ง เขาก็ performance ดีมากค่ะ
sumsung น่าสนใจมากค่ะ
และเศรษฐกิจเขา ดีได้เพราะรัฐบาลที่ช่วยเป็นเเรง support ที่ดีมากค่ะ
บ้านเราๆก็ Korea Fever ดึงเม็ดเงินการท่องเที่ยวไปมากค่ะ
ปล ไต้หวั่น จากรูป นะค่ะ สวยงามมากค่ะ ผังเมืองของเขาไม่น่าจะเลวร้าย หรือคงไม่แย่มากเหมือนประเทศไทยนะค่ะ
ยังไม่มีโอกาสไปเที่ยวสักครั้งเลยค่ะ
January 18, 2010 at 12.32 PM
ขอบคุณมากๆๆค่ะ ดร กอบศักดิ์
ได้รู้เรื่องอะไรที่น่าสนใจ และเข้าใจมากค่ะ
ขอบคุณอีกครั้ง หวังว่าจะดูแลสุขภาพด้วยนะค่ะ
January 18, 2010 at 12.56 PM
ขอบคุณมากค่ะ มาตราการเยอะมากจนไม่น่าเชื่อ
แต่ว่าคนก็ยังชอบการลงทุนในไต้หวั่น มาก ตอนนี้ยังมีเยอะมากหรือเปล่า
น่าจะเเบ่งมาที่ประเทศไทยบ้างอีกนิดๆๆ เอาไม่มากเดียวจะแย่เพราะ ประเทศไทยมันเล็กเท่ามดค่ะ คิดเองค่ะ
January 18, 2010 at 12.57 PM
ขอบคุณมากครับ
January 18, 2010 at 12.59 PM
ขอบคุณมากครับ ดร กอบศักดิ์
ได้ทราบมากขึ้นครับ เรื่องไตหวั่น
ประเทศไทยน่ากังวลหรือไม่
อันนี้ไม่ทราบเพราะว่า
คนในประเทศไทยยังไม่เข้าใจ ประเทศตนเองเลยนะครับ ดร กอบศักดิ์
January 18, 2010 at 01.06 PM
ขอบคุณค่ะ ดร กอบศักดิ์ ค่ะ
เเละมาวิเคราะห์ ต่อ เกาหลี ค่ะ
ที่สนใจเพราะว่า มีพันธบัตรเกาหลี เยอะค่ะ
แอ้มว่าประเทศไทย ยากที่เข้าใจ เพราะแอ้มเองคนไทยยังงงกับประเทศไทยค่ะ
จะให้ต่างชาติมาเข้าใจ แอ้มว่ายากค่ะ อธิบายอีกกี่ทีก็ไม่เช้าใจ
เพราะแอ้มฟังหลายทีไม่เข้าใจค่ะ คุณบีม
January 18, 2010 at 02.31 PM
ขอบคุณอาจารย์มากๆค่ะ
January 18, 2010 at 05.00 PM
ขอบคุณครับ ดร กอบศักดิ์
“ใช่ครับประเทศไทยเข้าใจยากมากครับ” ผมว่า
January 18, 2010 at 05.11 PM
ดร กอบศักดิ์ ขอบคุณมากๆๆค่ะ
ไต้หวัน ก็น่าสนใจตอนเเรกเราไม่เคยนึกว่าธนาคารกลางไตหวันจะสู้นักมาก
เหมือนก่อนหน้าที่ประเทศไทยเคยทำค่ะ
แต่เราก้นับว่าโชคดีมากในระยะสั้น ที่เรามีปัญหาภายในประเทศ
ปน(มี)ความโชคร้ายระยะยาวเเละในอนาคต ที่ทำให้เราไม่สามารถมองออกได้ค่ะว่า
จะนิ่ง เดินต่อไปข้างหน้า หรือถอยหลัง
