BLOG Dr. KOB

Dr. KOBSAK POOTRAKOOL An Macroeconomist

  • Blog
  • Release Notes
  • About
  • Contact

November 20, 2009
Posted by KOBSAK (ADMIN)

กระดานสนทนา – ร่วมด้วยช่วยกัน II หลังวิกฤตข่าวลือ

20 ตุลาคม 2552

teamwork

กระดานสนทนา “ร่วมด้วยช่วยกัน I” ได้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ขอขอบคุณที่ทุกคนได้ช่วยร่วมแรงร่วมใจกัน หาข้อมูล ให้ข้อคิดเห็นคนละเล็กคนละน้อย ช่วยกันเพื่อให้เราทุกคนสามารถฝ่าความท้าทายในการลงทุนรอบนี้ไปได้ จนมีคนมาคอมเมนต์ 366 ครั้ง และเปิดอ่านกันเกือบ 2600 ครั้ง วันนี้ได้ฤกษ์ที่จะเปิดกระทู้ใหม่ครับ

เพื่อให้เข้ากับบรรยายกาศ ขอเรียกว่า “ร่วมด้วยช่วยกัน II หลังวิกฤตข่าวลือ”

ตรงนี้รู้สึกดีมาก เหมือนกับไปปีนเขา ถ้าไปคนเดียว ปีนอยู่คนเดียว ท่าทางจะลำบากน่าดู เพราะบางช่วง ทั้งภาวะเศรษฐกิจและการลงทุน ผันผวนมาก อุปสรรคความท้าทายมาก แต่ถ้าไปด้วยกัน ช่วยกันคิด ผลัดกันดึง ผลัดกันผลัก ก็อาจจะรอดถึงยอดเขาได้ ตรงนี้จำได้ครับว่า เคยไปเดินขึ้นยอดเขาครั้งหนึ่ง (ไม่สูงมาก และขึ้นรถไปก่อน) แต่พอถึงยอดเขา ก็จะรู้สึกดีมาก แม้ว่าเหนื่อย หอบ แต่ก็ปลื้มใจ สุขจใจเพราะทัศนวิสัยกว้างไกล สวยอย่างยิ่ง

เช่นเดิมครับ เมื่ออ่าน ก็ขอให้อ่านด้วยความระมัดระวัง การเข้าใจเศรษฐกิจที่ดี หรือการเข้าใจการลงทุนที่ดี ต้องยึดถือหลักกาลามสูตร ที่ว่า

1. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา

2. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา

3. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ

4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา

5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา

6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา

7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล

8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน

9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้

10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

ขวยขวายหาความรู้ให้มาก “อย่าเชื่อใครง่าย” ฟังจากทุกๆ คน แล้วมาประกอบกันเป็นความเข้าใจของเรา เพราะเป้าหมายของเราคือ “การลงทุนอย่างมีความสุข” เสี่ยงบ้างแต่สนุกกับมัน เพราะเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไร และอยู่ในเศรษฐกิจอย่างที่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ขอเอาใจช่วยครับ

416 Comments

Posted Under

416 Comments

รติ
October 20, 2009 at 01.06 PM

มาคนแรกเลย ขออนุญาติเอาบทความของคุณสโรชา มาลงก่อนจะได้อ่านประกอบความเข้าใจ ครับ^^

สโรชา เขียนเมื่อวันที่ 20.10.2009 เวลา 11:38 น
หลักสังเกต Global Funds Flow

การเข้าใจสภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาดโลก (Global) สามารถช่วยให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์ถึงกระแสเงินที่ไหลเข้าตลาดทุนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากในบางสถานการณ์ การที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือปรับตัวลดลงไม่ใช่เกิดจากปัจจัยพื้นฐาน หรือผลการประกอบการอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากแรงขับเคลื่อนของพลังเม็ดเงิน (Global Funds Flow) ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งสามารถเกิดจากปัจจัย ดังต่อไปนี้

ปัจจัยที่ 1 การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งในโลก มีนโยบายดอกเบี้ยต่ำมากเป็นพิเศษ ทำให้ประเทศอื่นๆ พากันมากู้เงินเพื่อไปลงทุนและเก็งกำไรในสินทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Assets) และสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Assets) เช่น น้ำมัน และแร่ธาตุต่างๆ
ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นที่มีนโยบายดอกเบี้ย 0% มาประมาณ 7-8 ปี โดยเป็นนโยบาย Zero-Interest-Rate Policy การที่ญี่ปุ่นมีดอกเบี้ย 0% นี้ ทำให้หลายประเทศในโลกรวมทั้งกองทุนในญี่ปุ่นกู้เงินญี่ปุ่นมาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลในประเทศต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก (เราเรียกว่า Yen Currency Trade)
เพราะฉะนั้น การที่ตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์หรือตลาดหุ้นในหลายประเทศได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจนกระทั่งแตะ New High (ทำสถิติสูงสุด)เป็นผลมาจาก Yen Carry Trade ค่อนข้างมาก ถ้าอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นมาก จะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องด้วยเช่นกัน เนื่องจากกองทุนต่างๆ ต้องคืนเงินกู้เพื่อลดความเสี่ยง และอาจนำไปสู่การขายทรัพย์สิน (Unwinding Position)

ปัจจัยที่ 2 การที่มีเงินออมในกลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งมาก เช่น ประเทศที่มีอัตราการออม (Gross Domestic Savings) มากกว่าอัตราการลงทุน (Gross Fixed Investment Ratio) ค่อนข้างมาก จะทำให้เกิดเงินออมส่วนเกิน (Excess Saving) ขึ้น และเงินออมส่วนนี้ จะไม่ได้นำไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทผลิต แต่จะทำให้เกิดมีสภาพคล่องมาลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้น

ปัจจัยที่ 3 การที่มีกลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่ง มีการเพิ่มขึ้นของดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ที่เป็นสัดสัดที่สูงของผลิตภัณฑ์ในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ซึ่งการเพิ่มขึ้นของดุลบัญชีเดินสะพัดมากๆ จะนำไปสู่ความมั่งคั่งของกลุ่มประเทศนั้น เช่น ประเทศจีน ได้มีดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 2% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี ในปี พ.ศ.2544 มาเป็น 7% ของจีดีพี ในปัจจุบัน หรือการที่ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง (Middle East) ได้กำไรและเม็ดเงินจากการที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ทำให้สภาพคล่องเพิ่มขึ้น

ปัจจัยที่ 4 การที่กลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น (Forex Reserve) อย่างรวดเร็ว เช่น เงินทุนสำรองของกลุ่มประเทศในเอเชีย (ยกเว้น ประเทศญี่ปุ่น) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2543 มาสู่ปัจจุบันที่มากถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯส่วนใหญ่มาจากการสั่งสมความมั่งคั่งของประเทศจีน ถ้ารวมญี่ปุ่นด้วยแล้ว เงินทุนสำรองของเอเชีย จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว การที่ Forex Reserve เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่ฐานเงินที่กว้างขึ้น (Money Supply) และนำไปสู่การเพิ่มการลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น

ปัจจัยที่ 5 ตัวเลขอัตราการเติบโตของอุปทานเงิน (Money Supply) หารด้วยการเติบโตของผลิตภัณฑ์ในประเทศ หรือสามารถเขียนได้ด้วยสูตร M2 Growth หารด้วยจีดีพี Growth
ถ้าอัตราส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หมายความว่า มีสภาพคล่องในระบบที่สูงมาก แต่ไม่ได้ถูกนำมาลงทุนในเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) ซึ่งส่วนหนึ่งจะถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Assets)
(M1 คือปริมาณเงินอย่างแคบ ซึ่งประกอบด้วยเงินตราในประเทศ (Non-residence Baht account) + เงินสด + เงินในบัญชีกระแสรายวัน
ในขณะที่ M2 คือประมาณเงินอย่างกว้าง ซึ่งประกอบไปด้วย ตัวเลขใน M1 รวมกับเงินออมในบัญชีออมทรัพย์ และบัญชีเงินฝากประจำ)
ตัวเลขอัตราส่วนนี้จึงเป็นปัจจัยชี้นำล่วงหน้า (Leading Indicator) พอสมควร ซึ่งอยู่ในระหว่าง 6 เดือน ถึง 2 ปี ล่วงหน้า ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจในประเทศนั้น ซึ่งถ้านักลงทุนสามารถทราบถึงปัจจัยที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุปทานเงิน เช่น การเพิ่มขึ้นของสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ การโยกย้ายเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ต่างๆ เหล่านี้เป็นการเพิ่ม M2 ทั้งสิ้น การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนหนี้ จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของขนาดตลาดทุนในเวลาต่อมา

ปัจจัยที่ 6 การที่เป็น High Yield Currency ของประเทศใดประเทศหนึ่ง เช่น ถ้ามีประเทศใดประเทศหนึ่งใช้นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางในอัตราที่สูง ในขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ (ไม่หวือหวา หรือ Volatile) เกินไปนัก ประเทศนั้นจะสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติได้มากเลยทีเดียว เช่น สกุลเงินบาทของไทยมีความเสถียรภาพมากกว่าเงินรูเปียะของอินโดนีเซีย

ปัจจัยที่ 7 Printing Money หรือการก่อหนี้เพิ่มขึ้น เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐบาลใช้นโยบายการเพิ่มสภาพคล่องเข้าไปในตลาดเงิน โดยการเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียน เนื่องจากค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นค่าเงินสกุลกลางของหลายประเทศได้ นอกจากนี้ ยังมีการก่อหนี้โดยการเพิ่มปริมาณสินเชื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะเกิดจากการมีโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่( Infrastructure Project) เพิ่มขึ้น หรืออุตสาหกรรมขยายตัว

ปัจจัยที่ 8 การโยกย้ายเงินระหว่างชั้นของสินทรัพย์ ซึ่ง Funds Flow ในลักษณะนี้จะเป็นการเคลื่อนย้ายตามวงจร และวัฏจักรของเศรษฐกิจ เช่นใน ภาวะที่เศรษฐกิจเริ่มพื้นตัวใหม่ๆ จะมีเม็ดเงินโยกมาจากตลาดพันธบัตรมาลงทุนในหุ้นค่อนข้างมาก เนื่องจากราคาหุ้นในช่วงเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวจะมีราคาค่อนข้างถูก และราคาหุ้นจะสะท้อนราคาในอนาคตค่อนข้างเร็ว

เพราะฉะนั้น ราคาหุ้นในช่วงเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว จะเป็นรูปแบบกระทิงเต็มตัว จากนั้น เม็ดเงินจะถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) หลังจากนั้น เมื่อเม็ดเงินที่เข้าไปเก็งกำไรในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ถูกขายทำกำไรออกมา เม็ดเงินก็อาจจะถูกนำไปเก็งกำไรในหุ้นอีกครั้ง

แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยจนกระทั่งอาจนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ย ในช่วงนั้นเองที่หุ้นจะเป็นขาขึ้นแบบแรงๆ อีกครั้งหนึ่ง ที่เราเรียกว่า Late Cycle Bull ก่อนถดถอยลงอีกครั้งอย่างรวด

จากฐานเศรษฐกิจ

สโรชา
October 20, 2009 at 03.26 PM

ขอบคุณค่ะ คุณรติมากค่ะ

1 Fund Flow ก็คือ กระแสเงินทุน ที่ สามารถเคลื่อนย้าย เข้าออกได้อย่างอิสระ
2 สิ่งที่มีผลต่อตลาดหุ้นไทย ตลอดหกปีมานี้ เป็น Fund Flow จากต่างชาติทั้งนั้น
3 Speculate Fund Flow (เก็งกำไร และสั้น) และ Long Term Investment Fund Flow (ยาวๆค่ะ)

การลงทุนจากต่างชาติจะมีกระบวนการดังนี้ ย้ายเงินจากต่างประเทศ เข้ามาพัก ที่บัญชี ลงทุน สำหรับ นักลงทุนต่างชาติ โดยต้องเปลี่ยนเป็นเงินบาท แล้วพักไว้ ที่ตัวแทน หรือ ธนาคารเพื่อการลงทุนโดยตรง จากนั้นพวกต่างชาติ จึงสามารถนำเงินเหล่านี้ ไปทำอะไรก็ได้ เช่น ซื้อพันธบัตร ซื้อหุ้น ซีอกองทุน หรือ ลงทุนอื่นๆ

Inflow
1. แลกเปลี่ยนเงินตราเป็นสกุลบาท
2. พักไว้ที่บัญชีลงทุน
3. ทำการลงทุน

Outflow
1. ทำการขายสิ่งลงทุน
2. นำเงินในบัญชี แลกกลับเป็นเงินสกุลอื่นๆ

fund flow ทั้งสองกระบวนการ เงินไหลเข้า และเงินไหลออก.
สังเกตได้ว่า แค่เฉพาะการที่ fund flow ไหล เข้า ออก ก็สามารถสร้างกำไร หรือ ขาดทุนได้ แล้ว เช่นค่าเงิน เราไปลงทุนที่ออสเตราเลียการที่ ประเทศนี้มีค่าเงินแข็งมาก เกือบ 30% เราไม่ต้องทำอะไร เราก็ได้กำไรแล้ว โดยที่ไม่ได้ลงทุนในตลาดทุน หรือตลาดหุ้นเลย ประมาณนี้ พอเห็นภาพเนอะ
ดังนั้น นักลงทุนต่างชาติ สามารถทำกำไร ตรงนี้ได้ เป็น อันดับแรก. การที่ค่าเงินแข็ง เนื่องจาก มีการซื้อเงินออสซี่ เป็นจำนวนมาก หรือ การแลกเงินสกุลอื่นๆ มาเป็นเงินออสซี่ เพื่อมาทำกิจกรรมลงทุนต่างๆ ในออสเตรเลีย

ถ้ามาไทยก็เหมือนกันค่ะ การที่ค่าเงินแข็ง เนื่องจาก มีการซื้อเงินบาท เป็นจำนวนมาก หรือ การแลกเงินสกุลอื่นๆ มาเป็นเงินบาท เพื่อมาทำกิจกรรมลงทุนต่างๆ ในประเทศไทย.

มาพูดเรื่อง Speculated เงินประเภทนี้ จะเป็น ผลกำไร ระยะสั้นๆ คือ ที่ไหน ให้ กำไรดีกว่า ก็จะไหลไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว หรือ เมื่อไหร่ ก็ตาม ที่มีทีท่าว่า ไม่ดี เงินก็จะไหลออกไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน.
speculated เงินกลุ่ม นี้ต้องลงทุนอะไรที่ ให้ผลตอบแทนรวดเร็ว และมีสภาพคล่องสูง ซึ่ง ตรงนี้ก็คือ ตลาดทุน หรือ ตลาดหุ้น หรือ พวก กองทุน ต่างๆ หรือ อาจเป็นพันธบัตรระยะสั้น

การเคลื่อนไหว speculated จะค่อยๆ ไหล เข้ามาเมืองไทย ค่าเงินจะเริ่มแข็งขึ้นเรื่อยๆ.
การไหล อาจใช้เวลาระยะแรก หลายเดือน เพื่อ ไม่ให้เกิดการแตกตื่น หรือ overbought มากเกินไป
(ปริมาณเงินต่างชาติมีจำนวนมากมาย และถ้านำมาในไทยนั้น อาจทำให้ เงินแข็งรวดเร็วเกินไปมากๆ เสี่ยงต่อการ ธนาคารกลางมาควบคมดูแล) ดังนั้นจะภาวะค่อยๆๆไป

การแข็งค่าของเงินตรงนี้ ทำให้ speculated เริ่มเห็นกำไรแล้ว ระดับ 3 – 5% อย่างต่ำ
เฉพาะค่าเงินอย่างเดียว ไม่รวม ค่าความเสี่ยง Risk ratio. เมื่อมีเงินในบัญชีลงทุนแล้ว อาจเลือกได้หลายทาง
1. ฝากประจำไว้ เพื่อ เอาดอกเบี้ย ในกรณี ดอกเบี้ยสูง
2. ซื้อพันธบัตร
3. ลงทุนในหุ้น หรือ กองทุนต่างๆ
(จากต้นปีมาตอนนี้เงินบาทแข็งประมาณ 4% กว่าได้ค่ะ)

กรณี ถ้าสภาวะดอกเบี้ยแพงฝากเงินก็พอ ก็สามารถทำกำไรได้สองต่อแล้ว เป็นกำไรขั้นสอง
แต่ถ้าดอกเบี้ยไม่คุ้ม หรือ พันธบัตรไม่คุ้ม ก็คงต้อง โยกเงินไปใน ตลาดหุ้นแทนค่ะ

ถามว่าเกี่ยวกะเราอย่างไร ก็คงจะเกี่ยวมิเช่นนั้นจะโดนวิกฤตข่าวลือ มาเทขายย่ำแย่ตามกันหรือค่ะ
รายย่อย รายย่อยเทคนิคคอล รายใหญ่ บล บลจ เทกันเข้า เทกระจาดเลย

Speculated จะเก็งกำไร และมักไล่ราคาในตลาดหุ้น สร้าง new high สม่ำเสมอ
Speculated จะขายทิ้งหุ้น อย่างรุนแรง เมื่อทุนนั้นจะไหลกลับออกไปแล้ว หรือ ค่อยๆ ทะยอย ออก แล้วแต่สถาณการณ์
บางที Speculate เอาเงินมาพักในตลาดหุ้นเฉยๆ เพื่อรอลงทุนในประเทศอื่นๆ หรือ ที่ดีกว่า หมายถึงไม่มีที่ไป แต่มาหุ้นไทยก็ได้ค่ะ ก็เพื่อนบ้าน New High กันไปแล้วยกเว้น SET และ SET เองดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นที่โปรดปรานเท่าไหร่หรอก (ตลาดหุ้นไทย นับว่า มี PE ต่ำมากๆ และหุ้นไม่ไปไหนไกลมาก ดังนั้นเหมาะสำหรับ การพักเงิน)

และก็เพราะแบบนี้ เขาเลยขายได้ทุกราคาจริงๆ อย่าถามว่าหุ้นขึ้นตอนนี้เกิดอะไรขึ้น ส่วนตัวคิดว่าความตกใจมันอยู่ค่ะ แต่ใครกำลังเล่นอะไรไม่ทราบเพราะว่าติดดอยอีกที เหมือนว่า ตลาดมันยากมาก ตอนนี้ค่ะ
ขอบคุณที่อ่าน ผิดพลาด ชี้เลยนะค่ะ ชี้จุดผิดเลยค่ะ แนะนำอะไรก็บอกไว้ค่ะ จะขอบคุณค่ะ

มาร่วม Discussing na ka ++

ลุงเฮ้าส์
October 20, 2009 at 03.50 PM

ถ้าอยากจะรู้ว่าต่างชาติเข้าหรือออกประเทศไทย (ในส่วนที่เป็นตลาดตราสารหนี้)
๑.ให้ไปดูที่ http://www.thaibma.or.th/
๒.ด้านล่างจะมีปุ่ม “Enter Website” อยู่ข้างๆกับ “Flash Version” ให้กดปุ่ม Enter Website
๓.เราจะเจอ หน้าจอสีฟ้าๆ ที่มีตาราง ,ตัวเลข,ภาษาอังกฤษ อยู่เต็มไปหมด ให้ชวนปวดหัวเล่น
ด้านบนๆ จะมี ตาราง เขียนว่า “ Total Trading Value : xxx,xxx.xx THB Mln. – xx October xxxx “
๔.เหลือบมองลงมา จะมีตารางแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ Outright Trading และ Financing
๕.ผมโทรไปถามเจ้าหน้าที่ของเค้าแล้วว่า ถ้าจะดูตัวเลขสุทธิ การซื้อ ขาย ของต่างชาติ พี่เขาบอกว่า ให้ดูที่ Outright Trading ตรงที่ Foreign Companies (ส่วน Financing ไม่ต้องไปสนใจ) เช่น
Total Trading Value : 405,418.61 THB Mln. – 19 October 2009
Outright Trading : 51,727.84 THB Mln.
Buy Sell Net
Asset Mgnt. Companies * 11,454.67 2,557.99 8,896.68
Domestic Companies * 2,567.47 0.00 2,567.47
Foreign Companies 12,181.46 13,545.66 -1,364.20
หมายความว่า วันที่ 19ตุลาคม ต่างชาติขายสุทธิ 1,364.20 ล้านบาท
(พี่เขาบอกว่า ตัวเลขตราสารหนี้ จะมี 3 ส่วน แต่ถ้าต้องการดู เฉพาะ การซื้อขายของต่างชาติ ก็ดูแค่นั้น
๖.เราควรดู ตัวเลข ตลาดตราสารหนี้ คู่ไปกับ การขายของต่างชาติในตลาดหุ้นไทยด้วย จะได้บอกแนวโน้มที่ต่างชาติ รู้สึกต่อบ้านเราได้ครบถ้วนและรอบด้าน

กอบศักดิ์
October 20, 2009 at 04.43 PM

3 comments เรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายต่อกันเลยครับ =)
เดี๋ยววันพฤหัส จะมาพูดเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศครับ
น่าสนุกครับ

เดี๋ยวขอเตรียมประเด็นก่อนครับ

ชาคริต
October 20, 2009 at 05.41 PM

เรื่องเงินทุนเคลื่อนย้าย เหรอครับ เอาครับ OH YES !! ครับ
ขอบคุณครับ จะรอฟังครับ เอาแบบลึกซึ้งเลยนะครับ ผมจะมารอฟัง คราวนี้จะได้เข้าใจอะไรสักที
หมายถึงอ่านมา ไม่เข้าใจเท่าไหร่ครับ แต่ท่านสามารถพูดภาพกว้าง
อธิบายเข้าใจหลักแล้ว มันจะต่อติดครับ แม้บางทีจะชะงักไปบ้างแต่ผม

ผมจะรอฟังครับผม I think it is “I’m here!!!”

วิจิตรา
October 20, 2009 at 05.49 PM

เรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ดิฉันไม่รีบนะค่ะ และดิฉันจะไปบอกให้รู้ทั่วๆกันค่ะ

ดิฉันว่า การเมืองเริ่มระอุหรือเปล่า เพราะว่าวันนี้ และ รถไฟ และ อ่อนแอหมดเลย !!
ดิฉันอาจจะ ไม่แน่ใจ เพราะว่าดิฉันออกจะตื่นเต้นกับราคาน้ำมันมาก 80$
และได้โปรดใครทราบว่า นักลงทุนต่างชาติที่เข้าซื้อ วันนี้เป็นพันกว่าล้าน เขา แดง หรือ ดำ
ร้อยเล่ห์ค่ะ ขอบคุณลุงเฮ้าส์ สโรชามากค่ะ ______ได้ร้านอาหารยังค่ะ
ดิฉันทานเจ นะค่ะ ช่วงนี้ได้แต่ทานจะจิตไม่สงบ จะหนีไปถือศีล ก็กระไรอยู่ กลัวอดตายค่ะ แต่ใจเย็นแล้วค่ะ

ดร กอบศักดิ์ สบายดีนะค่ะ ขอให้แจ่มใสเรื่อยๆ อย่างน้อยร่มเป็นคนดีให้ดิฉันชื่นใจ 1 คนค่ะ
ดิฉันขอบคุณที่ให้ความรู้ความเข้าใจ ค่ะ

ขวัญชนก
October 20, 2009 at 06.12 PM

เรื่องที่อาจารย์พูดเป็นเรื่องหลายคนคงอยากจะทราบเพราะอาจจะเกิดประโยชน์ในการลงทุนค่ะ วันนั้นเลยมีคนชมเต็มเลยขอบอก ค่ะ และเพราะอาจารย์น่าเชื่อถือ และพูดจริง ตรง คนเลยเคารพมากค่ะ ปลื้มไปด้วยเลย

สโรชา
October 20, 2009 at 10.31 PM

ยังเลยนะค่ะ ขอบคุณที่ถามค่ะ ปีหน้านู้นเลยค่ะ และไปเปิดพอร์ทมาแล้วค่ะยังใช้ไม่ได้ต้องรอ 2-3-4-5 วัน เพราะว่ารายย่อยค่ะ เลยมาพร่ำเรื่อยๆๆเลย

ขอบคุณเรื่องร้านอาหาร เอาอาหารไทย รชาติไทยแท้ ทางไปไม่อยาก และ อร่อย ราคาไม่เกี่ยงถูกมากจนถึง แพงห้ามมากจะจนตายค่ะ ไปกะเพื่อนค่ะ และก็ไม่รีบค่ะ มกราคม อยากได้ที่ไปมาแล้วมากกว่าว่าอร่อย อย่างนี้ อยากได้ที่เพื่อนๆไปทานมานะค่ะ ถ้าใครไปทานอะไรแล้วอร่อยก็บอกนะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

ทานเจ ไม่ทานค่ะ เพราะเจแตกวันนี้เองค่ะ 555 และเห็นเพื่อนทานด้วยก็ไม่แตก เหมือนเรา อดทนเก่งมาก 555 คุณวิตรา เป็นกำลังใจค่ะ และ ก็ขอให้ได้บุญมากๆๆค่ะ

สโรชา
October 20, 2009 at 10.40 PM

มาต่อเรื่องที่บอกค้างไว้ เพราะว่า ต่างชาติซื้อวันนี้ไม่น่าจะตกใจ แต่อย่าลืมว่า
ต่างชาติก็ไม่จะหายตกใจไปเร็วเหมือน ติดตาม
1) ตลาดต่างประเทศ
2) ค่าเงินดอลล่าร์กับไทย
3) เงินเฟ้อ จากราคาน้ำมันที่สูงเพราะค่าดอลล่าร์อ่อน
4) อัตราดอกเบี้ยไม่สามารถปรับลงได้แล้ว มีแต่ขึ้นต่อไปในอนาคตอันใกล้
5) การเมือง ** คาดยาก ปัจจัยสำคัญมาก
6) ข่าวลือ ** คาดยาด แต่ไม่น่ามีเพราะว่าเขาเซ็งกัน
7) จะ LOW หรือไม่ต้องคิดแล้วว่าจะยังไง เพราะว่า SET ไม่เหมือนใครเลยนะค่ะ

ขอบคุณนะค่ะ และมีอะไรเพิ่มเติม ก็ข่วยมาใส่ด้วยนะค่ะ

บีม
October 20, 2009 at 10.41 PM

คุณสโรชา ขยันจังครับ เห็นด้วยครับ และลุงเฮ้าส์ด้วยครับ ขอบคุณครับ ซึ้งครับ
เจ้ามือชงเองกินเองเปล่าครับ ผมมึนแล้ว เฮ่อๆๆๆ

มือใหม่
October 21, 2009 at 01.16 AM

ขอบคุณมากครับทุกคน เป็นประโยชน์มากครับ

ลุงเฮ้าส์
October 21, 2009 at 04.47 AM

เสริมที่คุณบัวอธิบายดีกว่า
ลักษณะนึง ที่ ใน อเมริกา ชอบทำ คือ
Background, เมื่อ 4-5 ปีก่อน ที่อเมริกาบริโภคมากๆ จนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง แล้วประเทศอื่นๆ ที่ได้ดุลการค้า ก็เอาเงินกลับไปซื้อพันธบัตรสหรัฐ เพื่อไปหนุนให้ อเมริกา บริโภคต่อ (ตัวเองจะได้ขายของให้อเมริกาต่อได้) ที่เขาเรียกว่า Global Imbalance
ความจริง Global Imbalance ก็มีการแก้ปัญหากันอยู่ในทีแล้ว (แต่อาจจะไม่ใช่เป็นปริมาณที่มากนะ)
คือ เงินที่ จีน , ตะวันออกกลาง ,อาเซียน ฯลฯ ไปซื้อพันธบัตร ก็ถูกโยกย้าย เอามาลงทุนด้านการเงิน ในประเทศแถวอาเซียน จีน EM ต่างๆ อะไรอยู่แล้ว เช่น เอามาซื้อหุ้น เก็งกำไรค่าเงิน อะไรพวกนี้ (จริงๆแล้ว ถ้าจะบอกว่า US Carry Trade มีมาตั้งหลายปีแล้ว ก็ไม่ผิด แต่เมื่อก่อนปริมาณมันไม่มากเหมือนปัจจุบัน)
และพอได้กำไร เขาก็ส่งเงินกลับ ซึ่งปรกติจะเป็นช่วงจบไตรมาศ 3
ตรงนี้ ก็เลยเรียกว่า Fund Flow แบบปรกติ ซึงมี Cycle ของมันอยู่แล้ว
แต่ไอ้ Fund Flow งวดนี้ มันไม่ปรกติ เพราะมันเป็นผลจากการสร้างสภาพคล่อง USD มากเกินไป (เพื่อแก้ปัญหาสภาพช็อคตอนเลห์แมน AIG ล้ม แล้วมันก็เลยสร้างปัญหาตามมาเมื่อเกิดสภาพ 3 ปัจจัย (เงินมาก,ดอกเบี้ยต่ำ,ไม่รู้ไปไหน) ที่เทมาที่ ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทุกตลาด
เอาแค่นี้ก่อน แต่อย่าเพิ่งไปคิดว่า มันจะพาเหรดเข้าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงกันไม่หยุด เพราะ มันก็ยังมีมาตรการดูดสภาพคล่องออก , เรื่องตลาดการเงินพวกสินทรัพย์เสี่ยงมันกว้างและลึกพอจะรับปริมาณมากๆหมดหรือไม่, ฯลฯ
ขอเตือน ไว้ว่า เรื่อง Fund Flow จริงๆ มันยาก แล้วแถมยังมีนักวิเคราะห์ชอบพูดไม่ครบกันเยอะมาก (เพื่อเชียร์ให้มาซื้อหุ้นอะไรก็ว่าไป) เหมือนอย่างที่ผมบอกว่า Marc Faber มันอ้างเงินใน Money Market แต่มันพูดไม่หมดว่า FED ก็จ้องไปจัดการเงินในตลาดนี้อยู่เหมือนกัน

รติ
October 21, 2009 at 06.17 AM

เรื่อง Fund Flow น่าติดตาม ผมขอรอฟังอยากละเอียดๆ ต่อไปครับ เพราะตอนนี้ตอบตรงว่า กลัวหลงทางจริงๆ

ขอบคุณ ลุงเฮ้าส์ คุณสโรชา และจะรออ.กอบ ครับ

วิจิตรา
October 21, 2009 at 08.57 AM

ค่ะแล้วไปคุยที่เรื่องสนุกของชีวิตค่ะ
ขอบคุณที่มา Reply ดิฉันค่ะ

ลุงเฮ้าส์
October 21, 2009 at 08.58 AM

วิธีการมองเรื่องตลาดหุ้นไทยแบบของผม
ปัจจัยที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย จริงๆมันก็มีมากมาย แต่ส่วนตัวคิดว่า ปัจจัยที่ส่งผลจริงๆ ก็คงมีแค่ที่สรุปไว้ข้างล่าง
จริงอยู่ ที่ว่าปัจจัยอื่นๆ อาจจะมีผลบ้าง เช่น ข่าวการควบรวมกิจการ การประกาศผลประกอบการ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่า มันเป็นปัจจัยที่แบบว่า น้ำหนักน้อย ซึ่งถ้าเราจับแค่ปัจจัยหลักๆได้ ปัจจัยรอง ไม่ต้องไปดูมันมากนักก็ได้

แต่อย่างแรกเลย ก่อนจะทำอะไรก็แล้วแต่ ให้หา “รา-คา-หุ้น” ที่สะท้อน ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยออกมาก่อน (อาทิเช่น เศรษฐกิจแบบนี้ ภายใต้เงื่อนไขอย่างนี้(อย่าเพิ่งรวมการเมืองเข้ามานะ) คือ เอาเฉพาะ ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ”จริงๆ” ดัชนีตลาด มันจะมีราคาที่สะท้อนออกมาอยู่ที่เท่าไหร่
ซึ่งมีวิธีคิดหลายวิธีมาก เช่น P/E , Dividended, ฯลฯ เลือกเอามาสักอัน แล้วหาราคา Fair ของมันออกมาก่อน เช่น ดัชนีของไทยควรมีราคาที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่ 400,500,600 จุด ก็ว่ากันไป

หลังจากหาราคาตามข้างบนได้แล้ว ให้ไปดู ปัจจัย ที่จะส่งผลให้ราคามัน Overvalue หรือ Undervalue ไปจากปัจจัยพื้นฐาน (ทำให้ราคาสูงกว่า หรือ ต่ำกว่า ราคาที่ควรจะเป็น) อันประกอบด้วย (ความคาดหวังในเรื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ, Fund Flow โดยปรกติ, “อภิมหา Fund Flow”,ปัจจัยการเมือง,ปัจจัยผสมโรง)

1.ความคาดหวังในเรื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ มีการซื้อหุ้นเพื่อดักหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ทั้งในส่วนของ “โลก” และในส่วนของ “ไทย”
ตรงนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ตอบตัวเองให้ได้ว่า “ราคาที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน + ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาเพราะการคาดการณ์ล่วงหน้าของคนทั่วไป” นั้นควรจะมีราคาที่เหมาะสมอยู่ที่เท่าไหร่
ซึ่งการจะทำให้ได้ มัน ต้อง ตอบตัวเองให้ได้ว่า การฟื้นของเศรษฐกิจโลก และ ของไทย ในความคิดเรามันเป็นอย่างไรด้วย ,เราจะได้พอกะเกณฑ์ได้บ้างว่า ราคาที่ควรจะเป็น ในส่วนนี้ ควรจะเป็นเช่นไร
(เอาไว้ว่างกว่านี้อีกหน่อย จะมาขยายความในส่วนนี้ให้ฟัง เพราะรู้สึกเขียนแล้วเข้าใจยากอยู่เหมือนกัน)
2. ไปดูที่ Fund Flow โดยปรกติ ที่มักจะเข้ามาตาม Cycle ของมัน เช่น เข้ามาตอนต้นปี เพื่อทำ Carry Trade พอ ปลายปีก็ออก เช่น ที่เขาชอบพูดกันว่า ฝรั่งจะขนเงินออกตอนจบไตรมาศ 3
ทำเช่นนี้ เพื่อหาราคา “ที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน+การซื้อดักหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ+Fund Flow แบบปรกติธรรมดา” มันควรจะอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่

3. 2-3 ส่วนด้านบน มันจะทำให้เราได้ราคา หรือ ดัชนี ที่มันสะท้อน “ภาพโดยปรกติ” ออกมาก่อน ซึ่งคงจะบอกว่า เป็นราคาพื้นฐาน อันเกิดจากปัจจัยปรกติ (พื้นฐานเศรษฐกิจ,การคาดหวังการฟื้นตัว,Fund Flow แบบปรกติ) หรือ”ราคาพื้นฐานในสภาพตลาดหุ้นปัจจุบัน “