มาบตาพุดก็น่าจะเป็นประเด็น(อีกแล้ว)ค่ะ
และรัฐบาลบอกว่า ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึง 26 กุมภาพันธ์ เป็นช่วง10 วัน อันตราย
และส่วนตัวนะค่ะ ไม่เข้าใจประเทศไทยเลยค่ะ และ งงมากเหมือนกัน
ขอส่ายหน้าเล็กน้อยค่ะ
ดร กอบ ค่ะ อยากจะทราบว่าเรื่องของ เกาหลีค่ะ
ขอบคุณค่ะ เพราะก็มีพันธบัตรเหมือนกันค่ะ
(ลงทุนครบทุกอย่างจริงๆเรา ^^)
January 18, 2010 at 05.21 PM
ขอบคุณค่ะ ดร กอบศักดิ์
อย่าลืมรักษาสุขภาพ ต้อง บำรุง หรือ อยู่บำรุง ด้วยนะค่ะ
January 18, 2010 at 05.42 PM
ดร กอบศักดิ์ ครับ
ผมเข้าใจเรื่องไต้หวัน แต่ว่า ผมว่าประเทศไทย มันโชคดีตอนนี้แต่อาจจะร้ายในอนาคตหรือเปล่าครับ
เเต่อาจจะดีมากก็ได้ครับ เพราะตอน subprime เราก็ไม่โดนมาก
แต่รอบนี้เงินไม่ไหลเข้ามามาก แต่ว่าขอดูคุรภาพนโยบายมากกว่า ผมว่านโยบายมันห่วยครับ
เพราะขนาดผมยังไม่เข้าใจด้วยครับ ยกมือ อีกเสียงครับ
ขอบคุณครับ ดร กอบศักดิ์
ดูแลรักษาสุขภาพด้วยนะครับ
January 18, 2010 at 05.49 PM
ขอบคุณมากครับ
January 18, 2010 at 05.53 PM
ดร กอบศักดิ์ ขอบคุณค่ะ
อยากรู้เรื่องมาตรการของเกาหลี ว่ามีหรือยังค่ะ ขอบคุณค่ะ
January 18, 2010 at 05.54 PM
ขอบคุณค่ะ
อยากทราบว่าเงินทุนไหลเข้า และมาตราการโหดมากแต่ก็ยังจะมีความต้องการจะเข้าอีก
แต่ว่าไตหวันไปได้ ก็คงต้องการลงทุนค่ะ ยกเว้นบ้านเรา
อย่างนี้เราจะแย่หรือเปล่า เหมือนจะดีแต่ไม่ดี เหมือนจะร้ายมากแต่ไม่ร้าย หรือเพราะว่าเราเริ่มชินค่ะ
เริ่มสงสัย ความสามารถประเทศไทยค่ะ
January 18, 2010 at 06.05 PM
ขอบคุณค่ะ
อยากถามว่าตอนนี้เศรษฐกิจเริ่มร้อนเเรงแล้ว เเละประเทศไทย มันร้อนยังค่ะ
ดูเขาแล้วมาดูเรา น่าสังเวชใจค่ะ
January 18, 2010 at 06.08 PM
ขอบคุณค่ะ เพิ่งเข้าใจตอนเเรกกังวลใจว่าจะเหมือนตอนที่ ต้มยำกุ้ง ที่ทุกประเทศไม่ป้องกันอะไรค่ะ และนิ่งดูดายค่ะ
ขอบคุณมากมากค่ะ
ได้ความรู้เเละสาระมากค่ะ ติดตามเสมอค่ะ
January 18, 2010 at 06.12 PM
ขอถามว่ารัฐบาลไทยทำไมไม่จ่ายเงินทำอะไรที่เป็น สร้าง เป็นชิ้นเป็นอันค่ะ