4.แต่ไอ้”ราคาพื้นฐานในสภาพตลาดหุ้นปัจจุบัน” มันก็จะถูกทำให้ Overvalue และ Undervalue ไปได้ด้วยอีก จาก
5. “อภิมหา Fund Flow” อันมีลักษณะ Go East ด้วย
คือ Fund Flow ที่ท่วมโลกอยู่ตอนนี้(หรือที่พูดกันบ่อยๆตอนนี้ว่า US Carry Trade ) ซึ่งมีเทรนด์ ที่จะเข้าเอเซีย Zเพราะว่ามองว่าเศรษฐกิจเอเซีย ฟื้นก่อน ยุโรปและอเมริกา)
มันจะไปส่งหรือไปฉุด ให้ราคาในข้อ 4 “อยู่ที่เท่าไหร่” และ “ในช่วงเวลาใด” อย่างเช่น Mega Fund Flow อาจจะส่งให้ราคาในข้อ 4
- ลงไปสัก 5 % ในระยะสั้น
- ขึ้นไปสัก 20 % ในระยะกลาง
- ขึ้นไปสัก 50 % ในระยะยาว
- และขึ้นๆลงๆ ตามการเข้าออกสินทรัพย์เสี่ยง ตามความคาดหวังการฟื้นตังของเศรษฐกิจโลก
โดยที่การตามเม็ดเงินตัวนี้ ให้ดูจาก 3 แหล่ง คือ เงิน Bond ในตลาดอเมริกา, เงิน Money Market ในตลาดอเมริกา และ เงิน Reserve รัฐบาลทั่วโลก
และดูข่าวที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเงิน พวกนี้ เพื่อจะได้บอก ว่า ไอ้เจ้า Mega Fund Flow นี้ มันมีแนวโน้มเป็นอย่างไร เช่น
-ไปเรื่อยๆ แบบ ไม่สนใจใคร -สะดุด นิดนึงแล้วไปต่อ -สะดุดใหญ่แล้วไปต่อ
(ซึ่งตรงนี้ ต้องดู ความเชื่อ ของคนทั่วโลก เข้ามาประกอบด้วย อย่างเช่น ตอนนี้ คนในโลก มองเศรษฐกิจโลกในแง่บวกมาก และดูการวิเคราะห์ของพวกนักวิเคราะห์ ทั้ง ต่างประเทศและในประเทศ ที่ชอบพูดกันไม่ครบ ตัวอย่าง ที่ผมชอบมากที่สุด ก็อีตา Marc Faber และผองเพื่อน กับเรื่อง เม็ดเงิน ใน Money Market , Jim Roger กับเรื่องโภคภัณฑ์ , ส่วนใหญ่ของนักวิเคราะห์ตามบริษัทโบรกเกอร์ในประเทศไทย)
(ตรงนี้ต้องเผื่อ เรื่อง Fund Flow กลับทางไว้ด้วย เพราะช่วงนี้มีสัญญานของ ทิศทางตรงกันข้าม อยู่มาก เช่น บราซิล ทำ มาตรการเรียกเก็บภาษีเงินต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไร คล้ายๆ มาตรการกันสำรอง 30 % ของไทย เมื่อปี 49)

6..เอา “ปัจจัยการเมือง” มาพิจารณาด้วย (ขอแทรกไว้ก่อนเลยว่า แต่เดิมเป็นคนที่ไม่ยอมเอาปัจจัยการเมืองเข้ามาพิจารณา แม้ว่าบางครั้ง มันจะส่งผล เช่น ตอน 7 ตุลา ปีที่แล้ว ราคาหุ้นลง แต่วันนั้น ภูมิภาคมันก็ลงอยู่แล้ว เราเพียงแต่ลงมากกว่าเค้านิดหน่อย , แต่ด้วย วิกฤติข่าวลือ มันทำให้ตัดเรื่องนี้ออกไปไม่ได้จริงๆ ซึ่งบอกตามตรง ผมได้ประโยชน์มาก ถ้าการเมือง มีผล เพราะเป็นเรื่องที่ผมชำนาญมาก (แต่ไม่ต้องมาถามผมนะ ว่าเป็นอย่างไร ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ลงรายละเอียด จะแค่บอกเป็นการคาดคะเน ว่า หนัก –กลาง-เบา)
แล้วส่วนตัว ก็ไม่ชอบด้วย ถ้าจะหาเงินจากความรู้แบบนี้ แต่เพราะต้องหาเงินเคลียร์หนี้เคลียร์สิน (แม้จะเป็นหนี้ต่อคุณแม่ก็เถอะ แต่พอดีบ้านผม เป็น จีนศักดินา ซึ่งนิสัย “เพื่อชีวิตจ๋า” แบบผม มันอยู่กันไม่ค่อยจะได้ ก็เลยต้องดิ้นรนหาทางหาเงินเอง (แต่ก็กะไว้แล้วว่า ถ้าหาตังค์ได้ คงจะต้องทำบุญเยอะหน่อย จะได้ลดความรู้สึกผิดบาปในใจได้บ้าง)

นอกเรื่องไปหน่อย

ปัจจัยการเมือง มันก็จะเป็นตัว ที่ทำให้ ”ราคาพื้นฐานในสภาพตลาดหุ้นปัจจุบัน” (ราคาในข้อ 4 ) Undervalue ไปมากน้อยแค่ไหน
คือ เหมือนกับว่า เราได้ ”ราคาพื้นฐานในสภาพตลาดหุ้นปัจจุบัน” (ราคาในข้อ 4 ) มาแล้ว
เราก็ต้องมาดูว่า ไอ้เจ้า Mega Fundflow กับ การเมือง มันจะพา ราคาในข้อ 4 ไปทางไหน
การผสมกันของ Mega Fundflow และ การเมือง ต่อราคาในข้อ 4 มันยากที่จะบอกว่า
-จะมี ระดับ ความแรงมากน้อยแค่ไหน เพราะ Mega Fund Flow ส่งผลไปทางบวกมากกว่า แต่การเมืองจะส่งผลไปทางลบ
แค่จะบอกทิศทาง ก็ยากแล้ว และถ้าจะให้บอกระดับความหนัก เบา ยิ่งเป็นเรื่องยากมาก
-หรือจะให้บอก ช่วงเวลา สั้น กลาง ยาว จะเป็นอย่างไร ก็ยิ่งทำได้ยากมาก
– แต่คาดการณ์ว่า ดัชนีจะเหวี่ยงตัว ค่อนข้างรุนแรง ลงได้ทีละ 100 จุด ขึ้นอาจจะได้ทีละ 50 -60 จุด

ทั้งนี้ทั้งนั้น มุมมองการเมืองเป็นเรื่องส่วนบุคคล ควรจะคาดการณ์เอง ว่าจะเป็นเช่นไร (แรง-กลาง-เบา) ซึ่งเราอาจจะคาดการณ์ว่ามันน้อยมาก จนไม่มีผลต่อ ตลาดหุ้น หรือมีผลเป็นแค่ ปัจจัยรอง เหมือนอย่าง ข่าวการประกาศผลการประกอบการ อะไรพวกนั้นก็ได้ ก็ได้
อันนี้ขอทิ้งไว้เป็นวิจารณญานของแต่ละคนดีกว่า
(และเรื่องนี้ มันจะสะท้อนไปถึงเรื่อง น้ำหนักการลงทุนของต่างชาติ ว่าเขาสนใจบ้านเรา เท่าไหร่ อย่างไร ด้วย )
(อีกเรื่อง มันมีความเป็นไปได้ ที่ อาจมีการเอาตลาดหุ้น เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ แต่ผมพูดแค่ว่า “อาจจะเป็นไปได้” นะ )

7. หลังจากวุ่นๆ เรื่อง ข้างบนมาแล้ว ให้แถมเอา ปัจจัยผสมโรง พวกนี้เข้ามาด้วย
คือ พฤติกรรม เจ้าที่ เจ้าทาง ในตลาดหุ้น ทั้ง สารพัดเสี่ยต่างๆ – โบรกเกอร์(พอรท์เทรด)- สถาบันจำพวกกองทุน (บางส่วน) ที่จะพาให้ตลาด ผันผวนไปกว่าที่ควรจะเป็นมากน้อยแค่ไหน
ซึ่ง นอกจากจะคอยผสมโรงช่วยซื้อ ช่วย เท , เล่นเทคนิค ต่างๆ ล่อหลอกราคา ผ่าน Technical Analysis หรือการวาง Bid Offer , ยังอาจจะผสมโรงปล่อยข่าวเข้ามาอีก
(เฮ้อ แบบ ไม่รู้จะเฮ้อยังไงแล้ว)

สรุปท้ายสุด ให้คิดว่า วิธีการของผม มันเป็นการมองตลาดหุ้นแบบของผม ,ใช้หลักกาลามสูตรที่อาจารย์กอบ พิจารณา ,ผมอาจจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไปก็ได้ เข้าใจอะไรผิดพลาดก็ได้ จริงๆนะ

จบบริบูรณ์

ข้อสังเกตุ มันอาจจะมีปัจจัยสำคัญอันอื่นๆ ที่ผมอาจจะพลาดตกหล่นไป (อันนี้ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ว่ามันไม่ครบ ทั้งๆที่ดูแล้ว ผมก็ว่ามันครบแล้ว ) ก็อาจจะมา เสริมในวันหลัง ถ้าเกิดนึกว่า มี “ปัจจัยที่สำคัญ” อะไรออก
ส่วนไอ้ปัจจัยที่มีน้ำหนักน้อย จำพวก เทศกาลประกาศผลประกอบการ ข่าวการเพิ่มทุน ข่าวอะไรต่างๆที่มีผลต่อ บริษัท ปตท ฯลฯ ให้แยกออกไปเลยว่า ผมมองเป็นปัจจัยรองมากกว่า ซึ่งดูไว้ประกอบก็ดี แต่ถ้าไม่มีเวลาดูก็ไม่ Serious มาก

อ้อ ไว้ถ้าว่าง กว่านี้ ผม จะลองเขียน ตัวอย่างการวิเคราะห์ของผม ตาม “แนวการวิเคราะห์ของผมข้างบน” ออกมาก็ได้
แต่คงต้องขอ คิดให้ละเอียด ละเอียด ว่าสมควรจะเขียนมั้ย เพราะหลายๆประเด็น ค่อนข้างจะละเอียดอ่อน เช่น พูดเรื่องการเมือง แม้ว่าจะเขียนแค่ว่า รู้สึก ว่า หนัก –กลาง หรือ เบา ก็รู้สึกเป็นการไม่ค่อยเหมาะนัก กับภาวะบ้านเมืองตอนนี้
ตรงนี้ขอว่ากันอีกทีก็แล้วกัน

ลุงเฮ้าส์
October 21, 2009 at 09.01 AM

อาจารย์ ขอปุ่ม Home สักปุ่มได้มั้ยครับ บางทีจะกลับไปหน้าแรก แล้วมันลำบาก

วิจิตรา
October 21, 2009 at 09.40 AM

คุณสโรชา
ดิฉันคิดเห็นเช่นเดียวกันว่า กลัวหลงทางเหมือนกัน ค่ะคุณรติ
ยากนะค่ะ ตลาดหุ้น เพราะว่านิดๆหน่อยๆ ก็เอ๋อไปแล้ว และสับสนพวกที่เขาเล่นจิตวิทยาด้วย ไม่ค่อยจะเข้าใจว่าจะทำทำไมอะไร เท่าไร่ หาเหตุผลมาตอบยาก
เช่นที่คุณมิ้มถามว่า ทำไมต้องดูต่างประเทศ ทำไมเราต้องดู DOWJONE หรือ HANG SENG และเราไปยุ่งอะไรกะเขาเหรอ มีธุรกิจเชื่อมอะไรกับเขา

และเรื่องค่าเงิน ดิฉันยังสับสนเลย Dollar index พอรู้ค่ะ ถ้าขึ้นแปลว่ามันแข็ง
แต่พอมาดูเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เริ่มจะทำงง เพราะว่ามันไม่รู้ว่า ที่ดูมันอะไรเขียว แดง งงจริงๆค่ะ
และค่าเงินบาท หลายเรื่องที่งงค่ะ

ตอนนี้นั่งเฉยๆๆไปอ่านให้เยอะ อ่านอแล้วนะค่ะ แต่ว่าก็ไม่รู้ว่าจะมาใช้ในไทยได้หรือไม่อย่างไร ตลาดหุ้นไทยทำดิฉันงง ไปหมดค่ะ

แต่ก็สนุกดีค่ะ บางที และดิฉันจะบ่นมากไป ขอให้โชคดีนะค่ะ

ขอบคุณทุกท่านค่ะ

ลุงเฮ้าส์
October 21, 2009 at 08.15 PM

…เช่นที่คุณมิ้มถามว่า ทำไมต้องดูต่างประเทศ ทำไมเราต้องดู DOWJONE หรือ HANG SENG และเราไปยุ่งอะไรกะเขาเหรอ มีธุรกิจเชื่อมอะไรกับเขา…”
อันนี้ จัดอยู่ในประเภท คำถามที่ง่ายๆ แต่เชื่อได้ว่า กูรูต่างๆ ก็ตอบกันไม่ได้ เพราะจะว่าไป มันเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะพูดตามๆกันมามากกว่า (แต่ผลของมันก็จริง อย่างที่ว่าไว้ซะด้วย ) ก็เลยไม่ค่อยมีใครคิดจะหาคำตอบกันจริงจัง
ผมบอกตามตรง โดยหลักการอะไรเป้ะๆ ผมก็ไม่รู้ ก็ฟังๆตามกันมา แล้วพอดี ผลมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็เลยเลิกคิดหาคำตอบไปเลย
เพราะจะว่าไป ถ้ายึดหลัก Fund Flow การไหลเข้าไหลออกของเงินทุน ถ้าเกิดจะมีเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยเพื่อจะมาซื้อหุ้นหรืออะไรก็ตาม ก็เข้ามาซื้อซิ ได้กำไรก็ออกไป ทำไมต้องไปยุ่งกับ ดาวน์โจนส์ ฮั่งเส็ง ประเทศใครประเทศมันนะโว้ย

แต่คิดว่าเป็นอย่างนี้ครับ คือ ในโลกเรานี้เนี่ย มีการไหลเข้าไหลออกของเงินทุน เป็นปรกติทุกวันอยู่แล้ว เช่น ไหลเข้าไปลงทุนสร้างโรงงาน ไหลออกไปซื้อสินค้า ฯลฯ แต่จะมีส่วนนึงที่ดูเหมือนจะเรียกว่า Portfolio คือ เม็ดเงินที่วิ่งไปวิ่งมาในโลก เพื่อเข้าไป”เก็งกำไร” ในตลาดต่างๆ
(ผมใช้คำพูดว่าเก็งกำไร เพื่อให้ง่ายต่อการเห็นภาพนะครับ แต่จุดมุ่งหมายใหญ่ๆ ของการเกิดตลาดพวกนี้ ก็เพื่อระดมเงินออมไปให้แกผู้ที่ต้องการใช้ อันนั้นคือจุดหมายจริงๆนะครับ)

และในโลกนี้เนี่ย มีตลาดเก็งกำไรให้เล่นกันอยู่ 5 แบบใหญ่ๆ คือ
1.ตลาดพันธบัตร กองทุนรวมต่างๆ
2.ตลาดหุ้น
3.ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
4.ตลาดโภคภัณฑ์ (น้ำมัน,สินค้าเกษตรต่างๆ,โลหะ,ฯลฯ) ซึ่งพวกนี้ ส่วนมากจะเป็น อนุพันธ์ (Future ,Option อะไรต่างๆ) เพราะถ้าต้องมานั่งเก็งกำไรของพวกนี้ที่เป็นของจริงๆ มันจะยุ่งมากครับ ลองนึกภาพ ฉันซื้อน้ำมัน ไว้ 5 แกลลอน เพื่อเก็งว่ามันจะขึ้น มันจะยุ่งขนาดไหน ถ้าต้องไปซื้อ หาที่เก็บ หรือไปขาย
ต่อให้จะซื้อเป็นตั๋ว ไม่ซื้อของจริง เหมือนซื้อพวกใบจองรถ ใบจองบ้าน ปัญหาคือ ใครจะเป็นคนเก็บรักษาของจริงๆ มันก็เลยกลายเป็น พวกอนุพันธ์ไป
5.การฝากธนาคาร เพื่อกินดอกเบี้ยต่างๆ
ทีนี้ ไอ้ 5 ตลาดที่ว่า มันก็มีความเสี่ยงแตกต่างกัน เรียงตามลำดับแบบคร่าวๆ (คร่าวๆนะครับ) ก็จะเป็น
การฝากธนาคาร – พันธบัตร –อัตราแลกเปลี่ยน (ในสกุลเงินใหญ่ๆ เช่น USD) –อัตราแลกเปลี่ยน (สกุลที่สำคัญรองลงมา เช่น ยูโร) –ตลาดหุ้น – ตลาดโภคภัณฑ์
พอความเสี่ยง มันไม่เท่ากัน (ซึ่งผลตอบแทนก็ไม่เท่ากันไปด้วย) , แล้วเมื่ออารมณ์คนในโลกมันอยากจะเสี่ยง (อย่างเช่น เมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว ที่เศรษฐกิจโลกกำลังบูมๆ มีการใช้สินค้าโภคภัณฑ์เยอะ บริษัทต่างๆได้กำไรเยอะ จะไปลงทุนฝากเงิน หรือ พันธบัตร ก็ใช่ที่ สู้ เอาไปหาอะไรที่ผลตอบแทนดี จะดีกว่า (อันนี้ผมกำลังพยายามอธิบายอะไรที่เป็นความคิดพื้นฐานก่อนนะครับ อย่าเพิ่งไปโยงว่า USD มันขาดดุลแฝด เลยต้องวิ่งไปหาอะไรที่มูลค่าดีกว่า เดี๋ยวจะยิ่งงงใหญ่ จับมันโยนไว้ข้างๆก่อน)
ทีนี้ เมื่ออยากลงทุนอะไรที่เสี่ยง ที่เป็นตลาดหุ้น , เงินมันก็จะไหลออกจาก ไอ้พวกที่ไม่เสี่ยง เช่น พันธบัตร เงินฝาก (ส่วนเสี่ยงจริง ไม่เสี่ยงวจริง อย่าเพิ่งเอามายุ่งนะครับ โยนมันไว้ข้างๆเป็นเพื่อนกับไอ้เรื่องเมื่อกี้ก่อน)
ถึงไหนแล้ว อ้อ อยากแสวงหาความเสี่ยง ออกจากพันธบัตร เงินฝาก อัตราแลกเปลี่ยนสกุลใหญ่ ไปลงทุนในหุ้น โภคภัณฑ์
ทีนี้ เวลามันออกไป มันจะออกไปพร้อมๆกัน หรือ ไล่ๆกัน ก็เลยดูกันว่า ถ้าพันธบัตรราคาลง ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ค่าเงิน USD ลง
มันก็จะไปวิ่งเข้าพวกเสี่ยงๆ อย่าง หุ้น ดาวน์โจนส์ หุ้นแถบยุโรป หุ้นญี่ปุ่น หุ้นฮ่องกง หุ้นประเทศแถบอาเซียน น้ำมัน สินค้าเกษตร ราคามันจึงมักจะตามๆกันไป
มันก็เลยเริ่มเกิดความคิดที่ว่า ดาวน์โจนส์ขึ้น ฮั่งเส็งขึ้น ,อ๋อ คนมันอยากจะเสี่ยงกันนี่หว่า งั้น หุ้นอาเซียนน่าจะขึ้น เพราะคนมันอยากจะเสี่ยง
และพอใช้กันไปนานเข้า นานเข้า มันก็เลยชินกันไปเลย ทั้งๆที่บางที มันก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย อันนี้จะเรียกว่า เป็น ความเชื่อของคนหมู่มากก็ไม่แปลก (แต่ถ้ามันเชื่อกันไปแล้ว และก็ทำตามๆกันไปแล้ว เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่แล้ว นอกจากเออ เออ ตามเขาไป )
และยิ่งหลังๆ พูดกันเรื่อง Fund Flow , USD Carry Trade มันก็มีลักษณะเชื่อตามๆกันมาอยู่”ส่วนนึง” แต่อย่างที่บอก ถ้าคนหมู่มากเชื่อแบบนี้ เราจะไปขวางเขา เราก็คงต้องอยู่ของเราคนเดียว
สรุปว่า มันเป็นเรื่องของการเข้า ออก สินทรัพย์เสี่ยงครับ และเมื่อจะดูตลาดหุ้นอาเซียน ที่ถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยง เขาก็เลยดูว่า ไอ้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยง ที่อื่นมันเป็นอย่างไร วันนี้คนมันอยากจะเสี่ยงมั้ย ดาวนร์โจนส์ขึ้น ฮั่งเส็งขึ้น ก็แสดงว่าคนอยากจะเสี่ยง ต่างชาติที่อยากจะเข้าตลาดหุ้นอาเซียน ก็เลยเข้ามันวันที่คนอยากเสี่ยงนั่นแหล่ะ
คิดไปคิดมา มันเป็นเรื่องของความเชื่อ พอๆกับหลักการ เลยนะเนี่ย
หวังว่าคงพอจะได้ภาพนะครับ ยังไงถ้าไม่เข้าใจ ลองเขียนไอ้ที่อ่านจากผมแล้วเข้าใจยังไง ออกมาดู เพื่อจะได้ช่วยทำความเข้าใจกัน น่าจะดีกว่าครับ
ปล. ถึงที่สุดแล้ว ที่ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ มันเป็นการที่ผมพยายามทำความเข้าใจ ซึ่งมันอาจจะไม่ถูกทั้งหมด แต่คิดว่าก็คงวพอได้น่ะครับ

ลุงเฮ้าส์
October 21, 2009 at 08.29 PM

เห็นแล้ว ก็นึกถึงอีกเรื่องนึง ที่ชอบบอกกันว่า อเมริกาเป็นประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์ธนบัตรได้โดยไม่ต้องมีทองคำหนุนหลัง จริงๆ มันก็ทำกันได้ทุกประเทศนั่นแหล่ะ (เป็นเรื่องของทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่มีของหลายแบบ ทองคำ เงินสกุลหลักๆ เงิน SDR ฯลฯ)
เพียงแต่อเมริกามันสร้างทุนสำรองเพืิ่อหนุนหลังการพิมพ์ธนบัตรได้ง่ายกว่าประเทศอื่น บางทีมันก็อาจจะไม่ต้องใช้ทองคำมาอยู่ในทุนสำรองก็ได้ ซึ่งประเทศอื่นๆก็ทำได้ แต่อาจจะยากลำบากกว่า
แต่ปัญหา คือ ดร.ทางด้านเศรษฐศาสตร์ หลายๆท่าน (ไม่ใช่ อ.กอบ) ชอบพูดแบบกระชับ นัยว่าให้สื่อสารง่าย แต่ไม่ได้คิอว่า คนฟังมันจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่
เรื่องนี้ เป็นอีกหนึ่งเรื่อง ที่ผม เท้าฮิ้งมาก

ลุงเฮ้าส์
October 21, 2009 at 09.17 PM

คิดออกอีกเรื่อง เกี่ยวกับเรื่อง Fund Flow (ซึ่งตัวเองยังไม่รู้ว่าจะถูกมันฟันใส่เมื่อไหร่ จริงๆน๊า ทำไมชีวิตฉันต้องมายุ่งกับมันด้วยนะ )
คือกำลังเกิดความคิดว่า ถ้า USA ปล่อยให้ USD อ่อน (แล้ว B กับ C มันหายไปไหน ,USA- US..-US..-USD )
เอ้า กลับเข้าเรื่อง ถ้าประเทศสหรัฐ ปล่อยให้ค่าเงิน US Dollar อ่อน ผมว่ามันมีประโยชน์ต่อ สหรัฐมากนะครับ คือ
1. แก้ปัญหาการขาดดุลการค้าเรื้อรังได้ สินค้าที่ประเทศตัวเองผลิตมีราคาถูก
2. ลดภาระหนี้ของตัวเองที่มีต่อต่างชาติ เช่น จีน รัสเซีย เพราะค่าเงินของตนอ่อนลง
3. เป็นการส่งเสริมให้ธุรกิจการเงินในประเทศตัวเอง สามารถเข้าไปโกยกำไร จากประเทศ Emerging ได้ เพราะทำ Carry Trade
และถ้า ค่าเงิน USD อ่อนไปเรื่อยๆ ธุรกิจการเงินในประเทศตัวเอง (ซึ่งก็ต้องยอมรับ ว่ามี ความรู้ความเชี่ยวชาญมากกว่า นิสัยโหดร้ายกว่า) ต้องได้ 2 เด้ง โดยธรรมชาติ ของการทำ Carry Trade อยู่แล้ว
ถ้าเป็นอย่างนี้ Fund Flow อาจจะไม่มีกลับทางเลยก็ได้ มั้ง
คิดเล่นๆนะครับ คิดว่าในความเป็นจริง คงทำยาก ประเทศ Emerging น่าจะอ่านเกมออก , และอีกอย่างมันกระเทือนกับการส่งออกของ Emerging ด้วย
คิดไปคิดมา เราทำเหมือนบราซิลดีมั้ย เก็บภาษีเงินที่จะมาเก็งกำไร 2 % ซะเลย

สโรชา
October 22, 2009 at 06.38 AM

สวัสดีตอนเช้าค่ะ
คุณเฮ้าส์ พูดถูกต้องค่ะ เพราะมีโอกาสไปถามคนที่เขามาจาก ตปท ค่ะ เขาก้บอกว่าไม่ใช่พิมพ์แบงค์ ปั๊มแบงค์ค่ะ
“”คนฟังมันจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่”" ใช่ค่ะ เพราะก็งงเช่นกัน ตอนแรกอดพิ่งมาทราบไม่นานเองค่ะ

เขาไม่นึกถึงคนฟังว่าจะรู้หรือไม่รู้ มีการเข้าใจผิดมากค่ะ
มาแต่เช้ามาให้กำลังใจ อาจารย์ค่ะ

วิจิตรา
October 22, 2009 at 06.43 AM

ขอบคุณค่ะ กรี๊ดให้ค่ะ

ที่ถามว่าทำไม ก็เพราะว่า SET และะเราไปเชื่อไปดู เราไม่น่ามีอะไรเชื่อมกะเขามั้งนะ มั้งนะค่ะ เดา
แต่ดิฉันว่า เราชอบหาเหตุมาใส่ผล กันไปเรื่อยๆๆ hhhaaha

กูรู นักวิเคราะห์ ช่วงนี้มันก็เสียงแตก แต่ไม่มีใครถูกสักคนเลย บอกว่าขึ้น หุ้นตก บอกตก วิ่งไปซะ สุดยอดมั่วนิ่ม
ขนาดว่าตัวเองหลงๆๆ ทางแล้ว พอกันเลยค่ะ
และดิฉันขอบคุณนะค่ะ ที่มาเขียนตอบ

และคงจะเชื่อต่อๆๆกันมามั้ง ไม่รู้ค่ะ เพราะหลายคนก็อยากรู้ว่าทำไม ทำไม ต้องไปดูค่ะ