เพราะดูแล้วว่า ประเทศไทยไม่ค่อยมีอะไรเป็นรูปร่าง เเละไม่มีอัตราเร่งค่ะ
ไต้หวัน ก็ดี เกาหลี ก็ดีค่ะ สิงคโปร์ ด้วยค่ะ
ที่น่าสนใจคือเวียดนาม เขาเเทรงเราไปยังค่ะ คิดว่าแทรงไปแล้วนะค่ะ
ขอถามหนี้ภาครัฐบาลไทย ค่ะ ว่าทำไมต้องกู้เยอะแต่ไม่ใช่จ่ายเป็นชิ้นเป็นอันเลยค่ะ
January 18, 2010 at 06.16 PM
ขอบคุณค่ะ ดร กอบศักดิ์
วันนี้ก็อากาศเริ่มเข้าหน้าหนาวเเต่ว่าไม่เข้าใจประเทศไทย และ อากาศด้วยนะค่ะ ขอเพิ่มเรื่องอากาศที่น่างงค่ะ
ขอให้เข้าใจว่าประเทศไทยมักจะไปได้แบบถูไถค่ะ อย่าไปเครียดมากค่ะ
ไปอ่านเรื่อง หลินปิงที่ตกต้นไม้ค่ะ แต่ว่า หลินปิงก็ไม่ได้เจ็บอะไรเลย
January 18, 2010 at 06.22 PM
สวัสดีค่ะ ขอบคุณค่ะ
ไต้หวัน เป็นหนึ่งในจีน เขาไปได้ดีแน่นอน เเละ หนูคิดว่า ไต้หวันไปได้ดี ความจริงหนูไม่รู้เลยนะว่าไต้หวันจะเก่งมาก เอาปืนมาหลายกระบอกแล้ว ปืนยังมีอีกใช่เปล่าค่ะ
ขอบคุณมากที่สุดเพราะเข้าใจนิดๆๆ ไม่มาก เพราะยากเข้าใจ โตแล้วรู้เองนะ
แต่รู้ว่าธนาคารกลางไต้หวัน เก่งมาก เเล้วประเทศไทยล่ะค่ะ ได้เอาปืน ออกมยังค่ะ
January 18, 2010 at 06.38 PM
สวัสดีค่ะ ดร กอบศักดิ์ ค่ะ
สบายดีอยู่ใช่มั้ยค่ะ หนูเห็นว่า หน้าสดใส หนูทานเยอะมากเสาร์ที่ผ่านมา
ดร กอบศักดิ์ หนูว่าดร กอบศักดิ์ เงินที่กำลังจะมานะค่ะ หนูว่าดร กอบศักดิ์ ต้องดูแลดีๆๆนะค่ะเพราะว่า
หนูคิดว่ามันต้องเยอะมากๆๆ เพราะคุณลุงเบนไม่ยอมแน่
และ จีนไม่ยอมแน่
แต่ว่า หนูก็เป็นกำลังใจให้ลุงเบน มากๆๆค่ะ
และหนูก็เป็นกำลังใจให้ธนาคารกลางเอเชียทั้งหมด
และที่สำคัญมากที่สุด คือหัวใจ คือ เป็นกำลังใจให้ดร กอบศักดิ์ ค่ะ เพราะ ดร กอบศักดิ์ คือหัวใจเลย เรื่องนี้ หนูขอคิดเองบ้างนะ
เรื่องของประเทศไทยหนูไม่คิดหนักและไม่สนใจเยอะๆๆเพราะ ถ้าสนใจเยอะๆๆ ความไม่เข้าใจจะเกิดเยอะๆๆ
ถ้าไม่เข้าใจเยอะๆๆ เราจะไม่ชอบมากๆๆ ค่ะ
เรื่องปืนที่ออกมาสู้ของธนาคารกลางประเทศไทยค่ะ แต่ว่าไม่เร็วๆๆหรอกค่ะ หนูคิดเองค่ะ
เเต่หนูคิดว่าจริงค่ะ ไม่เร็ว
January 18, 2010 at 06.54 PM
Thank you very much.