วิจิตรา
October 22, 2009 at 07.22 AM

ดิฉันคิดว่ามาคนแรกแล้วนะ แต่คุณสโรชา มาก่อนดิฉันอีกเหรอ ตื่นเช้ามากค่ะ

~~~ มารอดูเป็นกำลังใจค่ะ ~~~

ดร กอบศักดิ์ หวังว่าวันนี้จะสดใส

โอ้ ว้าวว สดใสจริงๆค่ะ hhaa
ขอบคุณค่ะ ที่นำเรื่องที่เราๆท่านๆคุยในนี้มา พูดเพราะว่าท่านใส่ใจ มีความใส่ใจนะค่ะ ขอบคุณค่ะ

ปล ขอให้พักผ่อนให้สบายในวันหยุดยาวค่ะ 3 วันนี้ค่ะ สุขใจ สุขกายค่ะ

รติ
October 22, 2009 at 07.26 AM

ขอบคุณครับลุงเฮ้าส์^^

กอบศักดิ์
October 22, 2009 at 07.48 AM

สวัสดีครับ

มากันแต่เช้าเลยนะครับ

นับว่าเป็นแฟนพันธ์แท้ ที่มาเช้าแข่งกับคุณรติ =)

วันนี้ถือโอกาสพูดเรื่อง “เงินทุนเคลื่อนย้าย”
เพื่อปูพื้นเบื้องต้นก่อนครับ

แต่ยังคิดว่าคงต้องพูดอีก 1 ครั้งอย่างน้อย
เพื่อให้สามารถลงลึกได้มากกว่านี้ครับ
(จำได้ว่าตอนที่เรียนรู้เรื่องนี้ก็ใช้เวลาพอสมควรครับ ไม่ง่ายเลย)

อาจจะเป็นช่วงสัปดาห์หน้าครับ จะได้ต่อกันไปเลย

หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างครับ

กอบศักดิ์
October 22, 2009 at 08.15 AM

คุณลุงเฮาส์ครับ

มีแต่ซ่อนไว้ครับ จนคนไม่เห็นครับ

กดที่ “Blog ดร กอบ” ข้างบนครับ
พอเอาเมาส์ไปอยู่ข้างบนจะเปลี่ยนเป้นสีส้ม
กดแล้วก็จะกลับมาที่หน้าแรก – Home ครับ

เดี๋ยวตอนปรับปรุง blog โฉมใหม่
จะเพิ่มปุ่ม home ให้ตามที่ขอมาครับ
จะได้เห็นง่ายๆครับ

ลุงเฮ้าส์
October 22, 2009 at 11.49 AM

เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ,
เรื่อง Fund Flow ที่อาจารย์ กอบ พูดในวันนี้ ควรจะฟังกันคนละอย่างน้อย 5 ครั้ง , Chart ต่างๆ ควรจะ Save เก็บไว้
ทำความเข้าใจให้แตก ทำมาหากินได้อีกนานครับ
เรื่องอย่างนี้ หาฟังยากมากๆ

ส่วน แหล่งข้อมูลที่ อ.กอบ เอามาใช้
The Institute of International Finance, Inc http://www.iif.com/
อันนี้คุณสโรชาเขาอนุเคราะห์ผมมาครับ

อ.กอบ พูดได้ดีมากๆครับ (ผมเลยได้หลักการใหญ่มาด้วยเลย) (และแถมอาจารย์ยังเตือนถึงภัยของมันอีก )

จริงๆ ผมเป็นคนนึงนะครับ ที่เห็นด้วยกับการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย อย่างเช่นที่ บราซิล ทำอยู่ตอนนี้ เก็บภาษี 2 % ,ส่วนของไทย มาตรการ 30 % อันนี้ไม่พูดดีกว่า (ประเด็นละเอียดอ่อน)
แม้ว่าเราจะทำมาหากิน กับ Fund Flow ได้ แต่ถ้าคิดถึง ภาพโดยรวม รู้สึกไม่ค่อยจะสมควรครับ

รติ
October 22, 2009 at 12.29 PM

ขอบคุณสำหรับแหล่งข้อมูลครับ

กอบศักดิ์
October 22, 2009 at 01.20 PM

ขอบคุณครับ คุณลุงเฮ่าส์
เดี๋ยวจะเอาที่เมื่อเช้าพูดมาเรียบเรียงเขียนออกมาให้เรียบร้อย รวมถึงเพิ่มเติมประเด็นต่างๆ ครับ
แล้วอาจจะมีอีกครั้งเพื่อให้ลงลึกได้มากกว่านี้ครับ

รติ
October 22, 2009 at 01.30 PM

อาจารย์ ต้องรวมเล่มแล้วนะครับ รู้สึกจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นประโยชน์มากเลยครับ ทุกวันนี้ผมก็ Copy ลงมาเป็นกระดาษ มันไม่น่าเก็บสะสมซ๊าก…เท่าไหร่ (ชอบสะสมหนังสือครับ ^^ )

ปล.ผมได้ใช้ประโยชน์ในงานที่ทำเยอะมากครับ ขอบคุณอาจารย์อีกครั้ง

ลุงเฮ้าส์
October 22, 2009 at 02.14 PM

Edit เรื่อง การทำ QE ใหม่
ทำไมการทำ Quantitative Easing (หรือ Credit Easing) จึงถูกมองเป็นการพิมพ์ธนบัตร
การทำมาตรการทั้งสอง ทำโดย ธนาคารกลาง ของประเทศต่างๆ คือการเข้าไปซื้อ ตราสารหนี้ต่างๆ ในตลาด เพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป
ตัวอย่างที่เราได้ยิน ได้ฟัง ในระยะที่ผ่านมา ก็คงจะเป็น กรณีของ ญี่ปุ่น เมื่อคราวเจอกับภาวะเงินฝืด ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา , ใกล้ๆ กันก็คงเป็น กรณีของ FED (ธนาคารกลางสหรัฐ) BOE (ธนาคารกลางอังกฤษ) ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา

แต่ปัญหาที่น่าสงสัย คือ ทุกครั้งที่มีการประกาศ การทำ มาตรการดังกล่าว , ค่าเงินของประเทศนั้นๆ มักจะอ่อนยวบลงมา ทันใด เช่น FED ประกาศเริ่มทำ QE ครั้งแรกในเดือน มีนาคม วันที่ 19 ค่าเงิน USD ก็อ่อนลงอย่างรุนแรง หรือ ตอนที่ BOE ประกาศเพิ่มวงเงิน การทำ QE ค่าเงินปอนด์ก็ปรับตัวลงอย่างรุนแรง
นัยว่า การทำมาตรการดังกล่าว เปรียบได้กับการพิมพ์ธนบัตรของ บรรดาธนาคารกลางต่างๆ อย่างโต้งๆ (ซึ่งก็ตามหลัก Demand Supply เมื่อ ของอะไรมีออกมามาก (Supply มาก) ราคาหรือมูลค่าก็จะลดลง)

ปัญหาก็คือ ทำไม การทำ มาตรการ QE จึงถูกมองว่า เป็นการพิมพ์ธนบัตร
1.การทำ QE คือ วิธีการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ เมื่อ การหั่นดอกเบี้ยไม่สามารถทำได้แล้ว
2.ธนาคารกลางกระทำด้วยการซื้อสินทรัพย์ใดๆในตลาด (โดยหลักการ ธนาคารกลาง สามารถซื้ออะไรจากใครก็ได้ (any assets can be bought from anybody) ) แต่ในทางปฎิบัติ จะเป็นการซื้อ พันธบัตรรัฐบาล , ตราสารที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยค้ำประกัน mortgage-backed securities หรือ หุ้นก็ได้ จากธนาคารพาณิชย์
3.ทำอย่างไร
4.ทำโดยธนาคารกลางทำการเพิ่ม “เงินสดสำรองตามกฏหมาย(Reserve)” ของธนาคารพาณิชย์ที่มีไว้กับธนาคารกลาง โดยแลกกันกับ “สินทรัพย์ที่ ธนาคารกลางต้องการจะซื้อ “
โดยธนาคารกลางแค่เพิ่มตัวเลขในบัญชี “เงินสดสำรองตามกฏหมาย(Reserve)”โดยส่วนที่ธนาคารกลางจะเพิ่มให้คือส่วนที่เป็นส่วนเกิน (excess reserve)ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่ธนาคารพาณิชย์สามารถดึงเงินออกมาเพื่อเพิ่ม ปริมาณการปล่อยกู้ได้ มีผลทำให้เงินในระบบมากขึ้น (จึงมองดูแล้วเหมือนการพิมพ์ Bank )
มองง่ายๆ ก็คงใช้คำที่ อ.กอบ พูดว่า
“จึงกล่าวได้ว่าการทำ QE หรือ CE แม้จะเป็นเพียงการเพิ่มตัวเลขในบัญชีของสถาบันการเงิน แต่ก็ไม่แตกต่างจากการพิมพ์แบงก์ออกไป “
ให้สังเกตุกันหน่อยนะครับ ว่าแค่ “ดูเหมือน” ไม่ใช่ “เป็นเหมือน”
5.แต่ไม่ได้แตกต่างกันนะครับ สำหรับความเข้าใจของคนในโลก ซึ่งคิดว่า เป็นการพิมพ์ Bank ไปเกือบหมดแล้ว
ก็เลยหนี USD เข้าหาสินทรัพย์อื่นกันหมด
6.อันนี้ เป็นส่วนที่เป็นความเข้าใจของผมที่ได้จากการค้นจาก Wikipedia ,และจาก แหล่งความรู้ต่างประเทศต่าง เสริมจาก ที่อ.กอบ อธิบาย แต่คิดว่าไม่น่าจะผิดจากความจริงเท่าไหร่ครับ

ลุงเฮ้าส์
October 22, 2009 at 02.36 PM

อดไม่ได้จริงๆพอเห็นข่าวนี้ กับอาการของตลาดหุ้นในวันนี้

China’s Economy Grows 8.9%, Fastest Pace in a Year
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=aktHmtKQaKO8
เนื้อความคือ มีการประกาศตัวเลข GDP ที่สูงถึง 8.9% ในวันนี้
แล้วลองนึกภาพ ว่าถ้าเป็นสัก 2-3 เดือนก่อน ข่าวอย่างนี้ ตลาดหุ้นจะตอบรับอย่างไร (เขียวกระฉูดแน่ๆ)
แต่มาคราวนี้ กลับเฉยๆ แดงนิดๆซะด้วยซ้ำ นัยว่า ตลาดคิดว่า เศรษฐกิจโตเร็วเกินไป เดี๋ยวรัฐบาลเขาคงต้องคุมเข้มนโยบายการเงิน ซึ่งก็คงคุมเข้มการปล่อยสินเชืิ่อ หุ้นก็น่าจะลงในอนาคต
ตลาดหุ้น (ในส่วนหนึ่ง) เป็นอะไรที่วางอยู่บนความเชื่อของคนจริงๆ
“ฉันเชื่อว่ามันจะดี บวก นักวิเคราะห์บอกว่ามันจะดี พอมีตัวเลขอะไรออกมา ซึ่งแม้ตัวเลขอาจจะไม่ได้บอกว่าดี หรือไม่ดี แบบชัดๆ แต่ตีความว่ามันดีไว้ก่อนดีกว่า” ผลก็คือ หุ้นขึ้น
อย่างคราวนี้ ตัวเลขดีแบบเห็นๆ แต่กลับ ตีความในทางลบต่อตลาดหุ้นซะอย่างนั้น (ถ้าจะพูดว่า ก็มีเหตุผลนะ ถ้าคุมเข้มเรื่องสินเชื่อ หุ้นก็ต้องลงนะซิ ) (แต่ข้ออธิบายคือ คิดล่วงหน้าเร็วเกินไปมั้ย ตัวเลขออกมาปั้บ คิดออกมาในแนวนี้เลย ทำไมไม่เป็นว่า ตลาดหุ้นควรดีใจสัก 2-3 วันก่อน ว่า GDP ดี แล้วค่อยรู้สึกตัวว่า เอ๊ มันอาจจะดีเร็วเกินไป เดี๋ยวรัฐบาลต้องคุมเข้มนโยบายการเงิน และ …. และ… ต่อไป)
ความโลภ เป็นตัวกำหนดที่สำคัญของตลาดหุ้น และ คนเรา มักจะชอบฟังอะไร ที่ถูกใจมากกว่าถูกต้อง (ประโยคหลัง ขอยืม ดร.ชาติชาย เขามาใช้) :)

ลุงเฮ้าส์
October 22, 2009 at 03.14 PM

ฮ่องกง – เงินวอนของเกาหลีใต้ และเงินรูเปี๊ยะห์ของอินโดนีเซีย ร่วงหนักสุดในรอบ 2 เดือน ท่ามกลางความกังวล ว่า ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ จะเดินตามรอยบราซิลที่ประกาศจัดเก็บภาษีการลงทุนของต่างชาติ เพื่อสกัดกั้นการพุ่งขึ้นของค่าเงินเรียล โดยนักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ความเคลื่อนไหวของบราซิลทำให้นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายสินทรัพย์ใน ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์โคเรีย ไทมส์ รายงานว่า นายชิน เจ ยูน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเกาหลีใต้ ปฏิเสธคำแนะนำจากสหรัฐ ที่ขอให้เกาหลีใต้กระตุ้นการแข็งค่าของเงินวอน พร้อมทั้งปฏิเสธข้อคิดเห็นของนายเบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่กล่าวว่า เงินวอนมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง และรัฐบาลเกาหลีใต้ควรยื่นมือเข้าแทรกแซงเพื่อยกระดับค่าเงิน
http://www.bangkokbiznews.com/2009/10/22/news_29685146.php?news_id=29685146

ทำไมวันนี้ โพสต์ ถี่มาก ไม่มีอะไรทำเหรอ ฮิ ฮิ
ผมสนใจข่าวนี้มาก
1.ย่อหน้าสอง , ดูเหมือนว่า สหรัฐ ต้องการจะให้ค่าเงินประเทศอื่นๆ แข็งจริงๆ เพราะ ตั้งแต่เดือน 3 เป็นต้นมา ที่สินทรัพย์เสี่ยง ขึ้นมาทุกตลาด
ด้านเอเชีย เงินจะเข้ามาที่ เกาหลีใต้ กับ อินโดนีเซีย ก่อน (อันนี้เอาข้อมูลมาจาก คุณอุสรา วิไลพิชย์) ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ตลาดหุ้นเกาหลีที่ขึ้นมาตั้งนานแล้ว ค่าเงินมันควรจะแข็งตั้งนานแล้ว (ผมขี้เกียจไปค้นตัวเลขจริง ขอใช้วิธี นึกย้อยตามหลักเหตุผล)
ทำไม สหรัฐ กลับเรียกร้องให้เกาหลีใต้ ทำค่าเงินแข็ง
(อันนี้คิดแบบเล่นๆนะ)
2.ย่อหน้า 1 จากที่คุณอุสรา เคยพูดไว้ ว่าเงิน เข้าทาง เกาหลีใต้และอินโดก่อน
เมื่อมามีข่าว กังวล การเก็บภาษีเงินเก็งกำไร ของเอเชีย (ซึ่งจะทำให้เกิดการออกจากสินทรัพย์เสี่ยงในเอเซีย) ต่างชาติอาจจะกังวลเลยทำท่าจะออกจากสินทรัพย์เสี่ยงแถวเอเชีย
แล้วปรากฏว่า ค่าเงิน เกาหลีใต้กับ อินโด ดันอ่อน (เงินอ่อน เพราะต่างชาติขาย)
ก็เลย “เดา” ว่านี่อาจจะเป็น สัญญาน การออกจาก สินทรัพย์เสี่ยง แถวเอเชียที่ค่อนข้างชัดเจน
(อันนี้ก็คิดเล่นๆนะ)

ลุงเฮ้าส์
October 23, 2009 at 02.54 AM

******ว่าด้วยเรื่อง Fund Flow
ช่วงนี้ อันเป็นช่วงที่กำลัง ลุ้นกันว่า Super Mega Fundflow จะไปทางไหน ก็เลยต้อง ตามข่าว Track ตัวเลข กันเป็นพิเศษ เลยรวบรวมมาให้
1.มาตรการต่างๆ ที่ FED ใช้เสริมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเมื่อตอนปลายปีที่แล้ว ถึงต้นปีนี้ เช่น Swap ระหว่างธนาคารกลาง ,อัดฉีดเข้าระบบธนาคาร ฯลฯ เริ่มลดน้อยลง ตามลำดับ เช่น Term Auction Facility ลดลง อยู่ที่ 155.4 billion ,Central Bank Swap ลดลงอยู่ที่ 88 billion,กะจะลด TAF ไปที่ 75 billion ภายในเดือนมกราคม จาก 375 billion ในกันยา
2.ยอดเงิน Money Market Fund ( สูงสุดประมาณ 4 Trillion ในเดือนมีนาคม)
ลดลงมาเรื่อยๆ จนล่าสุดมาอยู่ที่ 3.40 Trillion (ตัวเลขนี้ อีตา Marc Faber ชอบเอามาอ้างว่า จ่อรอเข้าตลาดหุ้น และจะทำให้หุ้น (Dowjones) ไม่มีการปรับฐานเลย แต่ข่าวใน Bloomberg รายงานว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2009 เงินที่ออกจาก Money Market ออกไปที่ Bond Fund หรือกองทุนพันธบัตร 254.6 Billion ไปที่ Stock Fund จริงๆแค่ 14.5 Billion
และแม้ว่า Mr.Dowjones จะไปที่ 10000 แล้ว นักลงทุน ก็ยังโยกเงินไปที่ Bond Fund ในอัตราที่เร็วกว่า ไป Stock Fund
(ตรงนี้ ก็เลยจับผิด Marc Faber ได้อีกเรื่อง ว่านอกจากชอบพูดไม่ครบแล้ว ยังชอบบิดข้อมูลเล็กๆน้อยๆ ให้เข้ากับสมมุติฐานของตัวเอง (นิสัยนี้ดูไปคล้ายๆนักวิเคราะห์ตามโบรกเกอร์บ้านเรา ) คิดไปคิดมา น่าจะเป็นแก้งส์เดียวกับอีตาจิม โรเจอรส์ แต่ที่สำคัญ ทำมั้ย คนชอบไปเชื่อไอ้พวกนี้กันนัก ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือ ฝรั่ง ,รายย่อยที่ไหนๆ น่าจะเป็นเหมือนกันหมด (เป็นมนุษย์ดัดแปลงของแก้งส์ชอคเกอร์ กลายร่างจากมนุษย์มาเป็นแมงเม่าได้) อันนี้เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะช่วยกันดัดแปลงให้กลายเป็นไอ้มดแดง จะได้แปลงร่างไปลุยกับ พวกสารพัดเสี่ย-พอรท์เทรด-สถาบัน (พวกองค์การชอคเกอร์)
อือม์ นอกเรื่องเยอะจัง
3.ช่องว่างระหว่าง FED FUND RATE และ พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ในปีนี้ อยู่ในระดับ 3 ถึงเกือบๆ 4 % (ซึ่งถือว่ากว้างมาก ค่าเฉลี่ย 20 ปี อยู่ที่ 1.46 %) ถ้าจะหากินด้วยการเอาเงินจาก Money Market Fund มาที่ Bond Fund ก็ได้ ไม่น้อยแล้ว ประกอบกับ คนอเมริกัน ผวา Subprime กันอยู่มาก จะไปเสี่ยงกับ Downjones ที่ระดับ 10000 ทำไม น้ำมันที่ 80 USD ทำไม
อัตราว่างงานก็ยังสูงมาก คนที่มองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในแง่ลบย่อมมีไม่น้อย ไม่น่าจะมีเหตุผลที่จะเข้าตลาดสินทรัพย์เสี่ยง
(ตรงนี้ก็เลยสงสัยอีก ว่า พวก Bullish น่าจะมีแค่กลุ่มเดียว และน่าจะเป็น Hedge Fund ที่พยายามหลอกรายย่อย ให้เข้าตลาด ข้อสงสัยเยอะจัง)
4.ไปนอนก่อน ชักง่วง

หมายเลข 17
October 23, 2009 at 09.39 AM

ถึง หมายเลข 18 เขาทำกันอย่างนี้ครับ
short call
long put

ทุบ future short tdex แล้วก็ยืมหุ้นมา short
แล้วก็ปล่อยข่าวลือ

ลุงเฮ้าส์
October 24, 2009 at 05.46 AM

สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เห็นภาษาอังกฤษเป็นไม้เบื่อไม้เบากันมาเกือบตลอดชีวิต และชีวิตก็ดันบีบบังคับให้ต้องมายุ่งกับภาษาอังกฤษ เช่น อ่านข่าว Bloomberg หรืออะไรต่ออะไร
วันนี้”คุณลุงเฮ้าส์ฮะ” มี Solution ใหม่ มานำเสนอ นั้นคือ บริการ Google Translate ต้าง ต้าง ต้าง ต้าง
ซึ่งใช้ได้ผ่าน 2 วิธีการ
1. แปลตรงผ่านหน้าเว็บ
2.ผ่าน Google Toolbar
ลุงเฮ้าส์ฮะ ได้ไปลองจิ้มๆ ดูแล้ว พบว่าใช้ได้ดีทีเดียว ,แม้ว่ามันจะแปลออกมาเป็นภาษาที่ฟังแล้ว ชวนเอ๋อ อย่างยิ่ง
เพราะเราไม่ต้องการให้มันแปลให้เราอ่าน แต่เราต้องการให้มันเปิด Dict ให้เรา
เนื่องจากปัญหาของการพยายามอ่าน Text ภาษาอังกฤษที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ เปิด Dict มากจนมือหัก
เราก็เอา “กู่กู๋ดอตคอม” มาช่วยเราเปิดดิกซะ แล้วก็เทียบเคียงกับตัว ข่าวภาษาอังกฤษจริงๆ
ก็จะพอเข้าใจได้
แล้วลุงเฮ้าส์ก็ดูการแปลแล้ว ได้ผลประมาณ 80 % เลยทีเดียว
ความจริงไอ้เรื่องบริการการแปลภาษาผ่านเว็บเพจ หรือ โปรแกรมช่วยแปลภาษามีมานานแล้ว ซึ่งลุงเฮ้าส์ ผ่านการจิ้มๆ กดๆ มานานแล้ว ก็พบว่า ใช้ได้พอสมควร แต่ควรจะใช้ช่วยเราเปิดดิกก็พอ (แล้วเทียบเตียงกับต้นฉบับจริง)
ซึ่งลุงเฮ้าส์ฮะ หลังจาก ค้นพบมันแล้ว ลุงเฮ้าส์ก็เลยเอาไปช่วยอ่านข่าว Gozzip ดาราฮอลลีวู้ด บ่อยๆ (แฮะ แฮะ ขอมีบ้างนิ้ดนึงนะ กับข่าวประเภทปัญญาอ่อนพวกนี้ อ่านเพื่อเอาขำอย่างเดียว ไม่รู้ชีวิตคนพวกนี้จะเกิดมาทำอะไรไร้สาระได้ขนาดนี้)
ลองฝีกๆกันดูซะ (ไม่พอใจยินดีคืนเงิน แต่ไปขอ กู่กู๋ ดอตคอม กันเองนะ) จะได้มาช่วยกันอ่านข่าวที่น่าสนใจ (อย่าไปพึ่ง Money Channel อย่างเดียว เพราะบางที Money ก็เลือกข่าวมาพูดได้ไม่น่าสนใจเท่าไหร่ ข่าวอย่างการเคลื่อนไหวของBond การเคลื่อนไหวของ FED ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจเรื่อง Fund Flow ได้ดียิ่งขึ้น หลังๆไม่เห็นเอามาพูดบ้างเลย)
แล้วจะได้มาช่วยกันอ่านข่าว เผื่อจะได้จับผิด นักวิเคราะห์หลายๆคนใน Wall Street ได้
(ส่วนจะไปอ่านข่าว Gozzip บ้าง อันนี้ก็”นิ้ดนึง” แล้วกัน แต่”พองาม”)
นั่นคือ หนึ่งในบริการเพืิ่อสังคมของลุงเฮ้าส์ ต้าง ต้าง ต้าง
(เอ๋ วันนี้ทำไมดูเราอารมณ์ดีจัง )
ลุงเฮ้าส์ฮะ

ลุงเฮ้าส์
October 24, 2009 at 10.37 AM

******ว่าด้วยเรื่อง Fund Flow(ต่อ)
ต่อจากวันก่อนนู้น วันไหนก็ไม่รู้ โพสต์มากซะจนจำไม่ได้แล้ว
1.ผมย้อนความให้พวกเราฟังกันก่อนว่า มาตรการ Credit Easing จะมี 3 ส่วน และส่วนที่ส่งผลมาก ต่อ เรื่อง Fund Flow คือ ส่วนที่ FED เข้าไปรับซื้อ พันธบัตรรัฐบาล ในตลาดตราสารหนี้รอง ซึ่งจะหมดอายุในสิ้นเดือนนี้
ซึ่งความจริง ในทางปฏิบัติ ก็ใช้ตังค์ไปหมดแล้วด้วย
ซึ่งจะทำให้เกิดการสะท้อน Demand Supply ที่แท้จริง ซึ่งจะบอก ความรู้สึกอยากเข้า หรือ ออก สินทรัพย์เสี่ยงได้ (เพราะพันธบัตรรัฐบาลเขาถือเป็น Safe Heaven และ/หรือเงินสด )
ซึ่งถ้าเราจะดูตัวเลขในตลาด Bond ต้องดูตัวเลข พันธบัตร 2 ปี ไปจนถึง 10 ปี (เพราะเป็นเป้าหมายที่ FED เข้าไปซื้อ)
เอาเฉพาะในเดือนนี้ (ตัวเลขถึงวันที่ 23 ) Yield ของพันธบัตรทุกช่วงอายุ (2 -10 ปี) สูงขึ้นมาตลอดตั้งแต่ต้นเดือน มันบอกอะไร
บอกว่า เกิดแรงขายในตลาดพันธบัตร จนทำให้ราคาต่ำ จน Yield สูง ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินออกจากตลาดพันธบัตรเข้าไปสู่สินทรัพย์เสี่ยง
(สัญญานตลาดนี้ ดูขัดๆกับ สัญญานจากตลาดอื่น)

2.วิธีการที่ FED จะ ดึงเงินออกจากระบบ เริ่มมีการพูดถึงกันถี่ขึ้น บ่อยขึ้น มากขึ้น
แต่อย่างแรก ขอพูดถึงวิธีการที่ FED จะใช้ในการดึงเงินออกจากระบบออกมาได้ นั้นมีอยู่หลายวิธี
A.Reverse Repo ที่ลุงเฮ้าส์เคยเอามาพูดถึง ซึ่ง ความหมายของมันจะเป็นการ ดึงเงินออกมาชั่วครู่ โดยมีสัญญาว่า จะปล่อยกลับในอนาคต วิธีเช่นนี้ จะทำให้ดึงเงินออกจากระบบได้ชั่วคราว ขณะเดียวกัน ตลาดก็ยังรับรู้ว่า Fed ยังคงใช้นโยบายผ่อนคลายปริมาณการเงินอยู่ ถ้าใช้สไตล์อ.กอบมาพูด ก็ คือ ผ่อนคันเร่ง จากเหยียบมิด มาเหยียบเกือบมิด แล้วเดี๋ยวค่อยเหยียบมิดต่อไป (แต่หวังว่ามันคงไม่มืดมิดนะ ฮี่)
เรื่องนี้ ถูกพูดกันมากในช่วงหลังๆ (พูดกันมากในหมู่คนสนใจที่จะตามเรื่องนี้นะ ส่วนในวงกว้าง ยังพูดแค่เรื่อง USD Carry trade กันอยู่เลย) ซึ่ง FED ไม่ได้บอกว่าจะใช้ในช่วงเวลาไหน , Bloomberg บอกว่า มีการทดสอบระบบแล้ว และน่าจะใช้ในระยะเวลาอันใกล้ แต่ดูเหมือนมีข้อปัญหาอยู่ว่า Primary Dealer (ให้คิดเป็นซะว่า คนที่ต้อง Deal กับ Fed ในเรื่องนี้ ก็แล้วกัน เพราะถ้าไปอธิบายความหมายจริงๆ จะงงกันซะเปล่า แล้วอีกอย่างเราไม่จำเป็นต้องรู้ลึกมากนักด้วย) จะมีปัญหาด้านระบบบัญชี ถ้าต้องมาทำเรื่องนี้ในตอนนี้ เพราะ Balance Sheet (หรืองบดุล) ของ dealer พวกนี้ ยังมีปัญหาจาก หนี้เสียวิกฤติ Subprime อยู่
(และเรื่องนี้ Bloomberg บอกเป็นข่าวรั่ว แต่ผมไม่แน่ใจว่า มันจะเป็นการ”รั่ว” หรือ “มั่ว”
B.หรือ FED อาจจะใช้วิธีการให้ “ดอกเบี้ย” แก่เงิน Reserve (เงินที่ธนาคารพาณิชย์ จะวางไว้กับธนาคารกลาง) ซึ่งปรกติ จะไม่ได้ดอกเบี้ยอะไร ถ้าธนาคารพาณิชย์อยากได้รายได้ ก็จะเอาไปปล่อยกู้ (ให้ลองเอาคำอธิบายเรื่องการทำ QE มาอ่านประกอบ เผื่อจะได้เข้าใจมากขึ้น)
แต่เมื่อ ธนาคารกลาง ให้ดอกเบี้ย แก่ ธนาคารพาณิชย์ ในส่วนที่เป็นเงิน Reserve ได้ ธนาคารพานิชย์ (ธ.พ.) ก็ไม่จำเป็นต้องเอาไปปล่อยกู้ เม็ดเงืนก็จะกองอยู่ที่ธนาคารกลาง ไม่ได้ถูกกระจายออกสู่ระบบ ก็เป็นการลดปริมาณเงินในระบบได้อีกวิธีหนึ่ง
C.ขายตราสารต่างๆ ที่ FED รับซื้อมา กลับคืนให้แก่นักลงทุน (ไอ้ที่ Fed ซื้อรับซื้อเข้ามา ก็ขายกลับออกไป ประมาณนี้)

คือ จะสื่อสารว่า FED มีเครื่องมือเยอะมาก ที่จะใช้ในการดึงเงิน (ที่ว่ามากๆ) คืนจากระบบ แต่ไม่รู้ว่า “เมื่อไหร่” “เท่าไหร่” ซึ่งถ้าใครเก็ง ถูก ก็จัดว่า อยู่ในขั้น “เทพ” อย่างเราๆ ก็ได้แต่ตามเหตุการณ์ แล้วก็ประมาณ ประมาณเอา
ซึ่งข้อดีของการศึกษาเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ หา ช่วงเวลาที่เป้ะๆ ของมันถูก แต่ ทำให้เรา พอคาดการณ์อะไรล่วงหน้าได้บ้าง แล้วต่อไปก็ต้องเป็นหน้าที่ของแต่ละคน ที่จะไปหาทางพลิกแพลงประยุกต์ใช่เอาเอง

นิดนึง ยังไงก็ต้องรับทราบไว้ด้วยว่า งบดุล ของ FED อยู่ในสภาวะที่น่ากลัวมาก เพราะการเข้าไปช่วยสถาบันการเงินต่างๆที่ล้มลงไป หรือการ อัดปริมาณเงินเข้าสู่ระบบ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น QE , CE ที่ทำไปแล้ว ทำให้ในงบดุล ของ FED มีสินทรัพย์แย่ๆอยู่เยอะมาก ความจำเป็นในการซ่อมงบดุลย่อมมี ตรงนี้ก็อาจจะคาดเดาได้ว่า FED ก็อาจจะต้อง ดึงเงินคืนออกจากระบบ (คือช่วยตัวเองก่อนให้รอดก่อน ก่อนที่จะไปช่วยใคร

3.อีกเรื่องนึง อันนี้ก็น่าสนใจ แต่รบกวนช่วบไปอ่านให้หน่อย เพราะกำลังเริ่มใกล้ “เอ๋อ” แล้ว
Treasuries Fall on Policy Speculation as Record Note Sales Loom
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601009&sid=abOgozVYdvGU

ลุงเฮ้าส์
October 24, 2009 at 11.02 AM

11.01 A.M.
Who’s Online

8 visitors online now
7 guests, 1 members
มาออน์ไลน์กันตั้ง 8 คนเลยนะฮะ ไม่เห็นออกมาทักทายกันบ้างเลยนะฮะ
ปล่อยให้คุณลุงเฮ้าส์ฮะ พล่ามอยู่คนเดียวเลยฮะ น้อยใจนะฮะ

กอบศักดิ์
October 24, 2009 at 11.34 AM

สวัสดีตอนสายของวันเสาร์ครับ

1. คิดว่าช่วงเสาร์อาทิตย์นี้ หลายคนที่โพสต์เป็นประจำคงไปเที่ยวกันครับ
ก็เลยเงียบๆ เล็กน้อย วันนี้ว่างบ้าง คิดว่าจะพยายามเอาหลายอย่างที่เคยมีแล้วแตไม่ได้ upload ขึ้นไป
มาลงให้หมดครับ และพยายามตอบกระทู้ครับ (ไม่ค่อยได้ตอบมานาน เพราะวุ่นจริงๆ)

และอาจจะเขียนอะไรเพิ่มเติมอีกนิด เพราะพอเริ่มสัปดาห์หน้าเดี๋ยวก็มีอีกหลายเรื่อง

2. ไปงานสัปดาห์หนังสือกันยังครับ เมื่อวานไปแล้ว มีหนังสือมากมายที่อยากได้
และหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน (ความจริงอีกหลายเล่มที่ซื้อมาแล้วยังวางกองอยู่ ให้ดูเรา)
เพราะช่วงหลังๆ ไม่ค่อยมีเวลาครับ

แล้วเดี๋ยวจะมาใหม่ครับ

ลุงเฮ้าส์
October 24, 2009 at 02.25 PM

เอา Link ของ Conference Board เกี่ยวกับเรื่อง Economic Index มาให้
เขาจะออกมาทุกเดือน เพื่อบอกว่า Leading Economic Indicator (LEI) เป็นอย่างไร Coincident Economic Indicator เป็นอน่างไร อีกตัวก็ Lagging
รายงานชุดนี้ สมควรฝึกดูเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะว่าไปก็เป็นคล้ายๆข้อสรุปของตัวเลขทางเศรษฐกิจของอเมริกา (คล้ายๆนะ ขอย้ำ)
ส่วนวิธีการดูคงต้องไปหาที่อาจารย์กอบเคยพูด เคยสอนไว้ ช่วง 3-4 เดือนก่อน (คลิปในรายการ Money Channel)
http://www.conference-board.org/pdf_free/economics/bci/modem.pdf
ภาษาอังกฤษ 2 หน้าเอง ศัพท์ไม่ยากมากด้วย แถมมีแผนภูมิให้ดูด้วย ดูง่ายครับ
(แล้วเวลา ไปพูดให้ใครฟัง ว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะเป็นอย่างไร โดยบอกว่า เราดูจากตัวเลขชุดนี้ จะทำให้เราดูดีเป็นอย่างยิ่ง (นัยว่าดูมีชาติตระกูลดี การศึกษาสูงส่ง ความรู้ความสามารถสูง) ทั้งๆที่จริงๆ มันก็ไม่เห็นจะมีอะไร ก็แค่ใช้รายงานตัวหนึ่งมาประกอบ
แต่ก็อย่างว่า ตามภาษานิสัยคนไทย ใช้อะไรที่มีภาษาอังกฤษเข้ามายุ่ง มี Reference เล็กน้อย
ก็ดูดีแล้ว แล้วก็จะมีพวกนักวิชาการ นักบริหารกลุ่มหนึ่งชอบฉกฉวยผลประโยชน์ สร้างตัวเองให้ดูดี จากจุดอ่อนของสังคมไทย แบบนี้
บ่นอีกแล้ว ว่าไป มานึกย้อนดู ที่ตัวเองเขียนอะไรลงไป จะต้องบ่นโน่น บ่นนี่ ลงไปไม่ต่ำกว่า 30 % เป็นประจำ
อือมห์ นิสัยเราเหมือนคนแก่จริงๆ (แก่เแดด) อิอิ

รติ
October 25, 2009 at 08.03 AM

ดีครับลุง ขอบคุณมากๆครับ ^^

วิจิตรา
October 25, 2009 at 04.20 PM

สวัสดีค่ะ ลุงเฮ้าส์ ไม่ไปเที่ยวหรือไปพักหรือค่ะ สรรหาความรู้มาให้ ขอบคุณค่ะ
คุณรติ ก็มาสม่ำเสมอ พักผ่อนอยู่บ้านหรือค่ะ

และดร กอบศักดิ์มาเยอะเลย ดิฉันพลาดอะไรไปหรือไม่ค่ะ มีการคุยการแบบสดๆด้วย ตายแล้วน่าอิจฉานิดค่ะ อิอิ
แซวค่ะ อารมณ์ดีมาก มี ฮะ ??? ว้าวววว

ดร กอบศักดิ์ ขอบคุณค่ะ มีอะไรใหม่ๆๆเสมอและเข้าใจว่าถ้ามีเวลาว่างจะมา แต่สงสัยว่างานประจำเยอะ งานต่างๆอีก และ ดร กอบศักดิ์ทำไรค่ะ คุย เที่ยว ชอปปิ้ง ไปทานอะไรกับเพื่อน ครอบครัว อย่างนี้ก็ดีค่ะ ดิฉันว่าทำงานเยอะ พักผ่อนค่ะ และมาคุยที่ Blog มันส์ดีค่ะ

ดิฉันมีความสนุกและมีความสุขดีค่ะ hahahaha แค่อ่านยังสนุกเลยค่ะ

ปล Google Translate มันแปลเป็นปรโยคเลยค่ะ แต่มันแปลให้พอเข้าใจใช่เปล่าค่ะ ดิฉันเองก็เพิ่งลองใช้ดู มันก็มีข้อดีมากกก ค่ะ ขอบคุณค่ะ

ลุงเฮ้าส์
October 25, 2009 at 09.09 PM

หลงทางเลย ไม่ได้เข้ามา แค่ 7-8 ชม. อาจารย์ีเพิ่มโน่นเพิ่มนี่เข้ามา แล้วคนก็มาโพสต์ เยอะมากกกกก
เลยไม่รู้จะเริ่มจากไหนเลย
ทีแรก สังเกตุ ปรกติ จะมีคน Online 6-7 คนตลอด นึกว่า จะเป็นหน้าเดิมๆ
ที่ไหนได้ มีคนใหม่ๆ เต็มไปหมดเลย
แล้วก็มาโพสต์กันเยอะมาก จนงงไปเลย (ปรกติจะดู ตรงข้างๆ ที่จะบอกว่า มีใครเข้ามาโพสต์บ้าง แล้วก็จะไล่ดูจากตรงนั้น แต่งวดนี้เข้ามาหลงทางเลย ขนาดว่าตัวเองโพสต์มากแล้วนะ ยังเจอคนโพสต์มากกว่าซะอีก สนุกดี ชอบ ชอบ เอาอีก เอาอีก )

คุณ วิจิตรา ฮะ Google Translate เอาไว้ใช้เปิดดิกให้เราดีกว่าฮะ เพราะถ้าให้มันแปลเป็นประโยค ภาษามันจะชวนเอ๋อมากฮะ ของผมนะฮะ จะใช้ให้มันแปลให้ฮะ แล้วจะอ่านจากตัว Text เป็นหลักฮะ แต่เวลาติดศัพท์ ก็จะเหล่ไปที่ Google ว่ามันแปลว่าอะไรฮะ (เลิกฮะดีกว่า สับสน)
คือ ถ้าให้มันแปลทั้งประโยค จะอ่านไม่รู้เรื่อง ผมยังใช้วิธี อ่านจาก Text ก่อน แต่เวลาติดศัพท์ จะอ่านจากที่ Google แปลให้
ผมจะเปิด 2 Window ตัวนึง จะเป็น ตัวภาษาอังกฤษ ตัวนึงจะเป็นตัวที่แปลแล้ว โดยที่ผมจะใช้หน้าจอคอม 2 หน้าจอ (อันนี้ คอมพิวเตอร์ทุกตัว สามารถทำให้ออกมา 2 หน้าจอ ได้ โดยที่แต่ละหน้าจอจะไม่เหมือนกัน เราอาจจะใช้หน้าจอ 1 เป็น โปรแกรม Word หน้าจอที่สอง เป็น Internet Explorer อะไรแบบนั้นเป็นต้น)
ทำง่ายครับ ไม่ต้องใช้โปรแกรมอะไรเพิ่มเติมเลย Window XP ก็มี Option นี้อยู่แล้ว แล้วทำให้เราทำงานสะดวกมาก
ผมใช้คอมพิวเตอร์ ในการทำงาน ที่ โต้ะหลัก 2 ตัว 4 หน้าจอ
โต้ะเสริม 1 ตัว 2 หน้าจอ (ตัวนี้เอาไว้เล่นเกม กับ อัด Money Channel ด้วย)
แล้วมี Tablet PC อีก 1 ตัว เอาไว้เหมือนเป็น กระดาษจด + หนังสือ
มี Notebook อีก 1 ตัว ต่อไว้ฟังเพลง ดู Internet TV เช่น Bloomberg TV ,FOX
เดือนนึงเสียแค่ค่าเน็ต แต่เหมือนมี UBC ,วิทยุ , TV มากมายเต็มไปหมด คุ้มสุดคุ้ม
แล้วแถมยังไม่เคยเสียค่าโปรแกรม หนัง เพลง เกม โหลดฟรีหมด เร็วด้วย ไม่ใช่พวก Bit Torrent เป็นพวก File Hosting ไม่ต้องห่วง Hacker เสียรายปีปีละ 2-3000 บาทไทย คุ้มมากๆ
แต่นิสัยไม่ดีครับ ขโมยของเขาใช้ ขอให้ตัวเองสถานภาพทางการเงินดีกว่านี้ก่อน คงจะเลิกแล้วครับ (แต่ความจริงโปรแกรม บางโปรแกรม ก็แพงมากครับ สู้ไม่ไหว จริงๆ)

วิจิตรา
October 25, 2009 at 10.03 PM

ขอบคุณลุงเฮ้าส์ที่ชี้แนะ ดิฉันค่ะ
และหยุดยาวๆแบบนี้ไม่ไปเที่ยว หรือพักผ่อนที่ไหนหรือ ??? ขอบคุณมากที่สรรหาสิ่งที่ดีมาฝากสมาชิกค่ะ ดิฉันประทับใจมากค่ะ และรวมถึง ดร กอบศักดิ์ด้วย ขอให้รักษาสุขภาพทั้งคู่ค่ะ

ลุงเฮ้าส์ ดิฉันชอบมากค่ะ บ้านบ้านดีค่ะ ดิฉันมักชอบที่ลุงเฮ้าส์เขียนเรื่อง บ้านบ้านค่ะ อ่านแล้ว จริงดีค่ะ
เห็นด้วย ราคาแพงจริงๆ ดิฉันก็ไม่ได้ร่ำรวยมากมีเงินทองค่ะ แต่ยุคนี้ไม่ประหยัดใช้จ่ายมากไป ดิฉันกลัวจะยากจนตอนแก่ค่ะ เลยหันมาใส่ใจการลงทุน อดออม แต่ว่าหนีเสือปะจระเข้นังไงอย่างนั้น เพราะว่าโดนต้มจะเปื่อยเลย เกือบแย่ ดีที่ดิฉันพอจะหยุดและไม่พลั้งเผลอ จนไปเหมือนเพื่อนและญาติ และหันมาดู ดร กอบศักดิ์ เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ก็ยังว่าถ้าเก่งหรือพอไปได้ก็คงไม่ได้แวะวน แล้วดอย ตกรถไฟ เพราะดิฉันไม่ค่อยจะเข้าใจอะไรหลายเรื่อง ตั้งแต่มี Blog ดร กอบ ทำให้ดิฉันได้ post และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเช่น trade ผ่าน internet และได้ comment post ถามบ้างอ่านบ้าง สมัยที่ Blog MJ money channel ไม่ค่อยจะได้ post เพราะไม่ชอบเอามากๆ หมายถึง ตลท ค่ะ แย่มาก

ต่อไปจะเกิดโครงการ set in the city ดูดเงิน เพราะดิฉันก็พลั้งเผลอเข้าไปกะเขาก็งานแบบนี้แหละค่ะ
พรุ่งนี้โชคดีทุกท่านค่ะ แวะเวียนมานานเลยค่ะ มาอ่านค่ะ ขอบคุณค่ะ สนุกๆค่ะ มีความสุขเล็กๆๆค่ะ

ลุงเฮ้าส์
October 26, 2009 at 08.36 AM

Krugman กับเศรษฐศาสตร์ของเคนส์ ว่าด้วยภาวะกับดักสภาพคล่อง
คุณรติ มาโพสต์ไว้น่าอ่านมาก
รติ เขียนเมื่อวันที่ 26.10.2009 เวลา 06:48 น
แนวโน้มอุตสาหกรรมการเงิน: ปัจจุบันและอนาคต (MP3 และ PPT)
อ่านหยาบๆ คร่าวๆ น่าจะเป็นเรื่องเกียวกับ G3 อาจจะเกิด Lost Decade น่า่สนใจนะ

ขวัญชนก
October 26, 2009 at 09.02 AM

สวัสดีค่ะ หวังว่าจะสบายดีกันค่ะ และลุงเฮ้าส์ขยันมากๆค่ะ นับถือมากค่ะ
และคุณวิจิตราพูดถูกเรื่องของ set in the city หรือเวลาที่เขามาสัญจร ต่างจังหวัด จะพูดดีมากแต่จากนั้นก็หายไปไม่รับผิดชอบค่ะ ยืนยัน

ขอถามเรื่อง เศรษฐศาสตร์ของเคนส์ คือคนที่คุณวิจิตราเอามาหรือเปล่าเพราะไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลยค่ะ งงที่เขาบอก สภาพคล่อง กับดัก คือ อย่าไปดีใจที่เห็นเงินไหลมา อะไรแบบนี้หรือเปล่าค่ะ

ไปหาใน google มาค่ะ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) บิดาแห่งเศรษฐศาสตร์มหภาค ค่ะ ใช่คนเดียวกันเปล่า ความจริงไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ค่ะ

รติ
October 26, 2009 at 12.11 PM

ขออนุญาติตอบครับ เศรษฐศาสตร์ของเคนส์ และจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ คือคนคนเดียวกันครับ เก่งมาก นักเศรษฐศาสตร์ จะใช้หลักการของเคนส์เป็นแบบเรียนครับ

นักเศรษฐศาสตร์ Pual krugman ก็สนับสนุนทฤษฎีของเคนส์ครับ

ขวัญชนก
October 26, 2009 at 01.50 PM

ขอบคุณค่ะ ^^ อ่านไปไม่ค่อยจะเข้าใจหรอกค่ะไม่ได้เรียนอะไรลึกซึ้ง แต่ระยะหลังมานี้ได้จาก Blog ดร กอบ อย่างที่สุดหาไม่ได้เลย คือ แบบว่าแอบไปเก่งกว่าเพื่อนไปซะอย่างนั้น และใจเย็น คิดรอบคอบมากขึ้นกว่าเดิม
และไม่ฟังคำนักวิเคราะห์มากเหมือนอย่างเคยๆ

คุณรติ ไปดู รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ยังค่ะ แอบบอกว่า สนุกค่ะเป็นหนังไทยที่ดีเรื่องหนึ่ง ไม่คิดว่าจะไปสู่ 100 ล้านนะ เพราะว่าไปดูเพราะว่าว่างๆ เลยไปดูมาค่ะ แต่มันดีมากค่ะ ในแง่ที่ว่า คู่รักอาจไม่ต้องอยู่ด้วยกัน แบบตัวติดกัน แค่รู้ว่าอีกฝ่่ายคิดถึงและ รัก มันก็ดีมากแล้ว ประมาณนี้ค่ะ

ไปดูแล้วก็ดี ไม่ดูก็แนะนำ romantic ตลกนะไม่หวานมากอะไรแต่ซึ้งค่ะ

รติ
October 26, 2009 at 03.13 PM

ขอบคุณครับ^^
น้องที่ออฟฟิตก็เชียร์ให้ไปดู จะรีบหาเวลาค๊าพ ช่วงนี้หาเงินก่อน แหะๆๆ

ลุงเฮ้าส์
October 26, 2009 at 03.49 PM

และถ้า ประเภท ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็ดีใจที่ฉันยังมีคนที่ฉันรักล่ะ เพราะห่างกันมา 10 กว่าปี แล้ว เค้ายังไม่รู้เลยว่าเราก็ยังมีแต่เขาคนเดียว
(แต่เรารู้ว่า เขาลูกสองแล้ว ฮะฮ่า )(ช่างมันเถอะ ความสุขของความรักคือการได้รัก)
If the sky above you, should turn dark and full of cloud . And the old north wind begin to blow. Keep your head together . And call my name out load . Soon I be knocking upon your door.
You just call out me name . And you know whereever I am. I just coming. To see you again. Winter spring summer or fall. All you’re got to do is call. And I be there , yes I will. You got a friend.
พระเอ้ก พระเอก
ไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องจริง แต่เชื่อไม่เชื่อผมก็ไม่สนหรอก

Pimmada
October 26, 2009 at 04.04 PM

มีคนเชียร์เช่นกัน ส่วนตัวพิมชอบ เคน อยู่แล้วด้วยจะไปดูค่ะ

ขอถามคุณลุงเฮ้าส์ คิดว่าคุณลุงเฮ้าส์ เก่งมากรู้ทุกเรื่อง อธิบายเรื่องความรักได้ดีมาก
ความรักคือการได้รัก แม้ว่าเขาไม่รัก เราก็สามารถมีความสุขได้ ถ้าตามที่อ่านที่ลุงเฮ้าส์เขียนมา

และความรักคือ มิตรภาพหรือไม่ค่ะ ขอฟังความเห็นค่ะ เพราะดูแล้วลุงเฮ้าส์มีมุมมองความรักอย่างไร ตามอ่านแต่เรื่องสุนัข ตายค่ะ

ยิ้มมากค่ะ ท่าทางจะสนุก ชอบ Blog ดร กอบมากเพราะมีทุกอย่างเลย

ขวัญชนก
October 26, 2009 at 04.13 PM

ลุงเฮ้าส์ไปดูแล้วหรือยัง ไม่เคยนึกทราบว่าลุงเฮ้าส์ จะชอบหนังหรืออะไร ชอบประเภทไหนค่ะ
และที่เขียนมาน่าประทับใจมากค่ะ

หน้าตาทำให้เราสนใจกัน แต่สุดท้ายแล้ว จิตใจต่างหากที่ทำให้เราตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันค่ะ ขอไปโพสเรื่องสนุกแล้วกันเดี่ยวจะงงไปกันใหญ่ เพราะว่า โพสไม่เข้าที่เข้าทางหลายอันแล้ว ขอโทษด้วยนะค่ะ

ลุงเฮ้าส์
October 26, 2009 at 06.11 PM

ไม่ได้อยากอยู่คนเดียวหรอก ไฟลท์บังคับ มันเป็นผลรวมของอุดมการณ์ ความจงรักภักดี โชคชะตา
งงล่ะสิ ….. อิ อิ
มันไม่ได้สำคัญหรอก ว่าความรักของเราจะเป็นอย่างไร สมหวัง ผิดหวัง ผู้ให้ ผู้รับ
Point มีอันเดียว ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหนก็ตาม ถ้าเราเข้าใจมัน อยู่กับมันอย่างมีความสุข จะสมหวัง ผิดหวัง ไม่ใช่ประเด็น จะเสียสละ หรือจะได้รับ ก็ไม่ใช่ประเด็น
เรามีความสุข ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นตัวเรา หรือ คนที่เรารัก
คำตอบมันมีแค่นั้น
พูดจาเท่ เท่ อีกแล้ว
ปล. ชอบศิลปะ วาดรูป ออกกำลังกาย กีฬา ดนตรี มากกว่า แต่ยังทำไม่ได้ดี คือ เป็นสิ่งที่เหลือในชีวิต ที่ยังทำไม่ได้ดี (พูดถึงพวกงานอดิเรก กิจกรรมพิเศษ อะไรพวกนี้นะ)
แต่คิดว่า ถ้า ได้รื้อฟื้น ดนตรี กีฬา ศิลปะ กลับมาได้ จะดีมาก

สโรชา
October 26, 2009 at 06.17 PM

กลับไปเป็นเด็กอีกครั้งเหรอค่ะ คุณเฮ้าส์
มีคนที่เก่งทั้งๆหลายคน ที่ชอบ ศิลปะ วาดภาพได้งดงาม ดนตรีก็เก่ง แล้วก็หลายอย่าง ชอบถ่ายถ่ายรูปเปล่าค่ะ

บัวไม่เก่งซักอย่างเพราะว่าเด็กก็เรียน เรียนพิเศษ และเข้ามหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมบ้างตามวาระ และเรียน
จบ ทำงาน ดูมันชืดไปเลย อยากหาเวลาบ้างค่ะ
วันนี้ post มากมาย 555

สโรชา
October 26, 2009 at 06.29 PM

14 Oct 09 High 752.22 Low 714.39 Diff 37.83
14 Oct 09 Close 731.47 Low 714.39 Diff 17.08

15 Oct 09 High 736.34 Low 670.72 Diff 65.62
15 Oct 09 Close 692.72 Low 670.72 Diff 22.00

วันที่ 14 Oct 2009 diff price 37.83 จุด แล้วลากกลับคืนเอากำไรอีก 17.08 จุด
วันที่ 15 Oct 2009 diff price 65.62 จุด แล้วลากกลับคืนเอากำไรอีก 22.00 จุด
รวม 2 วัน………….diff price 103.45 จุด แล้วลากกลับคืนเอากำไรอีก 39.08 จุด

14 และ 15 Oct 2009 ราคาไหลลง 103.45 จุด
16 Oct 2009 บวกจาก 692 มา 717 อีก 25 จุด

และภาวะซึมเข้ามาแล้ว ณ ตอนนี้ค่ะ

สโรชา
October 26, 2009 at 08.16 PM

John Maynard Keynes ใช่ค่ะ คนเดียวกันค่ะ นักเศรษฐศาสตร์ มีเยอะค่ะ คนนี้เก่งค่ะ และทฤษฎีเขามาแก้วิกฤตรอบนี้แต่ต้องตามดู และเป็รคนเดียวในไม่กี่คนที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ที่ลงทุน ประสบความสำเร็จ

เพราะส่วนใหญ่ดูเหมือนว่านักเศรษฐศาสตร์จะรู้เยอะและรู้อะไรต่อมิอะไร แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะลงทุนได้เก่งหมดทุกท่านและทุกคนหกรอกนะ ดังนั้น ถ้าคิดว่าจะเล่นหุ้นเก่งๆๆ เเละมาเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ทางที่ถูกนัก เพราะว่าการลงทุนคือ ศาสตร์ที่ต้องใช้ศิลปะ อย่างมากมาย ในความเห็นส่วนตัวเพราะ บางคนไม่ได้เรียนมาทางนี้ และไม่ได้รู้มาทางนี้มากนัก แต่กลับประสบความสำเร็จในการลงทุนก็มีไม่น้อยค่ะ คุณขวัญชนก

และที่บอกว่าศิลปะ เพราะว่าต้องสร้างสรร หรือ สรรหา อะไรที่ประหลาดไม่ใช่แบ่งไข่ใส่ตระกร้า หรืออะไร เพราะบา
งคนก็หุ้นอย่างเดียวไม่กระจาย มันแล้วแต่ปัจจัยแต่ละคนเป็นไง เพราะเราต่างกันค่ะ

และคนที่เก่งหลายด้สนก็มีใช่ว่าไม่มีแต่น้อยมากๆค่ะ สงสัยว่าไปจีน อยู่ลืมกันแล้ว ไทยแลนด์ จะไปไหนก็คงต้องดูต่อไปค่ะ

สโรชา
October 26, 2009 at 08.32 PM

พอร์ตบล.โผล่60%
http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=73225

สงสัยว่าที่การซื้อขาย เบาบาง อาจจะเพราะพี่โบรกระวังตัวเองหรือไม่ค่ะ
หรือตปท ก็เบาบางค่ะ อันนี้ต้องให้คนที่ดู ตปท มาบอกค่ะว่า volume เบาหรือไม่ค่ะ
แต่ไม่รู้ว่าเพราะวันนี้ Hang Seng ปิดเลยทำให้ไม่คึกคักหรือเปล่าค่ะ

น่าระวังการลงทุนจริงๆ ความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นหาย ???

รติ
October 27, 2009 at 06.37 AM

ลิ้งค์สำหรับดู ตลาดต่างประเทศครับ (เอามาฝาก)^^

http://www.sanebull.com/m

Pimmada
October 27, 2009 at 09.28 AM

ขอบคุณคุณรติ คุณสโรชา ค่ะ
แปลว่าเขาจะเปิดการซื้อขายให้เราทราบแล้ว จริงเหรอ??
เพราะเขาเป็นโรคเลื่อนเสมอมา
และ yahoo finance ดีเปล่าค่ะ

วิจิตรา
October 27, 2009 at 09.50 AM

ดิฉันก็ดูที่ yahoo finance ค่ะ
แต่ดิฉันไม่เก่ง และดูค่าเงินไม่เป็น รอค่ะ

ที่คุณรติ เอามาดิฉันก็ดูค่ะ ชอบมากความจริงมีหลายที่เลยค่ะ แต่ดิฉันไม่เก่งมาก อาศัยดู HSI ว่ามันลดลงหรือเปล่า อาศัยดูต่างประเทศค่ะ

สโรชา
October 27, 2009 at 11.28 AM

http://finance.yahoo.com/currency-investing
ทางซ้าย 1เหรียญ เท่ากับ ทางขวาเท่าไหร่ (ถ้าขวามากขึ้น แปลว่าเงินสกุลนั้นอ่อน และ ถ้าน้อยลง เงินแข็งขึ้น) ระวังจะสับสนด้วยนะค่ะ เพราะว่า แล้วแต่ web และ การเทียบด้วยค่ะ เอาจาก finance.yahoo ค่ะ

คุณวิจิตราไปดู dollar index ก็ได้ แต่ว่าช่วงนี้ อาจจะแข็งขึ้นเล็กน้อย แต่ระยะยาวแนวโน้ม อ่อนค่า ก็คิดว่าน่าจะอย่างนั้นเพราะไปฟัง แนวโน้มดอลล่าร์ที่ อา

แนะว่าดูยาวๆจะมองภาพชัดค่ะ มาดูรายวัน รายสัปดาห์จะเหนื่อยตามมากกว่า ยังไงก็ต้องเป็นแบบนี้ค่ะ อ่อนต่อเนื่องไม่มีแต่ว่าจะกระตุกเป็นช่วงๆค่ะ ใจเย็นๆค่ะ

แล้วรอได้รอนะค่ะ ชอบอยู่แอบบอก สู้ค่ะคุณวิจิตรา !!

สโรชา
October 27, 2009 at 11.39 AM

ลองดูอีกที่ค่ะ ก็สวยดี เน้นความสดใส และ สวยงามค่ะ
แต่ว่าเราก็ไม่เก่งมากและก็ใช้ Yahoo บ่อยค่ะ และวันหลังจะหาที่ดูมาให้ค่ะ อยากได้บอกค่ะ แต่ขอบอกว่าไม่เก่งเช่นกัน เพราะว่ามีปัญหา Market Timing ค่ะ

ลองไปดูค่ะ สนุกค่ะ
http://buttonwood.economist.com/content/gdc?source=features_box4

และ
http://www.marketwatch.com
http://www.bloomberg.com

ลุงเฮ้าส์
October 27, 2009 at 04.51 PM

STAGE 1 : ประมาณ 2005-2008
เป็นช่วงที่ในโลกเจอปัญหา Global Imbalance ซึ่งเป็นผลให้ค่าเงิน USD อ่อน จึงมีการ โยกย้ายเงิน ออกจาก ศูนย์กลางทางการเงินอย่าง USA ไปสู่ที่ต่างๆ
เม็ดเงินที่ออกมา เท่าที่พอจะทราบได้ มาจากตลาด Bond ใน USA (โดยที่ช่วงนี้ ก็มีกระแสการที่ รัฐบาลประเทศต่างๆ นิยมจัดตั้ง SWF เพื่อไปลงทุนในประเทศต่างๆด้วย (ตัวอย่างใกล้ตัวก็เทมาเส็ก กับ ชินคอรป์) )
ช่วงปี 2007 เงินจะไหลมาที่ตลาดหุ้น EM Asia มาก
ต้นปี 2008 เงินยังคงไหลมาที่ EM Asia อยู่ (คู่ไปกับการเริ่มหวาดระแวงวิกฤติ Subprime)

STAGE 2 : วิกฤติ เลห์แมน เอไอ จี ในช่วงเดือน 9 ต่อไปถึงต้นปี 2009
เป็นช่วงของการระดมสภาพคล่องกลับ ไปที่สหรัฐ เปรียบง่ายๆเป็นว่า วิ่งเข้าหา USD เพราะเข้าหาเงินสด

STAGE 3 : พอสภาพ Credit Crunch เริ่มเบาลงไป ก็เริ่มเกิดการไหลกลับ ตอนต้นไตรมาศ 2 จนมาถึง ณ ปัจจุบัน ซึ่งจะกล่าวได้ว่า
1. กลับมากังวลกับ Global Imbalance เหมือนเดิม และ
2. มีตัวกำกับอีกตัว คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผล 2 นัย คือ
– เข้า Asia
– การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ยังไง ยังไง ก็ไม่มีทางเป็น V Shape (ส่วนจะเป็น U L Squaere Root L(ขีดล่างฟันปลา) อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องกล่าวถึงในโอกาสต่อไป)

****ด้วยผลของ Global Imbalance ซึ่งกล่าวหยาบๆ ว่า ทุกคนจะพยายามออกจาก USD
แต่ก่อนอื่น ควรจะเข้าใจ ถึง ชนิดของเม็ดเงินก่อน คือ
1. เม็ดเงินภาครัฐบาล ธนาคารกลาง ได้แก่ SWF ของ จีน EM Asia , ตะวันออกกลาง , USD ล้นระบบอันเป็นผลจาก การอัดสภาพคล่องของ FED อย่างมาก
– SWF ต่างๆ ถือเป็น USD มาก (เพราะค้าขายกับ USA มาก )
– FED และรัฐบาลสหรัฐ อัดฉีดสร้างสภาพคล่อง 800 Billion ซึ่งมีผลให้เกิดเงินรวม 2 Trillion
(ในที่นี้ มีการกล่าวว่า ธพ. ใน USA มีเงินอยู่ในสภาพคล่อง 800 Billion เลยเดาว่า เป็นเม็ดเงินก้อนเดียวกันกับ ที่ FED อัดให้กับ ธพ.)
2.เม็ดเงินในภาคเอกชน
– ใน USA เห็นพูดกันถึง 2 ส่วนใหญ่ๆคือ เม็ดเงินใน Money Market Fund (มูลค่า ปัจจุบัน 3.40 Trillion)
และเม็ดเงินในตลาด Bond ซึ่งมี ทั้งที่ซื้อขายในตลาดแรก และตลาดรอง
– นอก USA ที่เห็นๆ ก็จะเป็น Yen Carry Trade
(เม็ดเงินใน ส่วนที่เป็นของรัฐบาลหรือภาคเอกชน อาจจะมีส่วนที่เป็นก้อนเดียวกัน “บ้าง” ก็ได้ เพราะอย่างเงินภาครัฐบาล ก็อาจจะไหลไปที่ Money Market บ้างก็ได้ เช่น FED ปล่อยกู้ แก่ ธพ. ,ธพ. ไม่ยอมปล่อยต่อ เอาไปแช่ไว้ในMoney Market)

********
ตัวกำกับที่ผมเอาขึ้นมาบอก คือ “กระแสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” ที่เอเชียฟื้นก่อน จะเป็นตัวกำกับ “Fund Flow” ว่าจะให้มันไปทางไหน เช่น เข้ามาที่เอเชีย
และ ลักษณะ “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” ที่มีความไม่แน่นอน ก็จะเป็น ตัว กำกับให้ Fund Flow พลิกทางหรือเปลี่ยนทางได้ ตลอดทั้ง
“เงินมากๆจะให้มันไปไหน”
(1.พวกดอกเบี้ย 2.ตลาดตราสารหนี้ คือ ทั้งตลาดแรก ตลาดรอง 3.ตลาดอนุพันธ์ ที่ส่วนใหญ่เป็น พวกโภคภัณฑ์ 4.ตลาดการเงิน สกุลเงินต่างๆ 5.ตลาดหุ้น 6.พวกสินทรัพย์ในประเทศต่างๆ เช่น อสังหา ที่ดิน และ
1.ตลาดนั้น กว้างและลึกพอ ที่จะรับปริมาณเงินมากๆได้มั้ย 2.ความเสี่ยงในแต่ละตลาด 3.ปัจจัยเฉพาะในแต่ละภูมิภาค 4.แนวคิดใหม่ๆ ในการหาเงินของประเทศตะวันตก)

ตรงนี้ ผมจะเอามาประกอบการพิจารณาในส่วนท้ายๆ ตอนนี้ให้รับรู้ไปก่อน

************* ว่าด้วยเรื่อง Fund Flow จะเป็นอย่างไร กับตลาดหุ้นไทย (เอาเฉพาะเรื่องกระแสการกลับไปที่ Global Imbalance มาคิดอย่างเดียว ,ยังไม่รวม “กระแสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” และอะไรอื่นๆ ในย่อหน้านั้น
กลับไปที่ “ชนิดของเม็ดเงิน” ขอแบ่งหยาบๆให้อ่านง่าย ว่า ดู 2 ตัว คือ
1.เม็ดเงิน ใน Money Market
2.เม็ดเงินในตลาด Bond

(ที่ไม่เอา Yen Carry Trade เข้ามาคิด เพราะคิดว่า เขาน่าจะเข้า ไปที่ออสเตรเลีย หรือเกาหลีใต้มากกว่า และ SWF พวก จีน ตะวันออกกลาง อะไรต่ออะไร พวกนี้ Play Safe)
(ที่สำคัญ เงินที่ FED อัดฉีดออกมา 2 Trillion “คิดว่า” นะ น่าจะเป็น ก้อนเดียวกันกับ Money Market มากกว่า ตรงนี้ “ต้องระวัง”มาก เพราะถ้าผมผิด นี่ผิดยาวเลย แต่ที่ผมตัดสินใจตัด เพราะว่า ผมตาม เม็ดเงินใน Money Market , Bond (ตลาดแรกและรอง) เพื่อหากรอบหลัก และผมจะตามเช็ครายละเอียดของการเคลื่อนไหว ค่าเงิน หุ้น น้ำมัน รายวันมากำกับอีกที คิดว่าถ้าจะพลาดก็ไม่น่าจะพลาดมาก และ กูรู หลายคน ที่ผมยอมรับ ก็ตามกันอยู่แค่นั้น)

ทีนี้ ช่วงสั้นๆ น่าจะเป็นยังไง
1.ในช่วงสั้น
- อย่างแรก เอาเรื่อง การพยายามลดปริมาณเงินในระบบก่อน
1.มาตรการต่างๆ ที่ FED ใช้เสริมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเมื่อตอนปลายปีที่แล้ว ถึงต้นปีนี้เริ่มลดน้อยลง ตามลำดับ
2. วิธีการที่ FED จะ ดึงเงินออกจากระบบ เริ่มมีการพูดถึงกันถี่ขึ้น บ่อยขึ้น มากขึ้น เช่น Reverse Repo ,การให้ “ดอกเบี้ย” แก่เงิน Reserve,ขายตราสารต่างๆ ที่ FED รับซื้อมา กลับคืนให้แก่นักลงทุน
งบดุล ของ FED อยู่ในสภาวะที่น่ากลัวมาก
เริ่มลดสภาพคล่องที่ เว่อร์ออกไปบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็น Exit Policy
-อย่างที่สอง
ยอดเงิน Money Market Fund ( สูงสุดประมาณ 4 Trillion ในเดือนมีนาคม)ลดลงมาเรื่อยๆ จนล่าสุดมาอยู่ที่ 3.40 Trillion
ในรายงานของ IIF บอกว่า Q3 เข้าตลาดหุ้นทั้ง Developed และ EM น้อย ลง แต่ไปเข้าพวก US Bond และตราสารหนี้แถบ EM ม่ากกว่า

-อย่างที่สาม
เงินใน Bond Market ที่เมื่อจบมาตรการ QE ของ FED, Yield กลับสูงขึ้น (จนดูเหมือน เงินไหลออก) แต่คิดไปคิดมา น่าจะเป็นเพราะว่า ในตลาดแรก มีการออก พันธบัตรหรือตั๋วเงินคลังมาก จน Supply เยอะมาก(เป็นสถิติเลย) เลยดันให้ Yield สูงขึ้นมากกว่า
ประกอบกับ ช่องว่างระหว่าง FED FUND RATE และ พันธบัตรรัฐบาลอายุยาวๆ ในปีนี้ อยู่ในระดับ 3 ถึงเกือบๆ 4 % (ซึ่งถือว่ากว้างมาก ค่าเฉลี่ย 20 ปี อยู่ที่ 1.46 %) (และมีแนวโน้มที่จะถูกถ่างออกไปอีก) ถ้าจะหากินด้วยการเอาเงินจาก Money Market Fund มาที่ Bond Fund ก็ได้ ไม่น้อยแล้ว
แนวโน้มในช่วงระยะสั้น (ในส่วนที่เป็นกระแสการเงินหลัก) คงจะโยกออกจาก สินทรัพย์เสี่ยงไปที่ Safe Heaven และ/หรือ เงินสด
คงมีการปรับฐาน(ในระดับโลก) ในเร็วๆนี้ เช่น อย่างเมื่อวาน ก็ดูเหมือนจะมีสัญญานการปรับฐานเล็กๆอยู่ หลักๆ ก็ ดาวน์โจนส์ลง – น้ำมันลง-ทองลง- หุ้น EM ก็ลง –ค่าเงิน USD ก็แข็งแบบแรงมาก จาก ยูโรละ 1.50-1.51 โผล่พรวดมาที่ 1.48-1.49

วกกลับเข้ามาที่ตลาดหุ้นไทย (อันนี้พูดเรื่องอิทธิพลของ Fund Flow อย่างเดียวก่อนนะ )
ก่อนอื่น ขอย้อนไปที่ ลักษณะของ Fund Flow ที่จะมีผลต่อประเทศไทย จะมี 3 ลักษณะ (1.เงินเข้าตลาดหุ้น 2.พันธบัตร 3.ปล่อยผ่าน BIBF 4. FDI)
เมื่อเอากระแสช่วงสั้นของ Fund Flow โลกเข้ามามอง ซึ่งมีแนวโน้มของการปรับตัวออกจากสินทรัพย์เสี่ยง หรือ พูดง่ายๆ แคบๆ Corrrection EM Asia น่าจะเกิด (แต่จะแรงหรือค่อยมันอีกเรื่อง)
ตลาดหุ้นไทยจึงควรจะลง
เสริมด้วยเหตุผลที่ว่า เงินเข้าตลาดหุ้นมานานแล้วด้วย แต่ก็อาจจะมีเม็ดเงินต่างชาติประเภท Hedge Fund เข้ามา
โดยที่จุด Critic น่าจะอยู่ที่ 750 จุด (เป็นจุด Critic เฉพาะ Fund Flow ,ไม่รวมปัจจัยอื่น)

——-ระยะกลาง (1 ปี 2 ปี 3 ปี)
แน่ๆกระแส Fund Flow เข้า เอเซีย ยัง Lead อยู่ (Asia-Oriented) ซึ่งคงจะเข้ามาอย่างมาก แต่น่าจะเข้า ไปทั่ว ทั้งพันธบัตร , BIBF (เพราะช่วงก่อนตกไปเยอะ) และคงเข้า FDI มากด้วย