January 18, 2010 at 06.57 PM
ขอบคุณครับ ดร กอบศักดิ์ ได้ความรู้เยอะมากครับ
January 18, 2010 at 09.25 PM
ขอบคุณค่ะ อาจารย์
อาจารย์ รักษาสุขภาพค่ะ ห่วงอย่างยิ่งมากเพราะพิมเริ่มจะป่วยเล็กๆๆค่ะ
แต่ blog น่ารักมากขึ้นทุกวันค่ะ
January 19, 2010 at 08.39 AM
ขอบคุณมากค่ะ ดร กอบศักดิ์
ได้ดูวันจันทร์ แล้วค่ะ
อธิบายเข้าใจมากค่ะ เเละ มีปประโยชน์มากกับคนที่ดูเพราะตอนนี้ต้องมาพูดเเละอธิบายวิธีการถินมาตรการ และที่ต่างๆเป็นอย่างไรเเล้วนะค่ะ ว่ามารตราการรับมือกับเงินไหลเข้าอย่างไร มีวิธีการอย่างไร จะได้เข้าใจมากๆ เพราะว่าส่วนมากมักพูดเรื่องเดิมๆ
หรือไม่ก็เรื่องระบบ Crash เเล้ว ฟังเเล้วก็งง ค่ะ
แต่ไม่สนใจมากค่ะ เพราะว่าเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าใครพูดถูกที่สุด เมื่อปีที่แล้วก็ทราบๆๆกันดีค่ะ
เหมือนตอนเเรกที่ ดร มาพูดว่าวิกฤติ คืออะไร เป็นอย่างไร ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ดร กอบศักดิ์ ดูแลรักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ
January 19, 2010 at 08.39 AM
ขอบคุณมากๆค่ะ
January 19, 2010 at 09.05 AM
ขอบคุณมากค่ะ ดร กอบศักดิ์
ขอถามเรื่องของ เกาหลีบ้างค่ะ เพราะว่าก็มีพันธบัตรเหมือนกันค่ะ ^^
ดร กอบศักดิ์พักเยอะๆด้วยค่ะ เพราะว่า จะไม่สบายเอานะค่ะ
ขอเป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ
January 19, 2010 at 09.08 AM
ดร กอบ ครับ
ขอบคุณมากครับ
January 19, 2010 at 09.10 AM
ขอบคุณครับ ดร กอบ
ดูแลสุขภาพและเเข็งเเรงมากๆครับ
January 19, 2010 at 09.49 AM
เศรษฐกิจของไต้หวันเป็นยังไงบ้างคะ แล้วต่างกับไทยตรงไหนคะ หนูเองก็อยากรู้จังเลยค่ะ หนูได้ดูรายการmoney wake upทุกเช้าเลยค่ะ หนูดูตลอดเลย แต่บางครั้งหนูก็เปลี่ยนช่องอื่นบ้างแล้วก็ฟังวิทยุด้วยค่ะ5555 ก่อนไปโรงเรียนค่ะ ขออยากให้คุณกอบศักดิ์มาblogกันอีกครั้งเถอะค่ะ ขอให้โชดดีกับการทำงานด้วยนะคะ
January 19, 2010 at 03.40 PM
ขอบตอบ set_weerada ว่าเรื่องทาง blog
ไม่เป็นไร คุณ set_weerada อยากไม่เข้าใจอะไรถามมา ตอบได้เลยนะ
และ มีหัวข้อน่าสนใจเยอะแยะมาก จื่นตาตื่นใจมากเลยนะ ลองไปอ่านดูนะ
เพราะตอนนี้มีหนังสือที่ชอบ ชอบอะไรก็มาบอกนะ ดีแล้วที่มาเจอกันค่ะ
January 19, 2010 at 10.13 PM
ขอบคุณมากค่ะ
จำได้ว่าก่อนหน้านี้ประเทศไทยเองก็เคยมีมาตราการแบบนี้แต่ว่า
ตอนนี้ยังไม่ต้องใช้หรอกหรือเปล่าค่ะ เพราะบ้านเมืองเรามักชอบมีอะไรที่น่าแปลกๆๆ สร้างความฉงนแก่ชาวโลกเสมอมาค่ะ
January 20, 2010 at 03.23 PM
อาจารย์ กอบ ขอบคุณค่ะ
Leave a comment