แต่ตรงนี้ก็ต้องระวัง เรื่องที่ ธพ. จะเตรียมปรับกฏเกณฑ์ การปล่อยสินเชื่อ ซึ่งน่าจะทำให้เงินเข้า BIBF กระจายออกไปได้
แถมยังต้องระวัง เรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่มีความไม่แน่นอน (ซึ่งจะส่งผลต่อการเข้า-ออก สินทรัพย์เสี่ยง)
และ”ที่ไปของเงินด้วย”

——-ระยะยาว
เมื่อการเข้าเอเซีย จะเป็นลักษณะ Bubble แล้ว จะต้องระวัง ซึ่งจะมี Theme การเข้า-ออก สินทรัพย์เสี่ยงตามความคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เข้ามามีผลอีกเรื่อง
(แต่คิดว่า ช่วงนี้ ปัญหา เรื่อง “ที่ไปของเงิน” จะคลี่คลาย เพราะพัฒนาการตลาดเงินตลาดทุน จะทำให้เรื่องนี้จบได้)

ทั้งหมดนี้ เป็นการอธิบายเฉพาะเงื่อนไขของ Fund Flow อย่างเดียว แต่การจะมองตลาดหุ้น ต้องทำตามหลัก หาราคาพื้นฐ่าน แล้วค่อยเอา เรื่องต่างๆที่คิดว่าจะมีผล มาหาตัว Overvalue และ Undervalue

(ชิ้นนี้เขียนแบบไม่ Simplified เพราะไม่งั้นจะงัดความคิดรวบยอดออกมาไม่ได้ ต้องขออภัยด้วย เนื่องจากฝีมือไม่ถึงขั้นดร.กอบ)
(ว่าไปเขียนเอามันส์มากกว่า ประมาณ หมอผีปล่อยของ)

ลุงเฮ้าส์
October 27, 2009 at 04.58 PM

ทำมาย วันนี้ SET ปิดบวกได้ สงสัยจัง
Fund Flow ไม่ส่ง
ตลาดซึมตั้งแต่เช้า เปิดช่วงบ่าย Volume ยังแต่ 7-8 พันล้านเองมั้ง พอช่วงบ่ายแก่ๆ พรวดพราด พรวดพราดเลย ใครเข้า ต่างชาติเหรอ หรือว่าทำลายหลักฐานพอรท์เทรด หรือว่ารัฐบาลแอบอัดเงิน สร้างความเชื่อมั่น
ฟุ้งซ่า่นไปตามเรื่องน่ะ อย่าสงสัยเลย

ลุงเฮ้าส์
October 27, 2009 at 07.57 PM

แอ่น แอ่น แอ้น เฉลย วันนี้
+++++++++++++ ซื้อ ขาย สุทธิ

สถาบัน 3,039.02 3,037.4 1.98
ต่างประเทศ 2,833.18 3,580.5 -747.32
ในประเทศ 9,888.65 9,143.30 745.35
มูลค่าการซื้อขายรวม 15,760.84 ล้านบาท
รายย่อยโดนตามเคย สงสัยรายย่อยคงอยากช่วยชาติ สร้างคงามเชื่อมั่น แก่นักลงทุนต่างชาติมั้ง คิดในแง่ดีดีกว่า

Pimmada
October 28, 2009 at 12.10 AM

ขอบคุณคุณลุงเฮ้าส์ค่ะ ขออ่านเเละถ้าสงสัยอาจจะรบกวนเวลาในการถาม ตอบค่ะ

และจะ print ให้คนทีบ้านแหกลูกกะตาดูว่าการลงทุนมันต้องรู้ลึก รู้จริง แบบนี้ค่ะ ไม่ใช่มั่วนิ่มไปตามใคร ขอบคุณค่ะ

ลุงเฮ้าส์
October 28, 2009 at 04.28 AM

คุณ พิม ,ใช่ที่พี่ชายลงทุนแล้วไปได้ไม่ดีใช่ไหมครับ?
ผมไม่ได้เก่งอะไรมากมายนะครับ เพียงแต่ยึดหลักศึกษามากๆไว้ก่อน (ศึกษาอยู่ร่วม 3-4 ปี กว่าจะเริ่มลงทุน (คือต้องหาเวลามาศึกษาด้วยเพราะมีงานประจำทำอยู่)
รู้สึกว่าคุณพิมจะบอกว่า จะขอศึกษาสัก 2 ปีก่อน ค่อยเทรดใช่ไหมครับ เห็นด้วยครับ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก (ของของเรายังไงยังไงมันต้องเป็นของของเรา ,ผมถึงยังไม่มีอะไรเลย ฮี่)
ยินดีครับ ถ้าความรู้ของตัวเองจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่นบ้าง
โดยความเคารพอย่างสูง
คุณลุงเฮ้าส์ฮะ ฮ่าฮ่าฮ่า

ลุงเฮ้าส์
October 28, 2009 at 05.26 AM

การประมูลพันธบัตรที่ว่ามากจนกลายเป็นสถิติใหม่นั้น อุตส่าห์ยังมีคนเข้ามาประมูลเยอะอีก (Supply ว่ามาก มาก มาก แล้ว Demand ยังอุตส่าห์มาก มาก มาก อีก)

Oct. 27 (Bloomberg) — Most U.S. stocks…… as stronger-than-forecast demand in a Treasury auction and an unexpected drop in……
“The Treasury auction took some wind off the stock market,” said Peter Boockvar, an equity strategist at Miller Tabak & Co. in New York. “It reflects some rising risk aversion and belief the Fed will remain on hold because the economy is still looking very iffy. People are concerned about the sustainability of the economic improvement. The market might be heading for a correction phase.”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=aLBoq88X2FS8

The market might be heading for a correction phase.” นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นคนในวอลล์ สตรีท มาพูดเรื่องการปรับฐาน (Correction) แล้วตัวคนที่พูด “รู้สึก” จะ Bullish ด้วย

จึงกล่าวโดยสรุปว่า ในแง่ Fund Flow เข้าสู่ Correction Stage แล้ว (ค่าเงิน USD ก็กลับมาที่ 1.48 against Euro อีกแล้ว)

ลุงเฮ้าส์ฟันธง แต่กลัวจะโดนมันฟันกลับนะเนี่ย ฮี่ ฮี่
ไม่เป็นไร เขียนเอามันส์ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเขานี่หว่า
แต่ยังไงก็แล้วแต่ กาลามสูตรนะครับ
.

รติ
October 28, 2009 at 06.21 AM

บอกได้คำเดียวว่า ฮา ครับ 5555^^

รติ
October 28, 2009 at 06.23 AM

ขอบคุณ ลุงเฮ้าส์ อาหารเช้ามื้อนี้ อร่อยครับ แต่สมองยังไม่อิ่ม ยังรอรับเรื่อยๆครับ ^^

วันนี้โชคดีครับ^^

รติ
October 28, 2009 at 06.37 AM

วันนี้จะมีข่าววุฒิสภาสหรัฐ เรื่องการต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีบ้าน ครับ
ติดตามกันดูนะครับ

รติ
October 28, 2009 at 07.33 AM

หุ้นUSปิดในกรอบแคบ-ไนเม็กปิด$79.55
หุ้นสหรัฐปิดผสมในกรอบแคบ หลังนักลงทุนกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ด้านราคาน้ำมันดิบปิด 79.55 ดอลลาร์หลังดัชนัความต้องการน้ำมันในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแบบผสมผสานในกรอบแคบ จากดัชนีความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง สืบเนื่องมาจากความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ด้านราคาน้ำมันดิบไนเม็กซ์กลับมาปิดทะลุ 79 ดอลลาร์อีกครั้ง หลังข้อมูลสต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง ทำให้ปิดการซื้อขายในวันนี้ที่ 79.55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปิดตลาดหุ้น ดัชนีดาวโจนส์ ของสหรัฐ เมื่อคืนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 14.21 จุด หรือ0.14 เปอร์เซ็นต์ ปิดที่ 9,882.17 จุด ดัชนีแนสแดก ลดลง 25.76 จุด หรือ 1.20 เปอร์เซ็นต์ ปิดที่ 2,116.09 จุด ดัชนี เอสแอนด์พี ลดลง 3.54 จุด หรือ0.33 เปอร์เซ็นต์ ปิดที่ 1,063.41 จุด
ด้านตลาดน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนธันวาคม เพิ่มขึ้น 87 เซนต์ ปิดที่ 79.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านน้ำมันดิบเบรนต์ลอนดอน เพิ่มขึ้น 66 เซนต์ ปิดที่ 77.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ด้านราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก ของสหรัฐ งวดส่งมอบเดือนธันวาคม ปิดลดลง 7.40 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อออนซ์ ปิดการซื้อขายที่ 1,035.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

ที่มา :INN News

Pimmada
October 28, 2009 at 05.14 PM

ใช่ค่ะ คนเดียวกันค่ะ ลุงเฮ้าส์ ยังได้รับ email จากุงเฮ้าส์ค่ะ ขอบคุณที่จำได้ ดีใจจังค่ะ

print ค่ะไปให้เขาดู บ้านพิมแอบมีปัญหาเล็กๆที่เขานิดเพราะเขาหมดเงินเก็บมาขอตังค์อาป๊า โดนเหยียบค่ะ ไม่รู้ว่าเขาบ้าคลั้งได้ไง ยังกะยาเสพติด ขอเล่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ ลุงเฮ้าส์

สโรชา
October 28, 2009 at 05.35 PM

ขอบคุณค่ะ และจะไปอ่านศึกษาเพิ่มหน่อย คุณรติ สบายดีนะค่ะ
คุณเฮ้าส์ ด้วย รักษาสุขภาพค่ะ

คุณ pimmada เงินทองก็อย่างนี้ค่ะ ปัญหามักเกิดเพราะตอนไม่มีกะตังค์หรือ ขาด เข้าใจค่ะ แต่ว่าคุณพิมไม่ต้องรีบหรอกเพราะเราเองก็เเย่ค่ะ อิอิ

คุณขวัญชนกไป paragon ไงแล้วเล่านะค่ะ เพราะว่าไม่ค่อยได้ไปหรอก แต่ไป siam square ล้อเล่น อันนั้นให้เด็กๆเขาเดินกัน แต่อยู่ที่ฝั่ง paragon มากกว่าค่ะ

ไปทานข้าวดูค่ะ แพงดีค่ะ ขอเล่าว่าไม่ซื้อแต่ไปเดินค่ะ และจะเห็นอะไรประหลาดอีกเยอะค่ะ

บีม
October 28, 2009 at 05.58 PM

ต่างชาติขาย 3 วันติด สะท้อนว่าอะไรหรือไม่ และ ไทยจะเล่นกันเองหรือ ???
และ 703 จุดเทคนิคครับ แต่ว่า เฮ่อ หมดมุขแล้วเหรอครับ และเมื่อไหร่จะมีมุข ครับ มาเย็นแบบนี้ โดนอะไรหรือเปล่าไปยืมยาหม่อง คุณตอโต้งนะครับ

ลุงเฮ้าส์
October 28, 2009 at 08.36 PM

“ดูเหมือนว่า ” Fund Flow น่าจะกลับทางหรือทำ Correction น่ะครับ
ผม Refer เอาจาก คุณอุสรา วิไลพิชย์ (ซึ่งแม้หลังๆเธอจะบอกผิดมากกว่าถูก แต่ “โดยส่วนตัว”ผมยังคิดว่า Comment แกยังน่าสนใจอยู่ครับ , และถ้าจะว่าไป ยิ่งเธอบอกผิดมาสักระยะหนึ่ง ช่วงต่อไปเธอต้องระวังมากและประณีตในงานมาก ,ประกอบกับ เรื่อง Fund Flow เป็นเรื่องที่ยากเอามากๆ ใครจับทางได้ รวยข้ามคืนเลย แล้วใครมันจะไป ทำได้ง่ายๆ )

(เห็นแล้ว นึกถึงนักวิชาการจำนวนหนึ่ง ที่ตอนก่อนปี 40 ออกมาเตือนเรื่องเศรษฐกิจฟองสบู่ แต่สาธารณชน หัวเราะเยาะ พอฟองสบู่ปี 40 แตก คนถึงเฮโลมาให้ความสำคัญ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น แกโดนด่าไม่มีชิ้นดี)
คุณอุสราแกพูดว่า งวดนี้ สำหรับทางแถบเอเซีย เม็ดเงินเข้าทาง อินโดนีเซีย และ เกาหลีใต้ก่อน ซึ่ง วันนี้ ทั้ง 2 ที่ ก็ดัน
ลงแรง กว่าประเทศอื่นๆ (2.88% และ 2.41%)
ซึ่ง ต่อเนื่องมาจาก เหตุการณ์เมื่อวาน ที่เกิดสัญญานการเข้า Safe Heaven และ/หรือ เงินสด ในตลาด Bond ค่าเงิน USD
ผมเลยประเมินว่า เกิดการทำ Correction แล้ว (มีข่าวใน Bloomberg อีก หลายชิ้น ของวันนี้ ที่พูดในแนวเดียวกับผม แต่ผมยังไม่มีเวลาอ่านในรายละเอียด)
ฟังไว้เล่นๆแล้วกันนะครับ คิดซะว่าเป็นความเห็นของคนที่ชอบตามเรื่อง Fund Flow คนหนึ่ง อาจจะมีถูก หรือ ผิด ก็เพราะเป็นแค่ปุถุชนธรรมดา (เอ้ ตกลงจะบอกอะไรกันแน่เนี่ย : ) ) พูดจามีลับลมคมใน

บีม
October 28, 2009 at 08.52 PM

คุณอุสรา วิไลพิชย์ ก็ OK แต่งงอะไรนิดแต่เข้าใจแล้ว
ระยะสั้นมองยากครับ ค่าเงิน อัตราแลกเปลี่ยน ผิดได้ครับ แต่ห้มบ่อยเพราะคนฟังจะเจ๊ง

และยาวๆมองง่ายใจเย็นๆ ชื้นๆ ครับเพราะว่า Correction รอบแรกมีแล้วคือ วิกฤตข่าวลือ จะว่าไงก็ตาม แต่ความเชื่อมั่นในการลงทุน หดหาย

บล บลจ หยุดเทรดชั่วคราวเหมือนที่มีคนบอกว่าเก็บ ล้างบ้าน ก็ขอเวลามา 2 เดือนแล้ว กย ตค ถ้า พย ไม่ทำจริงจังผมว่าโดนโวยครับ

ประเทศไม่มีความน่าสนใจลงทุน เพราะการเมือง มันมีนัยมากครับ ถ้านโยบายไม่ชัดเจนมันก็เป็นเหมือน 3G มาบตาพุด และนานาที่ไม่อยากเอ่ย

ขอยกข้อความนี้เขียนต่อคุณสโรชานะครับ
ต่างชาติขาย 3 วันติด สะท้อนว่าอะไรหรือไม่ และ ไทยจะเล่นกันเองหรือ ???
และ 703 จุดเทคนิคครับ แต่ว่า เฮ่อ หมดมุขแล้วเหรอครับ และเมื่อไหร่จะมีมุข ครับ มาเย็นแบบนี้ โดนอะไรหรือเปล่าไปยืมยาหม่อง คุณตอโต้งนะครับ

สโรชา
October 28, 2009 at 09.10 PM

ดัชนีหุ้นไทยวันนี้ ปิดลบ 10.59 จุด หรือ 1.48% มาที่ 703.95

ประเภทนักลงทุน มูลค่าซื้อ(ลบ.) มูลค่าขาย(ลบ.) สุทธิ(ลบ.)

นักลงทุนสถาบัน 2,740.59 3,110.40 -369.81

นักลงทุนต่างชาติ 2,386.80 3,230.68 -843.88

นักลงทุนทั่วไป 9,810.66 8,596.97 1,213.69

หมดมุขค่ะ หมายถึงปัจจัยพื้นฐานยากดูเพราะตอนนี้ก็มีการเมืองนิดๆซึ่งเดาไม่ออก และ เทคนิคคอล เฮ่อ ไม่รู้ค่ะ เพราะว่าเทคนิคคอลไม่อยากเชื่อเพราะว่า ถ้าไงแล้วมันจะไม่ใช่เลย แต่คนส่วนใหญ่ใช้ จิตวิทยาสูงค่ะ

สโรชา
October 28, 2009 at 09.19 PM

ตลาดหุ้นที่ นักลงทุนต่างประเทศสามารถทำ กำไร จากอัตราแลกเปลี่ยน ได้อย่างมาก เห็นการแข็งค่าของเงินออสซี่จากต้นปีก็น่าจะทราบค่ะ
และก็เป็นเป็นตลาดหุ้นแรกๆ ที่มีโอกาสถูกขายทำกำไร
หากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐไม่อ่อนค่าตามคาดการณ์

ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยเพิ่งเริ่มต้นเห็นกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น ค่ะแต่โดน ข่าวลือ หรือ อะไรก็ตามมารุมเลยเป็นแนว sildway down มั้งบัวว่านะ

เรียงในเอเชีย และ ข้างเคียงไม่มีปัญหานะค่ะ
ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้

ลุงเฮ้าส์
October 29, 2009 at 06.55 AM

U.S. Equities Will ‘Drop Painfully,’ Grantham Says
Oct. 27 (Bloomberg) — U.S. stocks will “drop painfully from current levels” in the coming year amid disappointing economic data and shrinking profit margins, according to investor Jeremy Grantham.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601084&sid=aZxVyu8L9KA4
Gross Says Risk Asset Rally Peaked, Growth to Slow
Oct. 27 (Bloomberg) — Pacific Investment Management Co.’s Bill Gross said the six-month rally in high risk assets is likely at its peak as U.S. economic growth lags behind historical averages.
…. “Investors must recognize that if assets appreciate with nominal gross domestic product, a 4-5 percent return is about all they can expect even with abnormally low policy rates,” Gross wrote. “Rage, rage, against this conclusion if you wish, but the six-month rally in risk assets — while still continuously supported by Fed and Treasury policy makers — is likely at its pinnacle.”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601009&sid=aoaoF2T5v6Sg
Roubini Says Carry Trades Fueling ‘Huge’ Asset Bubble
Oct. 27 (Bloomberg) — Investors worldwide are borrowing dollars to buy assets including equities and commodities, fueling “huge” bubbles that may spark another financial crisis, said New York University professor Nouriel Roubini.
…“The risk is that we are planting the seeds of the next financial crisis,” said Roubini, chairman of New York-based research and advisory service Roubini Global Economics. “This asset bubble is totally inconsistent with a weaker recovery of economic and financial fundamentals.”…
…. An asset “bust” may not occur for another year or two as a “wall of liquidity” pushes prices higher, Roubini said. In a carry trade, investors borrow in countries with low interest rates to invest in higher-yielding assets…..
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601083&sid=aL31cgTxBDUM
Dollar Rally to Last for ‘a While,’ Jim Rogers Says
Oct. 28 (Bloomberg) — A rally in the dollar may last for “a while” as equity and commodities markets decline, said Jim Rogers, chairman of Singapore-based Rogers Holdings.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=ao_F7Av8z59E
Yen Rises as Stimulus-Exit Concern Damps Higher-Yield Demand
…. “We continue to target the dollar at $1.45 per euro in one month as risk sentiment is clearly showing signs of strain,” Singapore-based Gareth Berry, a currency analyst at UBS AG, wrote in a note today”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=axO7yyN5ax0A
เมื่อวานซืน(ตอนกลางคืน) เช้าในอเมริกา วันที่ 27
มีข่าว การ Correction ของ World Fund Flow ออกมาเยอะมากๆ ทุกคนเห็นพ้องว่า Correction แน่ แต่ระยะเวลา แตกต่างไปตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 1 ปี
อันนี้ตัดสินใจแล้วว่า คงไม่ฟันธง อะไรออกมาให้ (ซึ่งจริงๆ ตัวเองก็พอกะได้ว่าจะ อยู่ช่วงไหน) ขอทำหน้าที่เรียบเรียงมาให้ แล้วให้แต่ละคนไปสรุปเอาเองดีกว่า
เนื่องจากตัวเองก็ไม่ได้ ผลประโยชน์อะไร จากการมาโพสต์ แต่ดูไปแล้วมีสิทธิ จะถูกโวยเอาได้ ถ้าไปฟันธงแล้วเกิดใครมาหลวมตัวเชื่อ แล้วอาจทำให้ใครเสียเงินเสียทอง (เห็นตัวอย่างจากนักวิเคราะห์ ”ที่ดีๆ” “หลายๆคน” จาก “หลายๆที่” ที่เขา
”โดน” มาครับ ตัวเองก็เลยผวา)
อีกอย่าง Fund Flow เป็นเรื่องที่ยากเอามากๆ เห็นนักวิเคราะห์หลายคนไปฟันธงแล้วผิดก็โดนด่ากันเป็นแถบ หรืออย่างเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ Scale มันใหญ่เอามากๆขนาดนั้น (ทั้งโลก) ใครไปฟันธงแล้วผิด ก็เห็นโดนกันเป็นแถบ
(พูดถึงนักวิเคราะห์ ที่ไม่ได้ประจำอยู่ตามโบรกเกอร์นะครับ เพราะนักวิเคราะห์ประจำสถาบันการเงินที่ไม่ใช่พวกโบรกเกอร์ น่าจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับตลาดทุนน้อยมาก แล้วเท่าที่เห็น หลายๆท่าน จำพวกนี้ ก็ดูเหมือนจะเสียสละปลีกเวลามาวิเคราะห์ให้รายย่อยกันมากกว่า ค่าตัวแพงกันขนาดนั้น จะมาเสียเวลากับรายได้น้อยนิดจากการเป็นพิธีกรรับเชิญทำไม)
แต่เห็นว่า เวลาเขาพลาด หรืออากัปกิริยาไม่ถูกใจ รายย่อยท่านใด กลับถูกอัด ถูกว่าอย่างแรง
อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ชอบจริงๆ และตัวเองก็ไม่อยากโดนไปด้วย
คนเรามีความคิดที่หลากหลาย ควรจะเปิดกว้างฟังกันไว้ จะได้เกิดมุมมองที่กว้างไกล (แต่ถ้าไม่อยากฟังใครจริงๆ ก็ไม่ต้องไปฟัง เท่านั้น จบ ไม่เห็นจะต้องไปพูดจาอะไรแรงๆ)
คนเราเป็นมนุษย์ ปุถุชน มีสิทธิผิดพลาดได้ ยิ่งกับเรื่องใหญ่ๆโตๆ ที่วิเคราะห์ยากๆ โอกาศพลาดก็สูง ความข้อนี้น่าจะทำความเข้าใจเขามากกว่า (หรือถ้าเบื่อกับการผิดของเขามากๆ ก็ไม่ต้องไปฟังเลย ไปอ่าน Bloomberg ,CNN, Financial Time กันเอาเอง)
(อันนี้พูดเฉพาะนักวิเคราะห์ที่ดีๆนะ เพราะบอกตามตรงสงสารเขา)

รติ
October 29, 2009 at 07.01 AM

ไม่เห็นลุงเฮ้ามาปล่อยของเลย วู้ๆๆ ไปไหนครับ ^^
ผมมารอฟัง อะไรดีๆ วันนี้จะมีข่าวดีอะไรบ้างค๊าพ

ลุงเฮ้าส์
October 29, 2009 at 10.18 AM

เมื่อวานซืน(ตอนกลางคืน) เช้าในอเมริกา วันที่ 27
มีข่าว การ Correction ของ World Fund Flow ออกมาเยอะมากๆ ทุกคนเห็นพ้องว่า Correction แน่ แต่ระยะเวลา แตกต่างไปตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 1 ปี
U.S. Equities Will ‘Drop Painfully,’ Grantham Says
Oct. 27 (Bloomberg) — U.S. stocks will “drop painfully from current levels” in the coming year amid disappointing economic data and shrinking profit margins, according to investor Jeremy Grantham.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601084&sid=aZxVyu8L9KA4
Gross Says Risk Asset Rally Peaked, Growth to Slow
Oct. 27 (Bloomberg) — Pacific Investment Management Co.’s Bill Gross said the six-month rally in high risk assets is likely at its peak as U.S. economic growth lags behind historical averages.
…. “Investors must recognize that if assets appreciate with nominal gross domestic product, a 4-5 percent return is about all they can expect even with abnormally low policy rates,” Gross wrote. “Rage, rage, against this conclusion if you wish, but the six-month rally in risk assets — while still continuously supported by Fed and Treasury policy makers — is likely at its pinnacle.”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601009&sid=aoaoF2T5v6Sg
Roubini Says Carry Trades Fueling ‘Huge’ Asset Bubble
Oct. 27 (Bloomberg) — Investors worldwide are borrowing dollars to buy assets including equities and commodities, fueling “huge” bubbles that may spark another financial crisis, said New York University professor Nouriel Roubini.
…“The risk is that we are planting the seeds of the next financial crisis,” said Roubini, chairman of New York-based research and advisory service Roubini Global Economics. “This asset bubble is totally inconsistent with a weaker recovery of economic and financial fundamentals.”…
…. An asset “bust” may not occur for another year or two as a “wall of liquidity” pushes prices higher, Roubini said. In a carry trade, investors borrow in countries with low interest rates to invest in higher-yielding assets…..
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601083&sid=aL31cgTxBDUM
Dollar Rally to Last for ‘a While,’ Jim Rogers Says
Oct. 28 (Bloomberg) — A rally in the dollar may last for “a while” as equity and commodities markets decline, said Jim Rogers, chairman of Singapore-based Rogers Holdings.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=ao_F7Av8z59E
Yen Rises as Stimulus-Exit Concern Damps Higher-Yield Demand
…. “We continue to target the dollar at $1.45 per euro in one month as risk sentiment is clearly showing signs of strain,” Singapore-based Gareth Berry, a currency analyst at UBS AG, wrote in a note today”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=axO7yyN5ax0A

ของวันนี้ยังไม่มีเวลาอ่าน
จริงๆ เมื่อเช้าก็โพสต์ลงไปแล้ว 1 รอบ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถึงไม่เข้า สงสัยไปติดที่บ่นบ่นอะไรลงไป ฮี่ , เลยขอโพสต์ใหม่ แต่ตัดส่วนที่บ่นๆ ออกไปก่อน

วิจิตรา
October 29, 2009 at 11.17 AM

ลุงเฮ้าส์มาแล้ว ดิฉันรอคอยอยู่นะค่ะ สู้ค่ะ ดิฉันตึบไปแล้วค่ะ ภาษาอังกฤษ ลุงเฮ้าส์ เยี่ยมไปเลยค่ะ ดิฉันจะต้องใช้เวลากี่ ชม ค่ะกว่าจะอ่านจบ อ่านและจะเข้าใจ ภาษาไม่แข็งเเรงเลยค่ะ

มีข่าว UPDATE ปรับเซอร์กิตฯ ดัชนีหุ้นร่วง 5% พักซื้อขายทันที ตลาดหลักทรัพย์เตรียมใช้มาตรการหยุดซื้อขายชั่วคราวแบบใหม่ 30 นาที หลังดัชนีดิ่งต่ำกว่า 5% จากเดิม 10%

สโรชา
October 29, 2009 at 11.27 AM

คุณวิจิตรา บอกก่อนนะ เราไม่เก่งนะ เพราะดอยเช่นกันค่ะ แต่ pttep พลาดเป็นเหมือนกัน
1 SSF ถ้าไม่มั่นใจอย่าเข้านะค่ะ เพราะว่า ขนาดเรายังไม่กล้า CUT LOSS วินัยไม่ค่อยมี เสี่ยงที่สุดค่ะ อย่าเชียวขอห้าม

2 ผู้หญิงตัดสินใจไม่เร็วและเก่ง เด็ดขาดเท่าผู้ชาย

3 หุ้น PTT ปัจจัยดีที่สุดแล้วในตลาด และ sideway down ตอนนี้ ฟันปลา และ Surge มากมาย อิอิ อาจะแกว่งด้ทนแกว่งค่ะ

4 มองยาวว่า 6 เดือนครึ่งดีมั้ยถ้าดีก็ถือ และ หาจังหวัเฉลี่ย แต่ว่าไม่ใช่มาเฉลี่ยเวลานี้นะ และต้องดูเงิน และ พอร์ทดด้วย

5 ส่วนตัว ถ้าเป็นบัวนะ 2 ทางเลือก รอรีบาวด์ และกัดฟันขาย รอให้ลง อันนี้ต้องทนรอลงนะ แล้วรับ รอรอบใหม่
อีกทาง รอลง เฉลี่ย เพราะขาดทุนแค่บัญชี คุณวิจิตราไม่ขายไม่ขาดทุน จำไว้ค่ะ และใจร่มๆเข้าไว้ และจะเฉลี่ยต้องคิดเพราะว่าบางทีถ้าคิดว่าลงจริง การ cut loss มันจะดีกว่ามาก เพราะว่าเราจะมีเงินสดซื้อของถูก
จำปีที่แล้วได้เปล่าค่ะ ที่มันลงมาเรื่อยๆๆ สค ลงมาแล้วก็ช้อนหักหลายคัน จนสุดท้ายคนหมู่มากติดหุ้น และพอต่ำจริงก็อาจจะไม่มีเงินสดซื้อ ระวังหน่อยแล้วกัน การเฉลี่ยก็ไม่ใช่ว่าดี

6 ส่วนตัวมองเหมือนคุณรติ แต่เราก็ดอย pttep แต่ว่าน้ำมันน่าจะดี สาธุค่ะ

7 มันต้องศิลปะจริงๆค่ะ การลงทุน ระบายสีเอาค่ะ คุณวิจิตรา

8 sos ตลกมาก เราไม่เก่งถ้าเก่งก็รวยอื้อแล้วล่ะ

9 ขอไปถามแล้วจะมาบอกนะ เพราะที่เขียนมาได้มาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

10 สู้ๆๆ คุณรติ ขอบคุณค่ะที่มา ส่วนตัว คิดว่าลึกขนาดนั้นก็ได้ เอาไงก็เอา ลงก็ลง ขึ้นก็ขึ้น ติดดอยก็รอ ถือหุ้นดีก็ทนให้ได้ อย่าไปเล่นหุ้นที่ไม่ทราบแล้วกัน คิดว่าหมู่เราคงไม่มีหรอก ติดตัวใหญ่กัน แต่เราต้องไปหา market timing ให้ดีค่ะ

คุณตอโต้ง ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณทุกคน

ปล คุณมิ้ม เป็นกำลังใจให้ เพราะคนหมู่มากเหมือนคุณมิ้ม ใจเย็นๆ เหมือน FIF China นะค่ะ แล้วมัน จะ สดใส

เจออีกทีตอนเย็นเพราะว่า ไปทำงานก่อนค่ะ เดี๋ยวจะไม่มีเงินเดือนมาลงทุนค่ะ 5555

ลุงเฮ้าส์
October 29, 2009 at 11.38 AM

ส่วนตัวนะ, เพราะเชื่อว่าเดี๋ยวก็ต้องมีคนมาถาม
SET มันอั้นมา 2 วันแล้ว ควรจะลงหนัก แต่ไม่ยอมลง เหมือน พอรท์เทรด-สถาบัน-ขาใหญ่ รวมหัวกันให้ รายย่อยคิดว่า ดัชนีจะหลุดจาก 700 ได้ไม่เท่าไหร่
ทีนี้ 1.Correction ไม่รู้จะใหญ่หรือกลางหรือเล็กหรือยังแค่ชิมลาง
2.การเมืองจะเข้ามาซ้ำหรือไม่
เลยสรุปไว้ก่อนว่า ไม่ต่ำกว่า 650 ไม่รับ (แถมยังเผื่อใจไว้ที่ 600 ด้วย)
เท่ากับว่า แนวรับ-แนวต้าน 600-700 (เอาเท่าที่คิดได้ตอนนี้นะ)

กลยุทธ
-ส่วนตัวขี้เกียจเดย์เทรด ไม่อยากเกาะติดหน้าจอ เลยไม่มีแนวให้
-เล่นกลาง หรือ ยาว รอดัก ที่ 600-650
ถ้าหล่นมาที่ 650 ก่อน จะเก็บพวกตัวหวังเงินปันผล
ถ้ามาที่ 600 จะเก็บ ตัวที่ชอบ

หลังจากนั้นจะทำยังไงต่อ
ก็ต้องดูกันอีกที ว่า Correction เป็นยังไง,การเมืองเป็นยังไง อาจจะดูรายวัน หรือ ราย 3 วัน
(ต้องดูพวก พอรท์เทรด-สถาบัน-ขาใหญ่ด้วย)
แล้วอาจจะต้องสรุปใหม่ แต่คิดว่าคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้มาก

ทั้งหมดนี้คือ ความเห็นส่วนตัวนะ

มิ้ม คณนันท์
October 29, 2009 at 12.55 PM

ขอถามว่าก่อนหน้าทำไมมองว่า 800 จุดง่ายมากค่ะ
และตอนนี้มาแถว 600 จุด แปลว่า วิกฤตข่าวลือ เหรอค่ะ
เทรนเปลี่ยนไปเพราะอย่างนี้เหรอค่ะ
เเละรวมหัวกันเป่าหัวและหูไปที่ 800 ตอนนี้ก็เช่นกันคือ 600 มันน่ากลัวคนที่คุม ตลท
คิดแล้วไม่น่าเลย แต่เข้ามาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ขอบคุณ “ส่วนตัวนะ” ของทุกคนค่ะ

คุณลุงเฮ้าส์เก่งค่ะ ย่อมเอาตัวรอดทันสถานการณ์เสมอ แต่มิ้มไม่ค่อยเป็นมวยเลย เข้าทีก็คิดว่าดีแล้ว และก็จริงเวลาซื้อหุ้นตก เวลาขายหุ้นก็ขึ้น เศร้าใจเล็กน้อย

ขอบคุณค่ะคุณสโรชา ที่บอกและ มาตาม sos ของคุณวิจิตรา อบอุ่นมากค่ะ ชอบมากที่นี่ ขอบคุณอาจารย์ ที่ทำให้มาพบเจอคนดีๆและ จริงใจค่ะ

ขอบคุณมาก

รติ
October 29, 2009 at 01.04 PM

สนับสนุนครับ สู้โว้ย… พวกเรา

ปล.ขออภัยที่ไม่สุภาพ สุดจะกลั้นแล้วขอร๊าพ ^^

ตอโต้ง
October 29, 2009 at 01.40 PM

Khun sarocha ,ชอบครับเพลง ..ไปฟังมาแล้ว,

………ส่วนตัวมองเหมือนคุณรติ แต่เราก็ดอย pttep แต่ว่าน้ำมันน่าจะดี สาธุค่ะ……….

สาธุ ด้วยครับ

ลุงเฮ้าส์
October 29, 2009 at 02.07 PM

คุณ ตอโต้ง เดาตลาดไว้ยังไงบ้าง มาเล่าให้ฟังบ้างซิ

วิจิตรา
October 29, 2009 at 02.19 PM

ขอถามแบบโง่ๆว่า pttep มันต่าง ptt ไงล่ะ
ไม่มีมาบตาพุด
ไปกะน้ำมัน และน้ำมันอะไร
มาร์เกตแชร์ที่ 2
เหมือนรู้หมดเลย แต่มาถาม H a H a H a

แล้วจะไปดู และมาใหม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ เจอกัน

แดดเย็นๆๆ ตั้งใจทำงานเดี๋ยวจะไม่มีกระแสเงินไหลมาลงทุนนะ เงินเดือนประจำสำคัญค่ะ สู้ค่ะ
เพลงอยากรู้ มันก็เข้ากะ SET เพราะว่า อยากรู้ใจ SET นัก ที่ทำให้ดิฉันคิดหนัก ได้จริงๆ

แต่สงสัยมีคนคุยด้วย แปลกมาก มันเลยใจเย็น และ ตลก หัวเราะได้ ขอบคุณ ถือว่าทำบุญแล้วกันค่ะ ✿ ✿

เจ
October 29, 2009 at 02.36 PM

GDP สหรัฐจะส่งผลต่อตลาดหุ้นเรามากกว่า GDP ไทย โลกมันแปลกดีนะครับ

คนมอง 650 จุดแล้วครับ จิตวิทยามวลชนครับผม
ปัจจัยพื้นฐานปีนี้ ที่ 650 จุด และ เทคนิคคอล 650 จุด

มอง 800 จุดผมว่าตอนนั้นมีแต่เรื่องเงินทุนไหลเข้ามาบัง คนกลัวตกรถไฟ ไม่ระวัง และหลังจากข่าวลือจบ หุ้นก็ซึมมาระยะ อาจจะเกี่ยวกะ พอร์ทโบรกเกอร์ เพราะขอ ขอกินก่อน แล้วมาเลื่อนเอาความสวยงามตอนเดือน พฤศจิกายน เฮอๆๆๆ

ขอโทษครับผมว่ามันชัดเเต่คุณไม่ยอมเปิดพอร์ทแล้ว มาทำตอนนี้ก็คิดว่าคนไทยลืมง่าย ถ้าลืมง่ายคุณคงไม่เป็นบ่อน ในสายตาบรรดานักลงทุนหรอกครับ

ปรับเซอร์กิตฯ ดัชนีหุ้นร่วง 5% พักซื้อขายทันที ผมขอเห็นว่ามันทำได้แค่นี้ วันข่าวลือ มันก็บอกแบบนี้จะหวังอะไรครับ ผมว่า tradding เหมาะมากกะตลาดหุ้นไทย ส่วนตัวเช่นกัน ผมไม่ค่อยปลื้ม ตั้งแต่ต้น และ มันนี่แชลแนล ไม่มี ดร กอบศักดิ์ ผมก็ไม่อยากจะดูวันนี้ผมมานั่งฟังแล้ว ไร้ความรับผิดชอบ ก็บอกว่าราคามันสูงแล้ว แต่ผมขอถามตอนที่คุณๆปั่นไม่เห็นยักบอกว่าราคามันเต็มแล้วครับ ระวังด้วยครับ มิจฉาชีพออกมาหลายแบบ วิจารณญาณสำคัญมากครับ

หุ้นเวลาปรับฐานลงจะพลาดกันเยอะครับ ผมว่าทุกท่านเก่งเลือกหุ้นแล้ว ก็มีไม่กี่ตัวครับ
ผมเบื่อตลาดหุ้นไทย แต่มันจำเป็นต้องลงทุน จะให้ฝากแบงค์ ผมคิดว่าถ้าสหรัฐไม่ขึ้นดอกเบี้ย ไทยไม่มีทางขึ้นแน่ แม้ว่าเราไม่มีวิกฤต แต่มีโรคเรื้อรัง โรคเลื่อนก็เรื้อรังครับ
ตลท ไม่โปร่งใส วิกฤต ข่าวลือ ยังไม่ชัดเจน ที่ไหนจะมาครับ

เอเชียสวยงามแต่ไม่ใช่ไทยอาจจะมีให้ชื่นใจ
อย่าผยองเพราะ SET ไม่เหมือนใคร เคารพทุกความเห็นครับ

ตอโต้ง
October 29, 2009 at 02.55 PM

ลุงขอเย็นๆนะ , Trend line ( Day)
มีแรงซื้อพยายาม ทะลุแนวต้าน ตามปัจจัยภายนอกที่ดีขึ้นสั้นสั้น
,รอ EURO อีกไม่กี่นาที ??,

ลุง ว่า ประมูลพันธบัตร USA มูลค่า $123 พันล้าน ภายในสัปดาห์นี้ ,
ลุงว่าไงครับ ??

บีม
October 29, 2009 at 03.43 PM

คุณวิจิตราก็ทราบหมดแล้วครับ ไม่มีอะไรที่ไม่ทราบ แต่จังหวะก็ผิด
ผมด้วย ดอย pttep เหมือนกันครับ สาธุ !! ร่วมครับ

SSF ไม่มี vol แล้วมันเล่นกันยังไงล่ะครับ ไม่หนับหนุนแต่แรก ไม่ว่าจะอะไรก็ตามยกเว้นหุ้น ไปอ่านที่เขียนแต่ปีมะโว้แล้วครับผม

PTT 267 ญาติที่บ้านเช่นกัน วันเดียวกัน เพื่อนร่วมขะตามากอยู่ครับ ไปฟังเพลงครับ เเนะนำ จะได้ใจร่มหน่อย มันเหมาะกะเทรดครับ ยอมรับ แต่มันเครียดตรงดอย ตรงคอย นี่แหละพี่น้อง

ลุงเฮ้าส์
October 29, 2009 at 03.46 PM

ลุง ว่า ประมูลพันธบัตร USA มูลค่า $123 พันล้าน ภายในสัปดาห์นี้ ,
ลุงว่าไงครับ ??
เดี๋ยวเย็นๆมาตอบ ยังไม่ได้อ่าน Bloomberg ของวันนี้เลย แต่ 2-3 วันที่ผ่านมา(มันประมูลกันทั้งอาทิตย์ ) Supply งวดนี้ ที่ว่าเยอะจนเป็นสถิติ ก็ยังมี Demand ที่มาก (ธนาคารกลางชาติต่างๆ ก็ยังเข้าซื้ออยู่ งงเหมือนกัน)
รวมความแบบหยาบๆก่อน ว่า ออกสินทรัพย์เสี่ยง แน่ แต่ เมื่อไหร่ เท่าไหน ยังไม่กล้าสรุป (แล้วต้องดูตัวเลข GDP คืนนี้ และปฏิกริยาตอบรับด้วย )

Pimmada
October 29, 2009 at 04.25 PM

สวัสดีค่ะ เมื่อเช้าได้ฟัง อาจารย์ แบบไม่ได้ตั้งใจแต่ยิ้มเลยเพราะบอกที่บ้านว่า ดร กอบศักดิ์ ดีมากค่ะ และลุงเฮ้าส์ พิมถือโอกาสเอาผลงานของลุงเฮ้าส์ และ สโรชา พิมไปแจกที่บ้านค่ะ เขาก็ยับยั้งชั่งใจมากขึ้น พิมมาขอบคุณค่ะ พิมจะได้ไม่ห่วงการเมืองในบ้าน พูดเหมือนลุงเฮ้าส์ค่ะ ^^

และญาติที่ต่างจังหวัดบอกว่าดีค่ะ เพราะเขาอยู่เชียงใหม่ ที่อื่นอีก
และพิมก็ให้เขาบล๊อคมาดูว่าเขาต้องลงทุนกันแบบนี้ มีคนมาอ่านสิ่งที่ลุงเฮ้าส์เขียนด้วย ดีใจมากค่ะ พิมขอบคุณค่ะ ทุกท่านด้วย ดีหมดทุกคนอย่าน้อยใจนะ เพราะว่ารับคำชมจนล้นมามอบให้ค่ะ

ลุงเฮ้าส์
October 29, 2009 at 06.41 PM

คุณPimmada, ผมไม่ได้เก่งอะไรมากมายนะ
ไม่ได้จะถล่มตัว ถ่อมตัวอะไรหรอกนะ แต่คิดว่าตัวเองยังไม่ใช่คนเก่งแบบ”จริงๆ”
จุดอ่อน ผมยังมีอีกเยอะ (ภาษา, บางครั้ง ก็มีอคติ, บางทีก็ยังใช้ลูก”เดา” บ้าง,ฯลฯ)
ถ้าจะมีดี ก็น่าจะเป็นว่า “พยายามเข้าข้างตัวเองให้น้อยที่สุึด” มากกว่า
ไอ้งานที่ผมเขียนออกไป บางคราวผมไปลองย้อนอ่านดู ก็เจอจุดอ่อนอยู่มาก
คิดว่า คุณพิม คงจะเจอคนที่ลงทุนแล้วพยายามศึกษาคล้ายๆผมมายังไม่มาก มากกว่า
พอมาเห็นผม ก็เลยคิดว่า เก่ง ดี อะไรไป
แต่ผมขอยืนยันครับ ว่าตัวเองยังมีจุดอ่อนอีกเยอะ เพียงแต่ค่อยๆ พยายามกำจัดจุดอ่อนไปทีละข้อมากกว่าครับ

ลุงเฮ้าส์
October 29, 2009 at 06.48 PM

ณ วันที่ 29 ต.ค. 2552 หน่วย: ล้านบาท

นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ

สถาบัน 4,743.03 5,979.89 -1,236.86

ต่างประเทศ 3,369.15 6,045.29 -2,676.14

ในประเทศ 13,211.85 9,298.85 3,913.00
รายย่อยรับอีกตามฟอรม์ ราคาถ้ามันถูกจริง ทำไม สถาบันไม่ซื้อ (ต่างชาติไม่ต้องพูดถึงนะ)
ส่วนสถานการณ์ตลาดตราสารหนี้ ต่างชาติ ขายนิดหน่อย (ไม่มีนัยยะ)
ค่าเงินบาท เริ่มดีดกลับ
http://www.kasikornbank.com/k/f/Base/KBank/Static Files/Public/News/Publications/Foreign Ex/Graphs/THB.gif
แต่คิดว่าคงต้องตามต่อสักอาทิตย์จนกว่าจะมั่นใจจริงๆ (เหตุการณ์ 2-3 วัน เอามาตัดสิน Trend ไม่ได้)

ตอโต้ง
October 29, 2009 at 08.12 PM

ลุงครับ ประกาศผลสอบตอนเย็น ,ไม่ต้องมีคำบรรยายอะไรมากครับ ,

คืนนี้ต้องทำการบ้านอีกครับ ,เห็น TFEX short short เยอะอย่างนี้ นึกถึง วันจันทร์ที่ 12/10/52 วันนั้นแค่ส่งสัญญาณตลาดเดียว แต่วันนี้ทั้งสอง ตลาด ,ปัจจัยภายนอก ดัชนีชี้นำหลายตัว กลัวจะหลุดจุดต่ำสุดที่แล้ว (ดูย้อนหลัง สามเดือน ผ่าน YAHOO ก็ได้ครับ),

SET สรุปมูลค่าการซื้อขายสิ้นวัน ณ วันที่ 29-Oct-09

นักลงทุน………. ซื้อ………. ขาย ………..สุทธิ
Volume 21,324.03

สถาบัน……… 4,743.03…….. 5,979.89 ……..-1,236.86
ต่างชาติ ……..3,369.15 ……..6,045.29 ……..-2,676.14
ในประเทศ …….13,211.85 …..9,298.85 ………3,913.00

TFEX ณ วันที่ 29/10/09 หน่วย: ’000 บาท (มูลค่ายังไม่ตัด Gold ,SSF)

นักลงทุน………ซื้อ………. ขาย………. สุทธิ

สถาบัน………. 2,350,627.40 …….. 2,029,628.10 …… +320,999.30

ต่างชาติ………. 368,486.30 ………. 1,511,466.80 ……. -1,142,980.50

ในประเทศ……… 5,256,771.75……… 4,434,790.55 ………. +821,981.20

มีเรื่องชวนคิด ในมุมมองคนอยู่กับ Future SET50 ,

สถาบันแม้จะ ซื้อสุทธิ ใน Future แต่เชื่อว่าเดาว่ามันเป็นวิธี Long Close (ปิดสถานะที่ shortไว้) ,
20/10/52 S50Z09 จุดสูงสุด 529 = 7 วันทำการ Range อยู่ที่ 40-44 จุด ต่อสัญญา ตามธรรมเนียม ต้อง ปิด Position แม้หวังว่าจะลงอีกก็ตาม เช่น Long 10 Long 20 ดันดันขึ้นให้ทะลุ Trend Line dayแต่ห้ามเกินจุดเปิดในวัน ที่ 487.5 และ ที่ SET ไม่ซื้อตาม , โบรกบางโบรกทำ short sell ที่ SET

ต่างชาติจะขาย ที่ราคา 480 – 487.5 ก็ยอมขายครับอันนี้ น่าคิดว่า กำไรถัวเฉลี่ยคงต่ำ ต้องย้อนกลับไปดูเดือนสิงหากันยาครับ +กำไรรอบข่าวลือแล้วเด้งขึ้นสุดที่ SET 739 ,วันนี้ไปดู เปอร์เซ็นต์ ที่เปิดสถานะ short ใหม่ ไม่ผิดปกติอะไร อยู่ในระดับที่รับได้,แต่สัดส่วนซื้อขายของต่างชาติ 1 : 5 ในTFEX อย่างนี้ไม่ชอบครับ, อีกมุมมอง ต่างชาติ ถือเงินสดมากขึ้นก็ยังดีกว่าเปิด short ไว้มากมากนะครับ ,

วันที่ 13/10/09 (พิมพ์ไม่ผิดนะครับ) S50Z09 ไม่ยอมผ่าน 540 ทั้งๆที่ สามารถผ่านได้สบาย (ปัจจัยภายนอกเขียวอี๋) มาจนวันนี้ S50Z09 ไม่ยอมขายต่ำกว่า 480 ทั้งๆที่ หลุดได้สบายเหมือนกัน (ปัจจัยภายนอก แดงน้อยลงเรื่อยๆ) มี
สถานะ short ต่างชาติ มากมาก เหมือนกัน

สุดท้าย……

หาหนังสือธรรมะอ่านทุกท่านครับ ,

เปิดเพลงคุณบีมล่าสุด ให้ดังดัง ,ดื่มนม โยกตามเพลงครับ,

คุณบีม ชอบครับเพลงที่แปะมา, อยากหัดร้องนี้มานานแล้ว ,ขอบคุณครับ

รอดู Fund Flow ดู Trend ใหญ่ๆ ว่าจะเอายังไง ครับ,

มีสุขกับสนุกในชีวิตทุกท่านครับ

ลุงเฮ้าส์
October 29, 2009 at 08.25 PM

คุณตอโต้ง ที่ว่าจะตอบเรื่องประมูลพันธบัตร รอแป้บก่อน คือ เมื่อกี้ ตัวเลข GDP ของอเมริกา เพิ่งจะออกมา 3.5 สูงมากๆ และวันนี้จะเป็นวันประมูลพันธบัตร(ในปริมาณมหาศาลเป็นวันสุดท้าย)
2 เรื่องนี้ กับ การตอบรับของตลาด จะชี้นัยได้มาก ต่อ Correction (ที่ในรอบอาทิตย์นี้ออกมาพูดกันเยอะมาก)
ขอข้อมูลออกมาก่อน และขอคิดละเอียดละเอียดด้วย
อีกอย่าง วันนี้ขี้เกียจแล้ว ฮี่

บีม
October 29, 2009 at 09.20 PM

ขอบคุณคุณตอโต้งครับ

เพลง ดื่มนมเลยเหรอ น้ำเปล่าพอครับ มันมากครับ ผมก็ชอบ ถือว่ามาฝากครับ

GDP 3.5% มันดีกว่าที่คาดหรือเปล่าครับ ผมไม่ค่อยได้ตามเศรษบกิจโลกเท่าลุงเฮ้าส์ นอนครับ หรือ ดื่มโอเลี้ยง ฟังเพลง โยกครับ

Pimmada
October 29, 2009 at 09.24 PM

ขอบคุณ ลุงเฮ้าส์ พิมแค่ดีใจมากที่เจอไง เพราะยังไม่เจอ
แต่ว่าลุงเฮ้าส์เป็นแบบอย่างไม่รู้ไม่ลงทุน บทวิเคราะห์ ก็อ่านเขาให้ซื้อก็ไม่ซื้ตามต้องตอบตัวเองให้ได้ซื้อเพราะอะไร พิมว่ามันดีมากค่ะ อย่าถล่มตัวค่ะ เพราะว่า พิมจะบอกว่า ลุงเฮ้าส์ คือ ความขยัน และ ความสำเร็จจะมาในไม่ช้า แต่อาจจะสำเร็จแล้วก็ได้ ค่ะ จุดอ่อนมีทุกคน ขึ้นกะว่ารู้แล้วแก้ไข ขอบคุณค่ะ แต่มันเป็นแนวทางในความพยายามค่ะ สู้ค่ะลุงเฮ้าส์ พิมไม่มีพอร์ท ไม่มีการลงทุน มาอ่านยังลุ้นตามกะทุกท่านค่ะ สู้ๆ

และอาจจะต้องรอ LTF เพราะมันจำเป็น มีประโยชน์ ภาษี สุดท้ายต้องเริ่ม อดออมไม่พอ ต้องให้รายได้เข้ามาสม่ำเสมอ แต่ไปสนใจกองทุนอสังหาค่ะ มันดีไหมยังต้องดูอีกค่ะ

ลุงเฮ้าส์
October 30, 2009 at 04.44 AM

อีตา Marc Faber นี่มันเว่อร์จริงๆ
Faber: In a Decade, Dollar Will Fall to Zero
http://www.moneynews.com/streettalk/faber_dollar_zero/2009/10/29/278760.html?s=al&promo_code=8FC3-1
ช่วงนี้พอดีงานเยอะ ไม่ค่อยมีเวลาแปลให้ เพราะแปลที จะค่อนข้างเสียเวลา เนื่องจากต้องเปิดดิกบ่อย ภาษาอังกฤษผมน่าจะจัดอยู่แค่ Intermediate นะ (ปานกลาง)

ลุงเฮ้าส์
October 30, 2009 at 06.11 AM

คุณรติคร้าบ
เช้านี้ ยังไม่ปล่อยของนะคร้าบ เพราะต้องคิดละเอียด
– GDP USA บวกมาก
– ผลการประมูลพันธบัตรเมื่อวาน
– จบ Credit Easing ส่วนเข้าซื้อพันธบัตร
คิดเชิง Fundamental ต้องละเอียดมากๆครับ

รติ
October 30, 2009 at 06.18 AM

ไม่รู้ล่ะ ผมจะรอฟัง 555 แต่ขออ่าน Marc Faber ก่อน
จะรอนะลุง ผมเป็นนักลงทุนระยะปานกลาง-ยาว ยังไงผมก็รอได้ค๊าพ^^

อ้อ.. มอนิ่งๆๆ ครับ มอนิ่ง สายัญสวัสดิ์^^ ครับทุกคน

ชาคริต
October 30, 2009 at 12.42 PM

ตอนวิกฤต ข่าวลือ ลองนึกดูว่าได้อะไรบ้างครับ กับข่าวนี้บ้าง ในที่สุดหุ้นก็ล่วงตามข่าวลือ
ทุกคนออกมาแถลงชี้แจงกัน เข้าใจกันสักพักเรื่องก็ผ่านไป

SET เริ่มนิ่งแล้ว คนที่ได้สติก่อนจะเริ่มหาหุ้นที่ตกมาหนัก ๆ แต่มูลค่ายังต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานคิดว่านี้เป็นโอกาสทอง แต่เมื่อวานก็รู้ว่าไม่ใช่โอกาสทองเพราะว่า

มันแปลกตรงที่ ณ วันนั้น 670 จุด ราคา PTT 251-252 คือต่ำจุดเหตุเมื่อวานที่ต่างชาติขาย กว่า 2000 กว่าล้าน
จะว่าเพราะอะไรก็ตามครับ แต่ราคาไหลลงลึก PTT 241 จุด ขณะที่ SET 687-690 จุด

มันแปลกดีนะครับ ที่ทำไม ผมหาเหตุไม่ได้ เพราะว่าไม่รู้ครับ ตอนนี้ผมยังไม่รู้ว่าอะไร ต่อไปจะเกิด แต่ผมคือไม่อยากจ้องมันมาก แต่มันจำเป็นเพราะทุกอย่างไม่แน่นอน

ผมเล่นหุ้นแบบถ้าต่างชาติไม่ซื้อผมไม่เข้า Follow Buy ครับ จะมาเล่นกะพี่กองพี่โบรกไม่ไหวครับ มันกินเรียบ มันเล่นออกบทวิเคราะห์มาเหมือนกันก็เจ๊งแล้วครับ หมายถึงสามารถเอาจิตวิทยามวลชนระดับหนึ่งได้ คนรอแถว 650 จุดเยอะครับ ต่างชาติ SELL ตลอด มันจะคึกคักไม่ได้เพราะ โบรกมันก็เก็บความเน่าที่มันก่อ และที่ถามว่า Sentiment เปลี่ยนเพราะว่า ความเชื่อมั่นหด รายย่อยกลัวโดนทุบ
ตลท มุ่งหวังแค่คนเข้าตลาดมากที่สุดคิดว่าจะดี แต่ผิดครับ ผิดที่ไม่ใช่คนเข้าไม่รู้หรือศึกษาน้อย เพราะหุ้นซื้อมา ขายไป หุ้นไหนดี เน่าแยกแยะได้หมด แต่ที่คนแต่ละคนติดดอย ที่หุ้นใหญ่ทั้งนั้น มันเพราะอะไร ก็ต้องดูอีกล่ะครับ ผมไม่รู้จะเอาไงกะ SET มานานแล้วครับไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ มันดีน้อยกว่าที่จะชีวิตมาจริงจัง

ผมมาอ่านที่ ดร กอบเพราะผมสนใจ ตปท ที่นี่เพราะสนใจในการลงทุน FIF ครับ เพราะอย่างน้อย มันคงสร้างผลตอบแทนตอนแก่หรืออนาคตได้ดี ถ้าประเทศไทยเป็นแบบนี้ความฝัน 1000 จุดขายฝันเหมือนปีที่แล้ว พอ 800 จุด มอง 1000 จุด ไม่เกิด ผมมองไม่ออกว่ามันจะไปไหนได้เพราะถอยหลังตลอด เวียดนามปีหน้าถ้าแซงเราได้ ผมว่าเราต้องคิดแล้วว่ามันเกิดอะไรกะประเทศไทยครับผม มีสติแล้วมองวันพรุ่งนี้ครับถ้าคิดจะเล่นหุ้น …. โชคดีเป็นของรายย่อยครับ

คนอื่นบวกคึกคัก เอเชียบวกมาก แต่บ้านเราล่ะครับ เหนื่อยใจมั้ยครับ ลงทุนด้วยความระวัง ไม่อยากเห็นดอยเยอะ เพื่อนเยอะครับ ผมก็ดอย แต่ดอยไม่นาน CUTLOSS ครับ

ส่วนตัว ความเห็นครับ อยากแชร์ มันเหลืออดเเล้วคร๊าบบบ

สโรชา
October 30, 2009 at 02.36 PM

ขอถามว่า วันที่ลงแรงด้วยการ Panic sell ที่ 670.72 จุด
ดู 2 PTT , BBL

PTT 251,241
BBL 114.5,110

low ของวันที่ 15/10/2009, 29/10/2009

คิดว่าราคามันแปลกและ อย่างนี้ไม่มีใครซื้อ ขาย ใช่เปล่าค่ะ
Vol น้อยดูไม่ชัดเจนหรือไม่ อย่างไร

หุ้นไทย 692.27 +2.17 14.34 น

ขอถอนใจกะ Set index

วิจิตรา
October 30, 2009 at 02.45 PM

ดิฉันว่าคุณสโรชาไปทานน้ำ อะไรก็ได้ ค่ะ และไปฟังเพลงคุณบีม กรี๊ดดดด ดีค่ะ

ตลาดมาลี เจอกันเพราะว่าของถูก อิอิ ลุงเฮ้าส์สู้ค่ะ

หุ้นวิ่งขึ้นสร้างความดีใจไม่นานและตอนนี้ไหลลง ไม่ค่อยจะ …

ใครที่โชคดีตอนที่ 670 จุด เมื่อวานอาจจะถอนใจอย่างว่า ต่างชาติ ฝรั่ง เขาไม่คุ้นเคย ขนาดเราๆท่านๆ คุ้นเคยยังผวา นับภาษาอะไร ฝรั่งไหนจะลงทุนจริงจังค่ะ ประเทศไทย เขาไม่โง่นะค่ะ นอกจากเงินเหลือล้นจริงๆๆ เหนื่อยใจ วันที่ 670 จุดใครช้อนได้นับว่าโชคดี แต่ว่าโชคดีไม่นานเลย มาเห็นแล้วก็แป่วใจ

บ้านเราดูทิศทางอะไรดีค่ะ ต่อจากนี้ น้ำมันก็ปิดเกิน 80$ ดีนะดิฉันไม่บ้าโหดไปเล่นตอนกระโด เเล้วมาดอย คราวที่แล้ว นั่งดูมันและส่ายหัวว่า ควรจะ Go China ดีเปล่าหนอ?? เพราะก็พอจะเข้าใจทิศทางเศรษฐกิจโลก ทางเอเชียอยู่บ้าง สุดท้ายต้องไปคร่ำเคร่งกะภาษา อะไรนักหนาไม่ทราบชีวิต

สโรชา
October 30, 2009 at 02.55 PM

คุณวิจิตรา นั่นนะซิ อะไรนักหนาชีวิต
คนที่ช้อน 670.72 จุด มีค่ะไม่งั้นคงไม่เบรกได้ที่ดัชนีนี้ค่ะ แต่ก็ปวดหัวเพราะว่ามันยากที่เข้าใจ
ส่วนตัว no comment และก็กลุ้มทานพาราเซตามอล ไม่ทำอะไรเพราะดูท่าทีเหมือนกัน
และคุณวิจิตรา Go china เหรอ FIF ใช่ป่ะค่ะ กำลังดูเหมือนกัน แอบบอกว่าเดี๋ยวนี้เขามีช่องทางลงทุนในต่างประเทศเยอะมาก ไปซื้อน้ำมันยังน่าจะดีกว่า PTT PTTEP เลยนะ เพื่อนที่ทำงานบอก เพราะไร้ซึ่งปัจจัยมารุมเร้า ไปตามที่เราเห็นไม่ใช่ มีมาบตาพุด ซึ่งประเมินไม่ได้อย่างที่เห็น ที่เป็น ขอบ่นสักที ตอนนี้เขาเซ็งตลาดหุ้นกันหมดนั่นแหละ

มีแต่ใครบางคนยังนั่งคร่ำเคร่ง เพื่ออะไรไม่ทราบ แอบบ่นแทนไม่เข้าใจเลย โอกาสลงทุนมีเยอะมาย่ำโต๋เต๋ ที่นี่ไม่คุ้มเท่าไหร่เมื่อดูจากที่อื่น สงสารค่ะ

คุณวิจิตราชอบชาเย็นเหรอ 555 ชอบน้ำส้มว่าไงล่ะ

วิจิตรา
October 30, 2009 at 02.58 PM

ดีที่รอ แบบ เรียลไทม์ ดีใจ ยินดีที่รู้จักแบบ ว่าดีใจ ว่างเหรอไปคุยที่เรื่องสนุกดีมั้ย ลุงเฮ้าส์จะเอ็ดเอาค่ะ อิอิ สุขเล็กๆๆบ่อยๆๆ ค่ะ

ลุงเฮ้าส์
October 30, 2009 at 03.13 PM

ดิ่มนม ฟังเพลง แล้วโยกครับ (ใครคิดมุขนี้เนี่ย คุณลุงเฮ้าส์ขอยอมแพ้เลย สร้างสรรค์มากมาก :) )
เมื่อกี้ ไปเหล่หน้าจอมา เมื่อวาน GDP อเมริกาบวก 3.5 ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ (บอกหลายนัยยะเลย) ดาวน์โจนส์ก็เลยบวก น้ำมันก็ขึ้น USD ลง หุ้น EM Asia ไปกันคนละ 1-2 % หรือกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยงกันอีก (ส่วนจะกลับแป้บเดียว หรือสองแป้บ เดี๋ยวค่อยว่ากัน ยังอ่านข่าวไม่จบเยอะมาก )
แต่ SET ของ พี่ไทย + 0.22 %
อือห์ วันควรจะลง ไม่ลง วันควรจะขึ้น ไม่ขึ้น
เท้าฮิ้งครับ
ดิ่มนม ฟังเพลง โยกครับ

ลุงเฮ้าส์
October 30, 2009 at 04.37 PM

คุณรติ
เอาเศรษฐกิจจริงก่อน
-GDP สหรัฐเมื่อวานขึ้นมาถึง 3.5 ยังไงยังไงไม่มีทางไม่มีนัยยะ และ ลักษณะ เศรษฐกิจ USA GDP ขึ้นได้ ครึ่งถึงหนึ่ง เปอร์เซนต์ ไม่ใช่เรื่องง่าย (ต่อให้เป็นการเปรียบเทียบรายไตรมาศก็เหอะ) และไส้ใน ก็บอกว่า เป็นผลจาก personal consumption,inventory investment, exports, and residential fixed investment ด้วย
(แต่ยังไงยังไงก็ไม่ใช่ V Shape แน่ๆ อันนี้เดี๋ยวค่อยมาตอบทีหลัง)
-นอร์เวย์ ขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารกลางญี่ปุ่น หยุดมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน นี่ก็เหมือนกัน ไม่ใช่สัญญานบอกเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแน่ๆ

แต่มันเป็นเรื่องของ”ฟองสบู่สินทรัพย์เสี่ยง”
(เดี๋ยวขอกลับไปทำการบ้านต่อ อันนี้ ขอส่งตอน 1 ให้ก่อน)
(ส่วนที่ SET แดงวันนี้ ทั้งๆที่เพื่อนบ้านเขียวอื๋อไปหมด อันนี้ยังไม่เห็นตัวเลข แต่เดาไว้ก่อนเลยว่า รายย่อยโดนต่างชาติกับ สถาบัน เล่นงานอีกแล้ว)

รติ
October 30, 2009 at 04.55 PM

ครับ ขอบคุณครับ
อย่างที่เคยโพสไว้ เรื่องกับดักสภาพคล่อง ผมรู้สึกว่า krugman กล่าวไว้ใกล้เคียงว่าจะเกิดครับ แต่ก็ขอฟังหลายๆทาง และก็จะติดตามที่ลุงเฮ้าส์เขียน ครับ^^

สโรชา
October 30, 2009 at 06.01 PM

ดัชนีหุ้นไทยวันนี้ ปิดลบ 4.86 จุด หรือ 0.7% มาที่ 685.24

ประเภทนักลงทุน มูลค่าซื้อ(ลบ.) มูลค่าขาย(ลบ.) สุทธิ(ลบ.)

นักลงทุนสถาบัน 3,859.88 3,308.75 551.13

นักลงทุนต่างชาติ 3,360.79 4,416.99 -1,056.20

นักลงทุนทั่วไป 11,665.03 11,159.96 505.07

ต่างชาติขายต่อเนื่องเลยค่ะ น่ากังวลใจว่าทำไม
และ ต่างชาติก็เขียว แม้จะแดงก็นิ๊ดเดียวเองค่ะ

ลุงเฮ้าส์
October 30, 2009 at 07.19 PM

วันนี้เม็ดเงินเข้า EM Asia (พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ว่ากันใหม่ ว่าเป็นช็อตช็อตไปก่อน เดี๋ยวสับสน เพราะช่วงนี้ มันเป็นช่วง Collection (Correction ศัพท์คุณวิจิตราเขา ช่างคิดจริงๆ :) )
(เออ บอกก่อน Correction มันมีหลายช่วงนะ ชิมลาง เริ่มต้น สูงสุด ผ่อนลง จบ ตอนนี้บอกไม่ได้ว่าช่วงไหน แถม GDP USA ยังมาเซอร์ไพรส์อีก นอร์เวย์ก็ลดดอกเบี้ย เฮ้อ ตรูปวดหัวนะเว้ย)

เอาเป็นว่า ในแง่ Fund Flow เม็ดเงินเข้า EM Asia เลยทำให้เพื่อนบ้านเรา มีตะไคร่น้ำเต็มไปหมด เขียวไปหมด

แต่ของเรา เลือดสาดกระจายอีกแล้ว ตอนแรก เดาว่า พวกพอรท์เทรดและผองเพื่อน (สถาบัน) ทิ้งร่วมกับต่างชาติ
ปรากฎว่า ต่างชาติเผ่นคนเดียว ฮิฮิ สมน้ำหน้า สถาบันก็ผิดทางเป็น น่ากลัวขายไม่ทัน
และตลาดตราสารหนี้ ต่างชาติก็ออกด้วย 3 พันล้านแน่ะ

แต่ไม่ใช่ผลของ Fund Flow โลก และปัจจัยในประเทศก็ไม่เห็นมีข่าวอะไร เลยคิดว่า ต่างชาติลดน้ำหนักการลงทุน ในวันที่ได้ราคาดี
(ลดน้ำหนักการลงทุนของเราในแถบเอเซียนให้มีความสำคัญน้อยลง เหลือเท่าฟิลิปปินส์อะไรประมาณนั้น)
ดื่มนม ฟังเพลง โยกครับ

บีม
October 30, 2009 at 09.31 PM

ผมว่าสถานการณ์อันตรายนะครับ SETอาจมี REBOUND เสี่ยงลงมากกว่าครับ

ต่างชาติ มีทางเลือกครับ แต่ไม่เลือกบ้านเรา เพราะอะไรผมไม่ทราบ ก่อนหน้าก็เห็นมาซะ แบบว่าตั้งตัวไม่ทัน แม้แต่ บลจ ยังเข้าไม่ทัน วันนี้คนคิดเปิดกระโดดและแล้ว มันเหมือนเดิม เหมือนว่าต่างชาติ ทิ้งหุ้นเราแบบไม่ใยดี ผมไม่รู้ว่าอะไร ทำไม งง งง งง 8O
ผมว่า บลจ มากกว่าช่วงนี้เพราะ พอร์ทเทรดมันเจี๋ยมไว้ก่อน ผิดหมดทุกทางครับ
ถ้าไม่มีมันแปลว่าบ้านเราการซื้อขายไม่เยอะด้วยเหตุประการนี้

ส่วนตัวนะครับ เพราะว่า เดาเอาครับ ว่าระวังหุ้นขาลงมันจะพลาดได้เพราะการปรับฐานบ้านเรามิสามารถบอกได้ เพราะมัน corection แบบ set set set ตามคุณวิจิตรา ;)
และ เพื่อนบ้านเรา มีตะไคร่น้ำเต็มไปหมด เขียวไปหมด ตามลุงเฮ้าส์ ;)

ลุงเฮ้าส์ โยกมากเอวระวังเอว เคล็ด นะครับ และลุงเฮ้าส์ว่า ตราสารหนี้ไปดูที่ไหนครับ
เขาก็ขายเหรอครับ อย่างนี้ ค่าเงินที่อ่อนเล็กน้อย

ผมว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทย GDP และความเชื่อมั่น ผมไปดูมาแล้ว ดีหมดเลยนะครับ ของประเทศไทย รึจะเป็นอย่างที่ สโรชาบอกว่า ไม่ค่อยไปกะ GDP ตามที่ Blog money channel
และน้ำมันวันนี้ก็ทะลุอย่างงาม 80$ ครับ

บีม
October 30, 2009 at 09.32 PM

ครับ หุ้นไทยไปไกลเพราะต่างชาติ จริง ;)
tradding เลยครับ ว่างั้น เก่งครับ แต่เหนื่อยครับ

ลุงเฮ้าส์
October 31, 2009 at 04.00 AM

ส่วนตัวครับ, ปัจจัยกดประเทศไทย ตอนนี้ คือ การเมือง (ซึ่งแต่ก่อนนัยยะต่อตลาดหุ้น น้อยถึงปานกลาง แต่ตอนนี้ปานกลางถึงมาก ,ส่วนตัวนะครับ)

ลุงเฮ้าส์
October 31, 2009 at 11.44 AM

Say Hi ! คุณตอโต้ง, คุณรติ ,2 สาวช่างเม้าส์ (วิจิตรา-สโรชา), ยัยเมย์จอมผลุบๆโผล่ๆ ,ขวัญชนก ชาวต่างจังหวัดผู้มีจุดยืนเป็นของตนเอง ไม่หลงแสงสี ,Pimmada ผู้ที่บ่นพี่ชายแต่ก็ยังห่วงเขา และ คุณ…. คุณ…. เย๊อะม้ากกกก มากมาก

ทำการบ้านให้อยู่นะ แต่ช้าหน่อย ชิ้นนี้ ย้ากมากมาก Correction
(ตั้งแต่สมัครเข้าเรียน Kobsak University เนี่ย ทำแต่การบ้านตลอด ชีวิตนี้ไม่เคยขยันอะไรขนาดนี้เลย ไม่รู้อะไรดลใจ )
สงสัยจะเป็นแบบที่คุณวิจิตราบอก “สนุกนิดๆ แต่ บ่อยๆๆ”
เอ้า ดื่มนม ฟังเพลง โยกครับ
ลุงเฮ้าส์ฮะ
ปล. คุณวิจิตรา ขออนุญาติแซวอีกรอบ (เรื่องสาวช่างเม้าส์) แล้วจะไม่แซวล่ะ ชอบจริงๆ กริ้ดดดดให้ฮ่ะ

รองเท้าฟาง
October 31, 2009 at 03.29 PM

สวัสดีครับ อาจารย์ สวัสดีครับทุกๆคน คิดถึงทุกคนครับ
เป็นไงกันบ้างคับ ลุงเฮ้าส์ยังเท้าฮิ้ง อยู่เหรอคับ
คิดถูกมากๆเลยครับ ที่ไม่ได้ไปวุ่นๆกับ ฟันด์โฟลว์
แค่พอรู้ทางอ่านข่าว แล้วแปลความให้ถูกทางก็พอ
สบายใจมากๆ สงบ ไม่วุ่นวาย
มีปันผลกิน หา ของดีๆไปขาย

สาธุถ้าผมพอมีบุญบ้าง ขอให้ผมเซ็งลี้ ฮ้อออ ฮ้อออ
ขออย่าต่อของผมเล้ย อิ อิ ขายอะไรก็ขอให้คล่องๆ
เพราะทำของมาคุณภาพดี ครับ ว่าจะไปเยือนตลาดมาลีนะลุง
เอาชุดแขวนเสื้อไปขาย อิ อิ :P

โชคดีทุกคนครับ

รองเท้าฟาง
October 31, 2009 at 03.44 PM

คุณตอโต้งครับ เดี๋ยวขอเวลาซัก 2 ปีนะครับ
จะรับผู้จัดการใหญ่ครับผม อิ อิ :P เหนื่อยชะมัด มาร์จิ้นกระต๊อย
เหนื่อยมากครับ สุดๆ แต่สบาย และ เย็นใจ
ใครจะทำอะไรทำไปเลยครับ
ปล่อยข่าวทุบหุ้น นี่แหละครับ ผมถึงถอนตัว
ไม่ใช่ว่าไม่รู้นะครับ แต่ละเหี่ยใจ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พระพุทธองค์ได้ตรัสถามชาวกาลามะต่อไปอีกว่า

“ชาวกาลามะทั้งหลาย ท่านจะพิจารณาเห็นความข้อนี้เป็นไฉน ความไม่โลภนั้นดีหรือไม่ดี เป็นกุศล หรือเป็นอกุศลวิญญูชนติเตียนหรือสรรเสริญ เป็นไปเพื่อความสุขหรือความทุกข์ ผู้ที่ไม่โลภ ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม

ไม่ชักนำผู้อื่นไปในทางที่เสียหาย ดังนั้น ความไม่โลภนั้นจึงเป็นกุศลหรือ อกุศล”
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เราเองก็ไม่ได้ดีหรอกครับ ค่อยๆละกันไป กิล่ง กิเลส

แต่ว่าวงการนี้เป็นอย่างนี้

วันก่อนหน้า ศก ไม่ดี คนตกงานเพิ่ม
ศก ดี ความต้องการน้ำมันเพิ่ม
2 วันต่อมา ศกไม่ดี ต้องการลงทุนในน้ำมัน ราคาขึ้นมา 2 เหรียญ
5 วัน สต็อกน้ำมันเพิ่ม( คือมีมากพอมากๆ ) น้ำมันขึ้นมาอีก 1 เหรียญ
ตูละงง อ่านไม่ดีนึกว่าเราแก่แล้ว หลงลืมนะเนี่ย 2 วันก่อนไม่ได้พูดอย่างนี้นี่
เรียกว่า เท้าแฮงค์ครับ คือ เครื่อง แฮงค์ ยิ่งกว่าเท้าฮิ้ง อิ อิ

มีโอกาศคงได้พบกันนะครับผม เพื่อนๆ คิดถึงครับ

รองเท้าฟาง
October 31, 2009 at 04.02 PM

ท้ายที่สุดจริงๆครับ พอเรารู้อย่างเขาแล้ว วิถีเก่าๆ
ที่เขาทำๆกันมาเรารู้ เราเก่งแล้ว
เราจะทำอย่างเขาหรือไม่ครับ เรื่องแบบนี้พูดกันยากจริงๆ

ลุงเฮ้าส์ คุณตอโต้ง ผมก็ไม่รู้นะครับ แต่ว่า
วิถีแบบนั้น เป็นผม ผมไม่เลือกครับ

MAY
October 31, 2009 at 04.34 PM

คุณรองเท้าฟาง สวัสดีค่ะ หายยยไปนานมากค่ะ คิดถึงค่ะ หายยยไปเลย
ขอให้คุณรองเท้าฟาง ขายของดีๆนะค่ะ เงินทองไหลมาเทมา เห็นบ่นๆ ค่ะ

ลุงเฮ้าส์ ต่อไปจะเห็นเมย์บ่อยๆไม่ผลุบโผล่แล้ว 5-5-5
ทุกคนจะไปตลาดมาลี แล้วเหรอค่ะ 5-5-5

อาจารย์ พักผ่อนเยอะๆค่ะ จะได้ดูสดชื่นค่ะ บายค่ะ

ลุงเฮ้าส์
October 31, 2009 at 07.14 PM

มันเป็นเรื่องของความจำเป็นด้วยนะครับ
ปัญหาการเมืองในบ้านผมมันจบยากครับ รากฐานความคิดมันไปกันคนละทางเลย
คนอื่นๆในบ้านผม เขาหาเงินเพื่อจะมีมากขึ้น มากขึ้น (ไม่ได้ถึงขั้น นายทุนจ๋าหรอกนะครับ ออกสไตล์ คนจีน ที่ชีวิตมีแต่การค้าน่ะครับ )
ส่วนของผม ก็ดัน เพื่อชีวิตจ๋า ถึงขั้น ไม่ยอมแต่งงาน เพื่อ 50 จะไปบวชเป็นพระ ทำมูลนิิธิ
มันก็ไปกันคนละทางเลยครับ
แล้วมาคิดดู ถ้าจะช่วยงานที่บ้าน (ภายใต้ระบบกงสี) ผมก็ไม่รู้ว่า ไอ้ที่ผมเหน็ดเหนื่อยมา เพื่อหวังจะไปทำมูลนิิฺธิอะไรของผม เมืิ่อถึงเวลาที่ผมจะเอา”ส่วน” ของผมไปทำมูลนิิที่ว่า จะมีปัญหามากน้อยแค่ไหน (ซึ่งดูแนวโน้มแล้วท่าทาง “สื่อ ตั่ว เรื่องใหญ่แน่” )
ประกอบกับมาคิดว่า ไอ้ชีวิตเรามันก็ไม่มีใครจริงๆ นอกจากพี่น้อง ถ้าต้องมาเล่นการเมืองกับพี่น้อง คงเป็นนิยายเศร้าเรื่องนึง
ก็เลยคิดว่า ที่ผ่านมา ที่ทำไป ถือว่าตอบแทนบุญคุณแม่ดีกว่า
ส่วนตัวเองก็ออกมาเริ่มใหม่ ทำของตัวเอง ซึ่งทีแรก ถ้าจะ ทำเป็นบริษัทย่อยออกมาจากที่บ้าน ก็ได้ แต่ดูแล้วก็น่าจะมีปัญหาได้ง่าย
ก็เลยตัดสินใจ หันมาทาง ภาคเศรษฐกิจฟองสบู่ดีกว่า
แต่ก็ไม่แน่หรอก ถ้ามันไม่ Work ก็ต้องยอมรับความจริง กลับไปเป็นแบบเดิม (ซึ่งก็คงต้องยอมรับว่า Function เพื่อสังคมของเราจะต้องมีปัญหาแน่)
แต่จะให้ทำอย่างไรล่ะ ถ้าเรา Try my best ไปแล้ว
โจทย์คนเรามันไม่เหมือนกันครับ เวลาจะพิจารณาใคร ต้องดูบริบท ที่มาที่ไป อะไรต่างๆ
อย่างการมายุ่งกับภาคเศรษฐกิจเก็งกำไร ก็เห็นด้านไม่ดีมันเยอะมาก ไม่จำเป็นก็ไม่อยากมายุ่งหรอก แต่หลายๆคราวนะครับ ถึงไม่อยากยุ่งก็ต้องยุ่ง
ลองคิดดู ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่หารายได้เสริม จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้เหรอ (อย่าลืมว่าโครงสร้างเศรษกิจสังคมไทย มันก็ไมท่ต่างจากทฤษฎี Marxist ที่เรารู้มาในสมัยเรียนหนังสือเลย โอเค ดูภายนอก เราคิดว่า ยังมี Elite ดีๆในเมืองไทยอยู่ แต่ปัญหาคือ คุณรู้จริงแค่ไหน
ส่วนตัวผม ซึ่งดันฟลุ้คๆไปรู้มาก ก็สรุปได้ชัดเจนครับว่า Elite เมืองไทยหาดีไม่ได้ (แต่จะให้ผมไปสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของสังคมด้วยวิีธีรุนแรง ผมก็ไม่เอานะครับ )
ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากได้ใช้ชีวิต แบบ ผู้ใหญ่บ้านวิบูลย์ เข็มเฉลิม มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ทำเกษตรกรรมผสมผสาน ดำรงชีวิตแบบเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ
แต่ความจริงกับความฝันมันหันเห สุขก็เหหันกลับพลันลับหาย
มนุษย์คือชีวิตเล็กๆที่งดงาม แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง
ถึงที่สุดแล้ว ถ้าการใช้ชีวิตของเรา มันสนอง Function เพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว เพื่อสังคม พ่วงด้วยชีวิตทางศาสนา ได้ครบ
คุณจะใช้ชีวิตในรูปแบบไหน ก็ได้
ทำไมไม่คิดบ้างล่ะครับ ว่าเศรษศาสตร์แนวพุทธก็เปลือกแบบนึง แก่นของมันจริงๆคืออะไร การสนองตอบต่อตัวเอง-ครอบครัว-สังคมและชีวิตทางธรรมใช่มั้ย แล้วถ้ารูปแบบของชีวิตผมมันตอบโจทย์ได้ล่ะ สมมุติประมาณเศรษฐฐีใจบุญ ของแท้ (ที่มิใช่ของปลอมอย่างวอร์แรนต์ บัฟเฟ็ตต บิลล เกตส จอรจ โซรอส) ล่ะ
จะถือว่าผมใมช้ชีวิตได้ถูกต้องมั้ย
ปัญหาที่สำคัญอันนึงของมนุษย์คือ คิดว่าตัวเองเข้าถึงแก่นแล้ว ทั้งๆที่ แค่เจาะทะลุเปลือกนอกไปได้ แล้วก็เอาสิ่งที่เราเข้าใจไปเป็นสรณะ บางครั้งก็เผลอเอาไปตัดสินคนโน้นคนนี้
ชีวิต คือ อะไร ไม่ต้องคิดมากครับ Back to basic สมัยเรียนประถม คุณครูสอนว่าคนเราเกิดมาต้องทำเพื่อตัวเอง ครอบครัว สังคม
อ้อ แต่เอามิติทางด้านศาสนาเข้ามาด้วย เพราะตอนประถมสอนเรื่องนี้ไม่แตก
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลนะครับ ไม่ใช่ข้ออ้าง

เอ คุณรติ อย่างนี้จะถือว่าผมปล่อยของไม๊เนี่ย ฮี่

ลุงเฮ้าส์
October 31, 2009 at 07.33 PM

ไอ้คุณลุงแกละของผม ไม่เห็นมันจะรู้จักคำว่า เศรษศาสตร์แนวพุทธ เศรษฐกิจพอเพียง มันรู้แต่ว่า มันต้องหาเลี้ยงตัวเองและลูกเมียมันให้รอด มันได้ช่วยเพิ่อนชาวตลาดของมัน เวลาที่ใครมีปัญหา บั้นปลายมันอยากบวชเป็นพระเอาดีทางธรรม ตามสไตล์คนบ้านนอกแบบโบราณ แค่นั้นเอง
ผมว่านี่แหล่ะ ของแท้

ลุงเฮ้าส์
October 31, 2009 at 09.05 PM

******ว่าด้วยการ Correction ของ World Fund Flow

World Fund Flow รอบนี้ ที่เริ่มตั้งแต่กลางมีนา (ที่หุ้น-น้ำมัน-อะไรต่อมิอะไรเริ่มมีราคาขึ้นนะ) ถูกพูดมานานแล้วว่า เมื่อไหร่จะปรับฐานหรือเกิดการทำ Correction
ในรอบอาทิตย์นี้ ได้เห็นทั้งข่าว และ สัญญานของการปรับฐานออกมาค่อนข้างชัดเจน
เช้าในอเมริกา วันที่ 27
มีข่าว การทำนายการเกิด Correction ของ World Fund Flow ออกมาเยอะมากๆ ทุกคนเห็นพ้องว่าต้องมีการ Correction แน่ แต่ระยะเวลาในการ เริ่มต้นแตกต่างกันไป ตั้งแต่อีก 1 เดือน ถึงอีก 1 ปี เช่น Nouriel Roubini,, Jeremy Grantham., Bill Gross- PIMCO, Jim Roger, Gareth Berry- a currency analyst at UBS AG, Bloomberg Survey,etc.
วันที่ 28
เห็นสัญญานที่เหมือนการทำ Correction กันไป 1 รอบ
วันที่ 29
ดันมีตัวเลข ดีมากๆ แถมมีนัยยะมากๆ แบบ GDP โผล่ออกมา Correction ก็เลยโดดกลับทางอย่างแรงมาก
วันที่ 30
ไม่มีตัวเลขสำคัญอะไรออกมามาก และที่มีออกมาก็ไม่ได้แย่มาก (คือผลไม่น่าจะส่งผล ”แรง” ต่อตลาดเท่าตัวเลข GDP เมื่อวานได้) แต่ปรากฏว่า คุณพี่ ดาวโจนส์ ลงไปต่ำเหมือนตอนต้นตุลาเลย (ทั้งๆที่เมื่อวาน GDP บวกมาก) Bond Yield ตัวสำคัญต่ำลงทุกตัว,น้ำมัน ก็ลงไประดับกลางตุลา(ทั้งๆที่เมื่อวาน GDP บวกมาก),หุ้นในยุโรปก็ลงกันแรงมาก,USD ก็ฟื้นเร็วมาก
สรุปว่า USD ฟื้นเร็วเกินไป ทั้งๆที่เมื่อวาน มีตัวเลขที่สำคัญมากออกมาและแรง และที่สำคัญคือ “หยุด” การทำ Credit Easing ในส่วน เข้าซื้อพันธบัตร ซึ่งจะต้องส่งผลในแง่จิตวิทยา ว่า USD จะต้องอ่อน (เพราะไม่มี FED เข้ามาซื้อพันบัตรอีกแล้ว ราคาต้องลง เงินต้องไหลออก USD ต้องอ่อน)
คือ เหตุผลไม่พอที่ USD จะแข็งค่าเร็ว ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะว่า เริ่มเกิด Correction
แต่ก็ไม่ชัวร์ เพราะเหตุการณ์ 3-4 วัน จะมาตัดสิน Trend ใหญ่ไม่ได้
แต่ยังไงก็แล้วแต่ ถ้ามองในภาพรวมใหญ่ๆ ดูเหมือนว่า เกือบทุกสำนักในโลก เชื่อว่า Correction แน่ๆ แต่ก็สรุปต่างกันไปว่า อาจจะ”เร็วๆนี้” หรือ “ภายในปีหน้า ” และ ระดับความแรงก็ตั้งแต่ เบาๆ ไปจนถึงทำให้จะทำให้ราคาหุ้น หลุดราคา Fair (ราคาสะท้อนปัจจัยพื้นฐาน) เลย
นั่นคือเรื่องที่ 1 “สัญญาน Correction ค่อนข้างชัดเจน”
เรื่องที่ 2 เกือบทุกสำนัก ก็เขื่อกันอีกว่า มันเกิดความเป็นฟองสบู่สินทรัพย์เสี่ยงในตลาดโลกกันแล้ว(ใหญ่ หรือเล็ก ,เร็วหรือช้า นั้นอีกเรื่อง)
(บางคนยังบอกถึงขั้นว่า ที่เศรษฐกิจมันดันฟื้นเร็ว ก็เพราะมันเก็งกำไรกัน มันเลยมีเงินมาใช้ เศรษฐกิจก็เลยโต รู้สึกจะใช้ศัพท์คำว่า Paper Asset’s Economy Growth)
คนจึงพยายามออกจากสินทรัพย์เสี่ยง
และเมื่อมามอง การประมูลพันธบัตร(ที่ว่ามากจนเป็นสถิติ $123 พันล้าน ) Demand ก็สูงมาก ซึ่งโชว์ว่าคนออกจากสินทรัพย์เสี่ยง
จากข้อ 1 และ 2 มันก็เลยสะท้อนว่า “ภายใต้ภาพรวมใหญ่ (USD มีแนวโน้มใหญ่ที่อ่อนลง ตามที่อ.กอบบอก) ระยะสั้น จะมีการ Correction (ซึ่งน่าจะเป็นช่วงนี้แหล่ะ) แต่ต่อไป ระยะกลางและ ยาว USD ก็จะอ่อนเหมือนเดิม”
และ “ Correction ในช่วงนี้ (ที่ยังบอก ระดับความแรงกับระยะเวลาไม่ได้) ก็อาจจะมี ข่าวดีมากๆ อย่าง GDP สหรัฐสูงเว่อร มาแทรก ทำให้ทิศทางดูสับสนได้”

อีกเรื่อง “ดูเหมือนว่า” ช่วงนี้ เกิดการผวา ฟองสบู่สินทรัพย์เสี่ยง (ราคาสินทรัพย์เสี่ยงขึ้นตั้งแต่มีนา)
ซึ่งไอ้ฟองสบู่สินทรัพย์เสี่ยงมีผลทำให้เกิดเงินเฟ้อในประเทศที่จำหน่ายโภคภัณฑ์ เช่น ออสเตรเลีย นอรเวย์ เลยเกิดการขึ้นดอกเบี้ยแบบ ชวนแปลกใจ
แต่สภาพอย่างนี้มันอันตรายมาก มันอาจจะเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ (ฟองสบู่สินทรัพย์เสี่ยงแตก ณ เวลา ที่ วิกฤติ Subprime เริ่มจะผงกหัว)
แต่คิดว่า ทางการประเทศต่างๆ คงต้อง กันปัญหา ด้วยการขึ้นดอกเบี้ย หรือ หยุดมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (อย่าง BOJทำไปเมื่อวาน (ญี่ปุ่น มีปัญหาง่ายจาก Yen Carry Trade)
ทีนี้มาดูไอ้ประเทศที่น่าเบื่อที่สุดในโลก อย่าง USA

คิดว่า การที่ GDP สหรัฐเมื่อวานก่อน ซึ่งขึ้นมาได้ถึง 3.5 “น่าจะ”เป็นเหตุผลเพียงพอที่ธนาคารกลาง FED จะหยิบมาใช้ ส่งสัญญานหยุดมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ในการประชุม FOMC อาทิตย์หน้า เช่น อาจส่งสัญญานว่าจะทำ Reverse Repo , ให้ดอกเบี้ยเงิน Reserve ฯลฯ
(ผมดูประกอบกับข้อความในช่วงต้นๆ ที่ว่า ควรจะเกิด Correction แล้ว FED น่าจะถือโอกาศนี้ เบรคปัญหา”ฟองสบู่สินทรัพย์เสี่ยง “ ซะเลย
ซึ่งการทำเช่นนี้จะส่งผลต่อ ภาคเศรษฐกิจ การเงิน คือ บรรเทา USD Carry Trade โดยที่
(“ภายใต้ภาพรวมใหญ่ USD มีแนวโน้มที่อ่อนลง แต่ ระยะสั้น จะมีการ Correction (ซึ่งตรงส่วนของ FED นี้ ถ้าเกิด เกิดขึ้นมาจริงๆ น่าจะช่วยบอกความแรงและระยะเวลาของ Correction ได้) แต่อย่างไรก็ตาม ต่อไป ระยะกลางและ ยาว USD ก็จะอ่อนเหมือนเดิม”)

แต่ในมุมกลับ ก็จะไปส่งผลค่อ ภาคเศรษฐกิจจริง คือ ทำให้การฟื้นตัวของโลก เชื่องช้าออกไปอีก

ตอโต้ง
October 31, 2009 at 11.58 PM

คุณรองเท้าฟาง ดีใจครับที่ทราบข่าวคราว ,ดีใจด้วยกับสิ่งที่ทำและมีสุขและสนุกกับมันครับ ,
นึกว่าที่ขอสมัครเป็นคนขับรถส่งของ ไม่รับแล้วแอบหนีไปดื้อดื้อเลยครับ , ที่เขียนไว้อะครับว่า…..
…………..เดี๋ยวขอเวลาซัก 2 ปีนะครับจะรับผู้จัดการใหญ่ครับผม อิ อิ เหนื่อยชะมัด มาร์จิ้นกระต๊อย …………
………..เพราะทำของมาคุณภาพดี ครับ ว่าจะไปเยือนตลาดมาลีนะลุง เอาชุดแขวนเสื้อไปขาย อิ อิ ……………..

งั้นขอถามครับ ไอ้ของที่สั่งมาขายเนี่ย ผลิตเองหรือสั่งมา Assembly แล้วติด แบรนด์ ของคุณรองเท้าฟางครับ ??,
แล้วขายผ่าน modern trade หรือ ยี่ปั๊วซาปั๊วแถวสำเพ็งโบ๊เบีครับ ??? หรือเจาะงาน Project ?
แล้ว “เอาชุดแขวนเสื้อ” มันมี Core benefit ที่แตกต่างกับ เจ้าอื่นๆมั้ยครับ?? , แล้ว จีน copy ได้มั้ย ??
ถ้าไม่เป็นความลับทางการค้านะครับ !!! , เพราะเคยรู้จักหลายท่านที่ทำ อุตสาหกรรม ทั้ง OEM ทั้งสร้าง แบรนด์ เอง บ่นเหนื่อยเหนื่อยกัน คือแต่ก่อน “เสือนอนกิน” เดี๋ยวนี้ต้อง “นั่งกิน” ครับ ต้องปรับตัว ยังรวยแต่ บ่น บ่น ,หลังหลังก็ไป จ้างจีนจ้างลาวจ้างเวียดนามผลิตกันแล้ว , เผื่อว่าว่าที่คนขับรถส่งของจะช่วยแชร์อะไรที่ไม่เกี่ยวกับปล่อยข่าวทุบหุ้นครับ ,
ส่วนเรื่องวิถีแบบนั้น ขอบคุณครับที่เป็นห่วง ,พูดและคิดตลอดครับ ว่าถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากมายุ่งครับ แต่ เหตุปัจจัยแต่ละคนก็แตกต่างครับ, เคยนั่งคุยกับแม่ค้าขายปลาที่ตลาดนัดแห่งหนึ่ง (คือบอกก่อนว่าหลังหลังหนึ่งในวิธีทำบุญที่ผมสบายใจอย่างหนึ่งคือ จะมีถังพลาสติก มีฝาล็อคไว้กระโปรงหลังรถ เวลาเดินทางไปไหนจะแวะ ซื้อปลาที่เขาจะทุบหัว ซักโลสองโล ตามกำลัง แล้วไปหาที่ปล่อยที่เป็นธรรมชาติ ต่อจากนั้นก็แล้วแต่เวรกรรมเขาครับ) แกตลกผมเวลามาจ่ายตลาดซื้อปลา จะเลือกที่ตายแล้ว ให้เขาทำให้ ที่ยังไม่ตายเหมาใส่ถังไปปล่อย จนวันหนึ่งได้คุยกัน แกก็บอกว่า บาปก็ส่วนบาป แต่ถ้าบาปแล้วทำให้ ลูกแกได้เรียนหนังสือ แม่แกมีข้าวกิน ก็ต้องทำ ทำมาสิบกว่าปีจนลูกจะจบปริญญาตรีแล้ว ครับ ,
บังเอิญว่าที่ผ่านมาผมแค่โชคดีกับ SET มาตลอด ,ตั้งแต่ยังไม่มี Future ให้ short , เริ่มจากเงินที่ประหยัดจากสุรุ่ยสุร่ายแถวเอกมัย-ทองหล่อ มีเงินอยู่ห้าหลักปลายปลายหกหลักต้นต้น บางคนอาจจะเอาไปดาวน์รถใหม่ บางคนนาฬิกายังแพงกว่าเลย ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาครับ แต่ก็ไม่ถึงกับต้องตื่นตีสี่ไปขายของก่อนไปเรียน ตอนนั้นยังไม่มีปัญญาเปิดพอร์ตเอง ฝากเขาเล่น ,พอได้เงินมากขึ้น ก็ฉลองฉันทะเรื่องการเรียนต่อโท ในระบบ edu-commerce สมัยหลายปีนี้มันง่ายครับไม่ว่าจะเป็นมหาลัย Top5,เรียน ขำขำก็จบ ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งมาแต่เด็กครับ แค่ผ่านผ่าน เรียนแบบไม่มีจุดหมายจนจบตรี , ไม่รู้นะครับ แต่เวลาคนมัน Aggressive มากมาก,
ได้หกหลักเจ็ดหลัก เก่ง แน่ โอ้โห แปดหลัก ห้าว โอ้พระเจ้า ไม่เอาแล้ว SET ,ไปเลยครับ ……ไอ้ที่โดนโดนมา 25% พลาดที่ ค่าเงิน Ho Chi Minh เพราะอยากมีอยากได้ในสิทธิการเช่าบางอย่าง , แต่ที่โดนอีก 75 % คือเรื่อง “จิตใจคน” ครับ ,เป็นเรื่องที่ อโหสิกรรม ไปหมดแล้ว ,

ทุกวิถีมีความเสี่ยงทั้งนั้นครับ ,พรุ่งนี้เดินข้ามถนน รถอาจจะพุ่งมาเมื่อไรก็ได้ , สุดท้ายแม่ค้าขายปลา ก็ขายปลาไปทุบหัวปลาไป แกก็มีวันนี้ ผมก็แค่ ทำในสิ่งที่ผมเคยทำได้ดีและหวังว่าจะทำได้ดีต่อๆไป และก็ไม่ประมาทอยู่แล้วครับ หกเจ็ดเดือนมันพอจะบอกผลของมันได้ครับ เหนื่อยเครียด แต่ สุขและสนุกเช่นกันครับ ถึงบอกว่าใกล้จะตกงานแล้วครับ เป้าหมายที่เคยคุยกับคุณวีไว้ มันอีกไม่นานครับ,

ส่วนเรื่อง………ไม่ชักนำผู้อื่นไปในทางที่เสียหาย ……….

เรื่องนี้บอกทุกท่านตลอดครับ future ให้รู้แน่แน่ว่าต้อง short แต่ถ้าเข้าไม่ถูกเวลา จะเสียหายหนัก ถึงพยายามเรียนทุกท่านว่า อย่าเล่นครับ future แต่มันส่ง นัยยะ ของ’ SET ได้ระดับหนึ่งครับ,,แต่เชื่อมั้ยครับ มีคนรู้จักกันที่เคลีย์หนี้เคลียสินกันพยายามมาอ่านที่ blog. ดร.กอบ แล้ว mail มาแซวที่ที่ผมเขียน ,ไม่ว่าเวบไหน ผมอ่านอย่างเดียวครับ ,แต่เห็นหลายท่าน ขาดทุนทางบัญชีจึงอยากให้กำลังใจครับ

โชคดีและมีสุขกับสิ่งที่ทำครับทุกท่าน

รติ
November 1, 2009 at 08.26 AM

ขอบคุณครับลุง^^ เพิ่งมีเวลาเข้ามาอ่านครับ ตอนนี้ก็print ซะเลย ง่ายดี เพ่งนานๆปวดตาครับ

ลุงเฮ้าส์
November 1, 2009 at 05.44 PM

เอามาฝาก เผื่อพรุ่งนี้ Set จะเอาข่าวนี้มาเล่น (ทำไมชีวิตฉัน มันดูว่างจัง สงสัย สงสัย)

แท่นขุดน้ำมันออสซี่บริษัทลูก ปตท.เกิดเพลิงลุกไหม้หลังรั่วนานกว่า 2 เดือน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤศจิกายน 2552 13:18 น.

ภาพจากหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางทะเลของออสเตรเลีย แสดงการรั่วไหลของแท่นขุดเจาะน้ำมันเวสต์ แอตลาส
เอเอฟพี – แท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัท PTTEP ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของปตท. เกิดเพลิงลุกไหม้ในวันนี้ (1) หลังเกิดปัญหาน้ำมันรั่วไหลในทะเลติมอร์ บริเวณนอกชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลียมานานกว่า 2 เดือนแล้ว

บริษัทพีทีทีอีพี ออสเตรเลีย แถลงว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันเวสต์ แอตลาส และสถานีบ่อน้ำมันมอนทาราเกิดเพลิงลุกไหม้

โฆษกหญิงของพีทีทีอีพีกล่าวว่า เบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญสามารถอุดรอยรั่วในบ่อน้ำมันดังกล่าว ซึ่งมีน้ำมันรั่วไหลลงทะเลเกือบ 400 บาร์เรลต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมาได้ในที่สุด แต่พวกเขาไม่สามารถหยุด หรือห้ามการรั่วไหลได้ และโชคร้ายที่เกิดไฟลุกไหม้ขึ้น

พีทีทีอีพีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในสถานที่เกิดเหตุทั้งสอง ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 250 กิโลเมตร ทั้งหมดปลอดภัย และไม่จำเป็นต้องอพยพพนักงานคนใดออกจากสถานีนั้นๆ ทว่า ทางบริษัทไม่ได้ระบุถึงความรุนแรงของเพลิงไหม้ครั้งนี้

ผู้ดำเนินการแท่นขุดเจาะน้ำมันแห่งนี้ต้องใช้ความพยายามมาเป็นเวลา หลายสัปดาห์ ในการหยุดการรั่วไหลของน้ำมัน ซึ่งนักสิ่งแวดล้อมกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตสัตว์น้ำในพื้นที่ดังกล่าว ในระยะยาวได้

ในวันศุกร์ (30) ที่ผ่านมา นักชีววิทยา ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลออสเตรเลียให้ทำการสำรวจแท่นขุดเจาะน้ำมันเวสต์ แอตลาส พบว่า น้ำมันที่รั่วไหลออกมาส่งผลกระทบโดยทันทีต่อสัตว์น้ำหลายสิบชนิดอยู่ไม่รอด เนื่องจากพวกมันไม่อาจลอยตัวอยู่ได้เป็นเวลานาน
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9520000130697

รองเท้าฟาง
November 1, 2009 at 07.51 PM

ขอบคุณครับ คุณเมย์

A
November 1, 2009 at 08.09 PM

สาธุ คงต้องกราบเชิญหลวงตาบัว ไปเทศน์เรื่อง ดอลลาร์ ช่วยชาติครับ
ทุกคนช่วยกัน ให้อภัยกัน ยากนัก ยากยิ่ง พี่อเมกาโจทย์เยอะครับ

ยิ่งผู้สอบบัญชีเข้าไปสอบงบสิ้นปี
ยิ่งเจอความ หุ หุ หุ
ช่วงนี้ อเมกาต้องการเงินมากๆ

จริงๆ วิถีการที่ธนาคารกลาง ต้องออกเงินมาเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
หรือ ให้ match กับ money demand พอเป็น ร้อยๆปี เงินเลย
มั่วซั่วไปทั่ว คนรวยเก็บเงินใส่ตุ่มไว้ เพราะกลัวว่าในช่วงชีวิตจะมีวิกฤติ
พอบ้านเราเมื่อก่อนไม่เข้าใจการปั๊ม MS ก็เลยทำให้ระบบรวน รวน
เพราะเข้าใจไม่ตรงกันนะครับ

ทีนี้ การที่อเมกาต้อง ปั๊ม ฟองสบู่ลูกใหม่ ซ้อนลงในฟองสบู่ลูกเดิม
ให้มันแตกแต่วงนอก คำถามคือ optimization ในฟองสบู่ลูกใหม่นั้น
อยู่ตรงไหน ต้องยอมให้หลายๆ bank ล้มไปก่อน ทรมานไปซักพัก
แล้วค่อยกลับไปให้คนเหล่านั้นกลับมาทำงานใหม่ ภายหลัง แต่ เจ้าของ เป็น
FDIC จะดีกว่าไหม ก็ไม่รู้ครับ คิดออกแค่นี้ครับ

ความช่วยเหลือจริงๆ แม้ว่าเขาจะทำไม่ดีกับเรามาก่อน ทางโลก โลก
เรียกว่าคนโง่แต่พระเยซูเจ้า เรียกว่า

การรับทรมาน โดยสมัครพระทัย ทรง หยิบแผ่นปัง และ เหล้าองุ่น แล้วยื่นให้สานุศิษย์
ทรง บิแผ่นขนมปัง แล้วทรงตรัสว่า
” จงรับปังนี้ไปกินให้ทั่วกัน นี่คือกายของเรา ที่จะมอบเพื่อท่าน”
” จงรับ เหล้าองุ่นนี้ไปกินให้ทั่วกัน นี่คือโลหิตของเรา โลหิต
แห่งพันธสัญญาใหม่อันยืนยง โลหิตที่จะยกบาปของโลก จงทำดังนี้
เพื่อระลึกถึงเราเถิด”

แล้วพระองค์ก็ทรงถูกตรึงกางเขน โดยไม่มีความผิด

แต่ไอ้วิถีการไม่มีเงิน รูดบัตร แล้วก็เสก สินทรัพย์
อันนี้ ศาสนาไหนก็ไม่ได้สอนครับ

กลับไปได้ ก็ใช้เวลานานอยู่ เพราะระบบเดิมคนมัน
form นิสัยกันมานานมาก ไม่ปั๊มเงินมาช่วยก็ไม่ได้
คนครับ พูดยากจริงๆ

MAY
November 1, 2009 at 08.33 PM

ไม่เป็นไรค่ะ คุณรองเท้าฟางมาคุย มาแบ่ง มาพูดค่ะ
และ สบายดีก็ไม่ห่วงค่ะ คนเคยทักทายค่ะ มีเพื่อนที่นี่ดีค่ะ
อาจารย์ ท่าทางใจดี ไม่บ่นเลยค่ะ
ลุงเฮ้าส์ ขยันมากกว่าใคร ได้เกียรตินิยม kobsak university แน่ค่ะ 5555

กอบศักดิ์
November 1, 2009 at 09.25 PM

มีหลายคนครับที่เข้าข่ายว่าจะได้เกียรตินิยมอันดับ1 เลยครับ

และแน่นอนลุงเฮาส์เป็น 1 ในนั้น ขยันมาก ขอบอก
คิดว่าขยันมาก กว่าที่ตอนเรียนหนังสืออีกแน่ๆ ตามที่ลุงเคยบอกครับ

แต่มีหลายท่านนะครับที่อุตสาห์เอาสิ่งต่างๆมาแบ่งปันกัน
ซาบซึ้งใจครับ ต้องไปทำงานสำหรับวันพรุ่งนี้แล้วครับ

รติ
November 2, 2009 at 05.52 AM

มอนิ่งครับ มอนิ่ง
ลุงเฮ้าส์ เมื่อวานผมนั่งอ่านที่ลุงเขียนเกี่ยวอุดมการณ์และแผนของลุงในอนาคต และอื่นๆ รู้สึกดีครับ รู้สึกใกล้เคียงกันบ้างในส่วนมูลนิธิ ใจผมอยากมีกองทุนที่ลงทุนเพื่อสังคม หมายถึงลงทุนแล้วผลกำไรเข้ามาสู่สังคม หรือมาพัฒนาในชนบท อยากทำจริงๆครับ แต่ก็ต้องใช้เวลา ซักวันคมีวันนั้นครับ ดีกว่าหาเงินมาซื้อตำแหน่งการเมืองที่ส่วนใหญ่ชอบกัน บริจาคให้พรรคที เป็นหลัก 10 หลัก 100 นี่ถ้าเอาเงินจำนวนนี้ไปสร้างโรงพยาบาลยังทำได้เลย เฮ้อ…มนุษย์

วันนี้ ขออะไรๆดีๆเข้าสมองนะครับลุง รอลุงปล่อยของอีก^^

รติ
November 2, 2009 at 06.27 AM

อยากไปลอยกระทงจังเลยครับ … แต่มีเรื่องไม่อยากไปคือ
1. การลอยกระทงเดี๋ยวนี้เหมือนหนังสงคราม ตูมตามๆๆๆ
2. การลอยกระทงต้องรีบลอยเดี๋ยวคนข้างหลังเขาจะทีบเอา จะมามัวอธิฐานไม่ได้
3. การจะลอยกระทง จะต้องคำนวนเรื่องพาหนะ เนื่องด้วยที่จอดรถ

3 ประเด็นนี้ทำให้ผมคิดว่า จะเอาน้ำใส่อ่างให้เต็ม แล้วลอยกัน
อิจฉาอาจารย์ครับ อยู่ติดแม่น้ำ สะบายเลยครับ ^^

ลุงเฮ้าส์
November 2, 2009 at 12.41 PM

ไม่มีจะให้ปล่อยแล้ว :)
ปล่อยซะจนตัวฝีบเหลือตัวนิดเดียวแล้ว :) :)

คร่าวๆนะ , ยังไม่เห็นอะไรสำคัญ ก็เดิมๆ
ช่วงนี้ Correction จาก Fund Flow ต่างประเทศ
กับการเมือง
2 ตัวนี้เป็นหลัก
ที่เหลือก็เอามาผสมโรง อย่างข่าวไฟไหม่ ปตท. , ขาใหญ่- พอรท์เทรด (อ้อ วันนี้มีประกาศเรื่องพอรท์เทรดด้วยนิ)
ไปละ จะไปแอบดู สาวๆ เขาเม้าท์กันที่ “เรื่องสนุก…” ซะหน่อย

สโรชา
November 2, 2009 at 12.54 PM

คุณเฮ้าส์ ไปทานข้าวเที่ยงค่ะ และมาดู อาจารย์ ค่ะ

ก็น่าถอนใจค่ะคุณเฮ้าส์ เพราะว่าไม่มีอะไรแล้ว จริงๆ

น่ากังวลกะ SET ที่เป็นแบบนี้ว่ามั้ยค่ะ

และ เศรษฐกิจไทย บัวไปดูแล้ว เหมือนที่คุณบีมบอก

ทุกอย่าง ok มากอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ไร้ความ surprise ให้เราๆค่ะ

วิจิตรา
November 2, 2009 at 04.26 PM

ขอแก้ไข ว่าข่าวลือค่ะ
เพราะว่าเขาเพิ่งมาชี้เเจงวันนี้ค่ะ ขอโทษมากกค่ะ อย่างสูงค่ะ
และดิฉันจะไปด่า กิมเอง ค่ะ เดือดมากค่ะ และเจอกัน ไปล่ะค่ะ จะไปจัดการมันก่อน

สโรชา
November 2, 2009 at 04.30 PM

คุณวิจิตรากำลังมาแก้ช่วยพอดี
แต่ว่าเขา กิมเอง มันเขียนสรุปข่าว ฝากด้วยค่ะ ขอแรงๆทีค่ะ
อย่าหักโหมค่ะ ก็เขาเขียนว่าสรุปข่าวประจำวันเองทำไม ไม่ไหวเลยค่ะ
ขอบคุณวิจิตราค่ะ

สโรชา
November 2, 2009 at 04.59 PM

ขอมาเชียนบ้างค่ะ ด้วยความอีดอัดเล็กๆ ค่ะ ส่วนตัวค่ะ
1 Hedge Fund พวกเขาคือผู้ที่กำหนดทิศทางในตลาดหุ้นไทย ค่ะ เงินต่างชาติด้วย
2 SET Index จะไปไกลได้ เงินทุนต่างประเทศเท่านั้น
สถาบันกับรายย่อยไม่มีทางชีนำตลาด จากการเทขายต่อเนื่องของต่างชาติ SET Index แทบจะไม่เคยเห็นเขียวเลย ทั้งที่เพื่อนบ้านเขียว

วันนี้เราก็ลงแรงกว่าเพื่อนบ้าน ทั้งที่เพื่อนบ้านเริ่มจะลดช่วงลบลง ความจริง

วันศุกร์ เพื่อนบ้านบวกมาก และวันนี้แม้ลบมาก (ลดช่วงลบลง) เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจเขา อาจจะเป็นตัว support เขาก็ได้ เพราะเอเชียไม่ปัญหา อย่าลืมค่ะ

แต่เมืองไทย GDP ความเชื่อมั่น หรือเศรษฐกิจ ไปดูแล้ว ทำการบ้านมาเเล้วดีมาก แทบจะสร้างเซอร์ไพส์ ได้แต่ว่าไม่ support อะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าอย่างน้อยมันก็ไม่น่าจะไม่ช่วย มันน่าจะช่วยให้แข็งแกร่งบ้างค่ะ

น้ำมัน ใช่ว่ามันจะราคา 60$ ไม่ใช่ น้ำมันราคามามากกว่า 75$ แล้วมันน่าจะ support บ้างแต่ไม่เลย

ข่าวมาบตาพุด ไม่ทราบว่าจะจบหรือมีความชัดเจนหรือไม่เพราะว่า ยากมากถึงจะบอกว่าชัดเจน แต่สุดท้ายก็มีปัญหา นึกเรื่อง 3G เรื่องนี้เล่นมาแต่ปี 2007-2008 แล้ว สุดท้ายก็รอ กพ 2010 ค่ะ ความชัดเจนจะเกอดหรือเปล่าไม่ทราบแต่ ปี 2009 เรารู้ข่าวมาแต่ กลางปี และ ปลายปี และ เลื่อนไปแล้วค่ะ มาบตาพุด คงจะอย่างนี้เพราะปัญหามาบตาพุดมันนานมากค่ะ เรื้อรัง

เรื่องน้ำมันรั่วที่ PTTEP ความจริงถ้าเทียบแล้ว มันไม่มากกว่าที่เขาทำ และเจ้าของยังประเมินไม่ได้ อันนี้ก็ไร้ความสามารถที่จะคิดเช่นกันเพราะขนาดเขายังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ ส่วนตัวคิดว่าอะไรไม่ทราบค่ะ ชีวิต ต้องเรียนรู้จริงๆแต่ว่านานไปดก็เครียดแล้วนะ

ตลาดหุ้นไทย ไม่น่าสนใจตามที่คิดเลย คนที่รู้จักยังท้อใจ ร่วมถึงบัวด้วยค่ะ ขอบอกตรงนี้เลย ไม่รู้ว่าจะเอาอะไร เหมือนลุงเฮ้าส์ หมดมุขจริงๆ ขำไม่ออกเท่าไหร่ ติดดอยมากมายเช่นกัน
ป้องกันความเสี่ยงไม่ได้ เพราะว่า vol น้อย และการที่ future เราแพ้สถาบันแน่นอนเขาได้เปรียบมากกว่าค่ะ เหมือนรอให้รถเหยียบ เหมือนลูกไก่ในกำมือ จะบีบ จะคลาย ก็เอาเถอะ

คิดแล้วว่า SET Index เป็นที่พักชั่วคราวจริงๆ ไม่ได้จริงจัง มาแล้ว บายค่ะ
และ แค่กองทุนต่างชาติเหล่านี้ตัดสินใจเพิ่มหรือลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดบ้านเราเพียงแค่นิดๆ หน่อยๆ ก็ส่งผลกระทบกับ SET Index ได้อย่างมีนัยด้วย

ขอดู ต่างประเทศก่อนว่าจะซื้อ ขายค่ะ

ปล สถาบัน อาจจะเริ่มซื้อเพราะ ltf ค่ะ แต่ว่าอย่าไปดูอะไรมากค่ะ
เพราะมันเองก็แย่ กระอักเลือดเช่นกัน

พอร์ทเทรด เปิดวันนี้ ยังไง มาร่วมคุย
วันนี้ก็ไปลอยกระทง ไปลอยความชอกชำใจค่ะ กะบ้านนี้เมืองนี้ค่ะ
และขอให้ทุกคนมีความสุขนะค่ะ และ สมหวังในปรารถนาค่ะ

บีม
November 2, 2009 at 05.06 PM

วันนี้ได้ดูทีวีด้วยครับ สดใส ขึ้นนะครับ เพราะว่ามีความสุขอะไรครับ หรือวันนี้ไปลอยกระทงที่แบงค์ชาติครับ ขอให้มีความสุขครับ

ครับเห็นตามลุงเฮ้าส์ เหนื่อยครับ ไม่มีข่าวมากแต่ประเทศไทยมันวิกฤติอะไรไม่ทราบครับ
คุณลุงเฮ้าส์ และ คุณสโรชา เห็นด้วยครับ

ลอยกระทง ครับ แต่ไม่ได้ไป ขอบคุณครับ เฮ่อ ขอถอนใจบ้างครับ

ลุงเฮ้าส์
November 2, 2009 at 05.14 PM

1. ต่างชาติลดน้ำหนักการลงทุน เพราะอะไร อันนี้แต่ละคนคงมีคำตอบในใจ
ส่วนผมการเมือง
2.ลดแบบไหน ลดแบบทิ้งเลยหรือไม่ , ไม่ใช่แน่ๆ อย่างน้อยๆ ต้องเท่ากับฟิลิปปินส์ เวียดนาม
คือเหลือไว้บ้าง (เต็มที่ ไทย ก็ไม่แย่ไปกว่า ยุโรปตะวันออก อเมริกา ยุโรป)
3.ดังนั้น ถ้าเม็ดเงินต่างชาติ จบการทำ Collection (ศัพท์คุณวิจิตราเขา ช่างคิดจริงๆ ) ก็ต้องเข้าเอเซียแน่ๆ (เพราะมันดีกว่าที่อื่นในโลก ประเทศไทยก็เกาะใบบุญเขาไป)

ก็ต้องเข้าไทย
แต่ปัญหาคือ การเมืองจะคอยดึงอยู่ตลอดเวลา (คาดว่า กลางปีหน้าจบ)
ถ้าการเมืองดึงลง Fundflow ดึงขึ้น ก็ Week Trade มันซะเลย
หนุก หนุก

สโรชา
November 2, 2009 at 05.19 PM

Day & Week Trade ค่ะ

ลุงเฮ้าส์
November 2, 2009 at 05.19 PM

ขอความคิดเห็นคร้าบ
ระบบ Reply นี่ชวนสับสนมั้ยคร้าบ ส่วนผมสับสนมากครั้าบ
ใครเห็นเป็นไงบ้างครั้าบ

วิจิตรา
November 2, 2009 at 05.54 PM

collection แบบ set set set แบบว่า เก็บเข้ากรุเลยค่ะ ลุงเฮ้าส์

สำหรับเพื่อนบ้าน correction ไปค่ะ สู้ตาย

ดิฉันจัดการมาแล้ว ซะใจมากกก และดิฉันจะรอดู พอร์ทเทรดด้วยค่ะ

มาบตาพุด ส่วนตัวจะทำอะไรก็ทำ ขอให้เกิดเถอะ

ความชัดเจน และ ขอให้มันสีเขียวนะเพราะเบื่อปัญหา ดิฉันจะยอมทนวันนี้เพื่อให้คุณๆ PTT ทำอะไรให้มันดี แะ รัฐบาลก็อย่าเปลี่ยนไปมาเยอะ หมายถึงนโยบาย ค่ะ
ทำใหชัดเจน โปร่งใส ดิฉันรอได้ แต่จบนะ ขอ เพราะว่า เวียดนามไปแล้ว เต่าคือเราแต่จะชนะเหมือนนิทานปรำปราหรือไม่ อันนี้ไม่ทราบค่ะ

วิจิตรา
November 2, 2009 at 06.00 PM

เห็นด้วยค่ะ แต่ไม่กล้าจะถาม เพราะว่าจะหาว่าดิฉันแก่ แต่ไม่มีนัยถึงลุงเฮ้าส์นะ อิอิ
ไปลอยกระทงหรือไม่ค่ะ ลุงเฮ้าส์

และวันนี้กด say it อยากมากสงสัยคนมาเยอะค่ะ ดีใจด้วยค่ะ
และรีบไปดู re-run

ลุงเฮ้าส์
November 2, 2009 at 06.20 PM

ผลสอบประจำวันนี้
1.ตลาดหุ้น
นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 866.15 2,527.73 -1,661.58
ต่างประเทศ 3,624.89 5,656.38 -2,031.49
ในประเทศ 12,050.32 8,235.28 3,815.04
2.ตลาดตราสารหนี้
Foreign Companies 3,153.94 3,640.35 -486.42

ต่างชาติออกต่อเนื่อง (ทั้งตลาดหุ้น-ตราสารหนี้)
เอาเฉพาะตลาดหุ้น รายย่อย รับตามฟอรม์

ผมดู ค่าเฉลี่ยดัชนี EM Asia เทียบกับ SET
ช่วงก่อน เราสูงกว่า ค่าเฉลี่ย EM Asia
ช่วงนี้ เราอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย EM Asia ค่อนข้างเยอะ

ขอเก็บตัวเลขอีกสัก อาทิตย์ ค่อยบอกข้อสรุป (แต่เคาะๆไว้ในใจ ต่างชาติออกแหงมแหงม)

สโรชา
November 2, 2009 at 07.22 PM

วันนี้ได้ดูตอนที่ SET ในภาคบ่ายด้วย ค่ะลุงเฮ้าส์
หมายถึง money channel เขาบอกมี เทคนิคคอล รีบาวน์ พยายามดูเหมือน bullish ให้ซื้อเลยค่ะ ขอบอกค่ะ ขอฟ้องโลก แต่ก็ไหลลง แปลกมากทำไมต่างชาติยังขาย

สมมุติฐานที่ว่า ต่างชาติ เงินต่างชาติ สามารถกำหนดทิศทางอย่างมีนัย SET Index แน่ เพราะ สถาบัน และ รายย่อย ไม่มีทางผลักดันให้ SET Index อยู่ได้ จริงๆ

ต่างชาติออกอาจะเป็นโอกาสดีในการเก็บ แต่อย่าลืมว่าถ้าเขาไม่เข้า เราจะไปขายให้กะใคร
น่ากลัวแต่วันที่ มีวิกฤตข่าวลือแล้ว
และความโปร่งใส ข่าวที่ ตลท บอก ไม่มีผลเลย งั้นก็อย่ามาพูด ขอบ่น บ่น ดอย PTTEP แล้วซิ นะ เฮ่อกลุ้มใจ

ส่วนเรื่องการเล่น Day Trade Week Trade หรือเล่นรอบ
คิดว่า น่าจะดู แนวโน้ม ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ หรืออัตราแลกเปลี่ยน แนวโน้ม และก็จะมาบอกค่ะ
วันนี้ก็คิดว่านักลงทุน ต่างประเทศไม่น่าจะขายมากแต่เทกระจาดอีกแล้ว เฮ่อ

มีคนบอกว่าขึ้นขาชึ้นหรือมี fund flow เข้ามาใครเล่นได้ตังค์แต่อาจพลาดพลั้งตอนพักฐานใหญ่ ค่ะ

บีม
November 2, 2009 at 07.37 PM

ร่วมด้วยครับ อย่า ซีเรียสครับ คุณสโรชา ผมว่าผมน่าจะมากกว่าซะอีกครับ 150 กว่าๆเลยครับ

วี
November 2, 2009 at 08.12 PM

ผมว่า PTT PTTEP มาวันนี้ ณ ราคานี้เท่าผมเลยครับ เกือบเท่าที่ผมซื้อเลยครับ ผมซื้อที่ 580 -600 จุดถ้าจำไม่ผิด ย้อนมาไกลครับ ขอให้เพื่อนสู้ต่อไปครับ ลงทุนให้มันส์ ครับ แล้วชีวิตก็ดีครับ
คุณบีม ขอบคุณเพลง Just A Friend ครับ

คุณตอโต้ง สบายดีหรือไม่ครับ สบายดีนะครับ ขอให้โชคดีครับ และ ผมว่าผมอาจจะซื้ออีกแล้วพอแล้ว แต่ดูเทคนิคคอลไม่ออกครับ และทำไมต่างชาติขาย ผมสนใจลงทุนต่างประเทศ ถ้าว่าง ช่วงนี้อีกนิดครับ และจะมา ที่ Blog บ่อยขึ้นครับ Blog ดีมากครับ สดใส สดใส ตามที่คุณสโรชา เขียนที่ MJ ครับ ขอบคุณมากครับ ในการตัดสินใจเขียน ขอบคุณครับ ชอบครับ ยอมรับ ชอบที่เขียนมากครับ ดูสดใสดี เหมือนว่า…ยิ้มได้ อ่านจบครับ นานๆเป็นทีครับ เพราะ มันเครียดเจอเครียด เกลือจิ้มเกลือครับ

ลุงเฮ้าส์ เกียรตินิยม ช่างคิดมากครับ น่าจะจริงครับ และจะมา Jam!!! ครับ

ลุงเฮ้าส์
November 2, 2009 at 08.37 PM

คุณวี ทักทาย ไม่เห็นหน้านาน (เห็นตอนไหนวะ) ฮี่ ฮี่
เบื่อ ขี้เกียจซ่อมคอมแล้ว เล่นบล็อคดีกว่า
บล็อคนี้ เขากำลังจะเปลี่ยนเป็นบล็อคมหาสนุกแล้ว
จึ้กจั้ก จึ้กจัก กันทั้งวัน มันดี ปล่อยแก่้
เรียนโท อยู่เหรอครับ แปลกใจ ช่วงก่อนเห็น เทรดอยู่ดีๆก็หายวับ
โผล่มาอีกที ก็เรียนโทเลย (คิดจะเรียน Kobsak University มั้ยครับ ฮี่ มีตั้ง 2 Campus น่ะครับ
Kobsak Campus อันนี้เป็น Main Campus ,Money Campus อันนี้เป็น สาขาย่อย ,แว่วๆ ว่ามี Settrade Campus ด้วยครับ)
เดี๋ยวนี้ บล็อคสนุกครับ ฮากระจาย
Take Care ครับ

บีม
November 2, 2009 at 09.24 PM

ครับ ลุงเฮ้าส์ครับ campus ยิบย่อยเยอะมากครับ
เก็บ set collection หรือครับ ผมนึกว่าเขียนผิดซะอีก มุขหรือไรครับ ฮ่ามากครับ เพิ่งเข้าใจวันนี้ครับ ถ้าไม่ชี้แจงครับ

คุณวี ครับดีใจที่ชอบครับ เพราะว่ามัน JUST A FRIEND

เหรอครับ มี PTT PTTEP แสดงว่าผมย้อนเวลาหรือครับ
แล้วไปไหนล่ะครับ เรียนโท แล้วลืมหุ้นไม่ดู

เยี่ยมครับ !!! กำไรก็ดีครับ ผมเสียดายช่วงขาลงเราไม่ค่อยได้ทำกำไร เพราะว่า vol บางครับ

รติ
November 3, 2009 at 07.07 AM

“It’s a war of necessity, not a war of choice. And it’s a just war,” Geithner said

ประโยคทอง ของวันนี้ครับ^^

ตอโต้ง
November 3, 2009 at 08.21 AM

สวัสดีครับวี ,สบายดีครับ ,แล้วมาคุยกันครับ

คุณสโรชา ใจเย็นๆครับ มันแค่เป็นส่วนหนึงของชีวิตเราครับ SET , หาอะไรสนุกๆทำครับ เครียดมากก้อย่าตามครับ ,
แล้วแต่ กลยุทธ์ในการลงทุนนะครับ ,เพราะไม่รู้ว่าเหตุปัจจัยเป็นอย่างไร ? อ่านธรรมมะครับ , คิดเล่นเล่นว่า เงินที่ขาดทุนทางบัญชีอยู่ เอาไป ซื้อสลากออมสิน ชิงโชคเบนซ์ 10 คันครับ , เงินต้นอยู่แน่แน่ครับ แต่จะได้เบนซ์มาขับป่าว ? หรือจะถูก 20 ล้านนรางวัลที่หนึง (โห ! โค-ตะ-ระ ยากกว่า SET แตะ 800 ภายในหนึ่งปี) ,ลงทุนไม่ต้องดู รายวัน รายสัปดาห์ครับ ,เป็นกำลังใจครับ

คุณวิจิตรา โชคดีนะครับ ,ยังไม่ได้ตอบที่ถามมานะครับ ,รอดูผลประชุม FED ให้แน่แน่คืนนี้คืนพรุ่งนี้ครับ ,เช้าวันพฤหัสค่อยดูอีกทีครับ , ตามคาด ? แล้วมีอะไร ?จะ แถมมา ,

คุณเมย์ เฝ้าบล้อค แล้วเพื่อนๆเข้ามามากเลยครับ ถ้าว่างเฝ้าอีกนะครับ เดี๋ยวมาคุยด้วยครับ ,

ลุงซ่อมคอมฯ เสร็จยัง ? ใกล้จะแวะไปหาแผงขายของที่ตลาดมาลีแล้วนะครับ ,ขายอะไรแข่งกับตาแกละดี ??

คุณขวัญ ว่างว่างจะขอความรู้ update เชียงใหม่ครับ ลไม่ได้ไปมาสักพักแล้วครับ , ชอบ หลินปิง Live ครับ ดูมากกว่ากราฟ+ข่าวครับ

ทุกท่านรักษาสุขภาพครับ ลมหนาวมา กรุงเทพฯ , ชอบครับชอบ เป็นคนโรคจิต ชอบอากาศหนาวครับ

รติ
November 3, 2009 at 08.52 AM

วันนี้จะเข้า PTTEP ใครมีไรแนะนำบ้างป่าวครับ ^^

สโรชา
November 3, 2009 at 10.31 AM

ไม่มี นอกจากรอ ค่ะคุณรติ
ขอโทษนะค่ะ ขอถามว่า PTT , PTTEP เป็นไงค่ะ
บัวมีสูงมาก PTTEP ค่ะ

รติ
November 3, 2009 at 10.38 AM

ptt ซื้อเฉลี่ยต้นทุนครับ
pttep ผมมั่นใจก็เลยจะเข้าที่ 132 ครับ ทะยอยสะสม

โชคดีครับ^^ ยิ้มได้เมื่อภัยมาครับ

ปล.ส่วนตัวนะครับ เพราะผมถือยาวครับ

ลุงเฮ้าส์
November 4, 2009 at 05.13 AM

1.Dowjones ลง 0.18 %
2.น้ำมันบวก 1.64%
3.เงิน USD แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับยูโร ไปที่ 1.4714 เพิ่มขึ้น 0.41% , Dollar Index (เทียบกับสกุลหลักๆของโลก) 76.331 เพิ่มขึ้น 0.05% (ตัวนี้ มักจะขึ้นน้อย เพราะ มีเยนซึ่งถือเป็น Safe Heaven เหมือนกัน เข้ามาใช้ในการคำนวณด้วย)
4. BOND 2 Year 0.91 0.92 , 3 Year 1.42 1.42 , 5 Year 2.35 2.33 , 10 Year 3.47 3.42, 30 Year 4.33 4.26
ตัวเลขตัวแรก เป็น Yield ของวันนี้ ตัวที่สองเป็น Yield เมื่อวาน (ตามหลัก ถ้า Yield ต่ำหรือสูง ราคาพันธบัตรจะไปทางตรงกันข้าม เช่น วันนี้ ดูรวมๆแล้ว Yield สูง แสดงว่าราคา Bond เมื่อวานลง ค่าเงิน USD ควรจะอ่อน)
5.เข้าหาทองคำ ไปถึง 1084.70 บวก 2.91%
ดูเผินๆ เหมือนออกจากสินทรัพย์เสี่ยง วิ่งเข้าหาเงินสดกับ Safe Heaven เพราะ USD แข็ง ,Downjones ลง ,ทองคำบวกกระฉูด
แต่มีข้อสังเกตุ
1.น้ำมัน บวก แต่คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเกาะกระแส ราคาทองคำมากกว่า
2.Bond ราคาลง เพราะราคาทองมันสูง( ส่อนัยว่า กลัวเงินเฟ้อ เลยเข้าซื้อทอง เพราะทองเขาคิดกันว่าเป็นตัวต่อต้านเงินเฟ้อ) คนกลัวว่า เงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยจะขึ้น (Yield จะขึ้น) ราคา Bond อาจจะลง เลยขาย Bond
(ต้องส์ กลัวเงินเฟ้อ ก็ใช้วิธีหยุดหรือ เข้มงวด Credit Easing ก็ได้นิ )

หืหม์ กำลังคิดว่า ทำแบบเทพธิดาพยากรณ์ ,ปู โลกเบี้ยว ที่ให้คำทำนายหมอดูทางโทรศัพท์ แล้วคิดนาทีละ 8 บาท ,เราก็เอาเป็น “Fund Flow วันนี้ โดย ลุงเฮ้าส์” เพียงโทรมาที่ 1150 ค่าบริการนาทีละ 8 บาท เท่านั้น หรือ SMS รายเดือน ก็ดี ท่าทางจะได้รายได้ดี ฮิ ฮี

ลุงเฮ้าส์
November 4, 2009 at 05.53 AM

ขอถาม ความเห็นอีกที (งวดก่อนเห็นไม่มีคนตอบ)
ระบบ Reply ชวนสับสนมั้ยครับ
ส่วนตัวลุงเฮ้าส์ ซึ่งเข้าสู่วัยเริ่มแก่ สับสนมากครับ (คุณวิจิตรา เธอก็บอกว่าสับสน แต่ของเธอไม่น่าจะใช่่เพราะเธอเริ่มมีอายุอะไรหรอกนะ เห็นเมื่อวานเธอบ่นว่า จวนจะเป็นอัลไซเมอร์เพราะ SET อยู่แล้วมากกว่านะ (จริงๆแล้วไม่กล้าแซวเธอ ผู้หญิงกับเรื่องอายุขืนไปแหย่งานเข้าแน่ๆ))
ปล.ซ่อมคอมเสร็จแล้ว โพสต์ยับเลย กลัวคุณวิจิตราจะมาแย่งตำแหน่ง นักศึกษาดีเด่น ของ KU
(Kobsak University)

Pimmada
November 4, 2009 at 06.11 AM

ลุงเฮ้าส์ตื่นเช้ามากค่ะ ขอบคุณมุขค่ะ
ระบบ reply ยังไงก็ได้ค่ะ แต่ลายตานิดแต่พอแกะได้ ลุงเฮ้าส์อายุ 40 ปีแล้วจริงเหรอ เห็นมุขมากนึกว่าไม่น่าเกิน 33-35 บอกว่าแถวๆ อาจารย์ กอบศักดิ์ พิมก็หน้าแตก เพราะนึกว่าอาจารย์ไม่น่าจะเกิน 30 แต่ให้มากสุดไม่น่าเกิน 33-35 แต่มารู้ว่า 42 ปี หน้าแตกมาก ค่ะ

ขออนุญาตพูดถึง อาจารย์ค่ะ
ขอให้ลุงเฮ้าส์โชคดีค่ะ และ สนุกกะการเล่น Blog พิมขอไปนอนก่อน สวัสดีค่ะ
ดูแลสุขภาพด้วยค่ะ เคารพมากค่ะ

ลุงเฮ้าส์
November 4, 2009 at 06.25 AM

ไม่รู้ใครเคยถามไว้ เรื่องดูตัวเลขการซื้อขายของตราสารหนี้ ไปค้นที่อันนี้
ลุงเฮ้าส์ เขียนเมื่อวันที่ 20.10.2009 เวลา 15:50 น

รติ
November 4, 2009 at 06.25 AM

สายัญสวัสดิ์ครับ ลุงเฮ้า คุณPimmada

วันนี้โชคดี นะครับ

ปล.ลุงเฮ้าครับ 1150 นี่สั่ง พิซซ่า ครับ 555

มิ้ม คณนันท์
November 4, 2009 at 11.26 AM

สวัสดีค่ะ อาจารย์ กอบศักดิ์ หวังว่าจะสบายดีนะค่ะ บทความที่มาเขียนลงล้วนแล้วแต่ดีและมีความหมายทั้งนั้นค่ะ

การลงทุน แย่มากเลยมิ้ม แต่ว่าท้อแท้จนไม่อยากพูดถึงค่ะ แต่เห็นทุกท่านสนุก และคุยกันแข็งขันแล้ว อดยิ้มไม่ได้ ค่ะ

สโรชา
November 4, 2009 at 11.26 AM

ขอสวัสดีค่ะ มากันเชช้ามา นั่งอ่านเรื่อยๆค่ะ

ขอออกความเห็นดังนี้
1 ข่าวลือ ฟังไปฟังมาเริ่มงงว่าอะไรกันแน่ เหมือนมีการเมืองมา mix แต่ว่าเมื่อวานไม่ได้ดู Hard Topic ค่ะ และลืมเนื่องจากไม่ด้ดูค่ะ 555

2 ต่างชาติขายที่เอเชียเพราะทำกำไร ที่ SET เราก็ลงหนัก sensitive มากกะข่าวร้าย บอกอีกทีว่าเศรษฐกิจไทย ข้อมูลดีมากจริงๆ เงินเฟ้อก็น่าประทับใจทุกอย่างเรียกว่าดี แต่ไม่ support

3 พวกนี้มีอยู่ไม่น้อยเลยที่เป็นพวก Hedge Fund กำหนดทิศทางในตลาดหุ้นไทยจริง และที่มาในไทยคือเทรดหุ้นในระยะสั้นๆเท่านั้น

4 ความจริงที่ต้องยอมรับคือว่า SET Index จะสร้างทิศทางเป็นขาขึ้น จากการอาศัยเงินทุนต่างประเทศเท่านั้น แค่สถาบันกับรายย่อยเองยังไม่มีแรงมากพอ ที่จะนำตลาดได้ เงินมามั่นใจมากก็พาไปเห็น 800 จุดแบบไม่ลังเล แต่พอเงินกลับ ก็เริ่มมองลงแล้ว อากาศครึ้มๆๆเหมือนฝนจะตก

5 ตลาดหุ้นแถบเอเชียดีจริงมนอนาคต แต่ จีนก็เปิดตลาดหุ้นใหม่ และจีนก็ บวกอยู่ได้ ไม่แน่เงินอาจจะเข้าจีนหรือไม่ไม่ทราบเพราะไม่ตัวเลขแม้ว่าจะบอกว่าจีนเก็งกำไรมาก แต่ SET Index ก็ใช่ย่อย เห็นเคาะ 100 หุ้นทุกวันนี้จะเล่นหรือจะอะไร รายย่อยหรือพอร์ทเทรด ไม่ทราบหรอก เลขที่ออกมาดู มันสงบมากเกินจริง ไม่ค่อยจะเลย เอาดีไว้ก่อนทุกอย่างสวยหรู

6 ใกล้ช่วงหลัง LTF แล้ว และมี SET IN THE CITY คาดดูดเงินมาลงทุนได้ตามเคย เพราะบวกของ Premium เยอะด้วย

7 ตลาดหุ้นบ้านเรานั้นมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับเม็ดเงินของกองทุนต่างประเทศ สภาพคล่องของหุ้นจึงเป็นอุปสรรคที่สำคัญสำหรับนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในบ้านเรา ดังนั้น เวลามีข่าวว่า แค่กองทุนต่างชาติเหล่านี้ตัดสินใจเพิ่มหรือลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดบ้านเราเพียงแค่นิดๆ หน่อยๆ ก็ส่งผลกระทบกับ SET Index ได้

8 ต่างชาติสนใจหุ้นใหญ่บ้านเราเช่น PTT BBL เพราะว่า นอกจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว สภาพคบ่องมีผลมาก และ เขาไม่ได้ดูอย่างเดียวเช่นข่าวหุ้นรายตัว หรือ GDP ไม่น่าแปลกใจที่ GDP ไม่ค่อยส่งผล เพราะ SET Index ออกแบบมาเพื่อ PTT และครอบครัว เคยเขียนแล้วว่า 30% คือพลังงาน หุ้นที่เกี่ยวกับ GDP ที่จะมีผล หรือ หุ้นที่เกี่ยวกะเศรษฐกิจไทยมีนะ แต่ไม่มากมายพอใน SET ไม่ใช่ผู้นำด้วย ดังนั้นเวลาประกาศ GDP เลยไม่ค่อยจะตื่นเต้นกะ SET ก่อนหน้าเคยเชื่อว่าอย่างน้อย GDP มันคงสนับสนุนบ้างให้แข็งแกร่ง แต่ว่าเมื่อทำการบ้านมา ความเชื่อนั้นอาจจะถูกทำลายเพราะว่า ข้อมูลเศรษฐกิจไทยดีนะ แต่หุ้นตกแบบเทกระจาด ต่างชาติก็ทิ้งไม่คิด มันน่าเหนื่อยใจที่ศึกษาจริงๆๆไป FIF น่าสนคุ้มค่ากะเวลาและการลงทุน มากกว่า แบบส่วนตัว บัว เองค่ะ

คิดว่าต่างชาติมาพักเงินที่ไทย

คิดว่าจะดูอัตราแลกเปลี่ยน ถ้า 33.5 บาทอาจจะเป็นแรง Profit taking ค่ะ

และอยากบอกนิดว่าความคิดที่คิดว่า ทำไมเขาถึงไม่อยู่นานเพราะ ว่าบ้านเรา outperform นานแล้ว 3 ปีได้และทำไมคิดว่าไม่ลงทุนยาว เพราะ Hegde fund บางส่วนตกรถไฟ เคยอ่านที่หนึ่งจะเอามาแปะ และน่าเชื่ออยู่เพราะว่า ฟังเช่นกัน

และทำไมคิดว่าเขามาแบบสั้นอีกเหตุผล ส่วนตัวนะค่ะ คิดว่าเขามองหา การพักเงินไว้ในประเทศใดจะให้ผลตอบแทนในระยะสั้นที่สูงที่สุดและตอนนั้นอาจจะไทย เดาเอานะค่ะ

ลุงเฮ้าส์ ก็ disscuss ใครคิดไงก็เขียนนะค่ะไม่ผิดไม่ถูกเอาที่คิดและวิจารณ์เลย 555 ไม่ต้องเกรงใจค่ะ

ลุงเฮ้าส์
November 4, 2009 at 11.33 AM

*********เมื่อออสเตรเลียขึ้นดอกเบี้ย ครั้งที่ 2
เขาบอกอย่างงี้ครับ (แฮะแฮะ เล่นของสูงแฮะตรู)
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ซึ่งลูกค้าหลักก็คือจีน ที่เศรษฐกิจใช้ได้มีการบริโภคเยอะ แต่ราคาโภคภัณฑ์ในช่วง 3-4 เดือนหลังก็เป็นฟองสบู่ ภาวะฟองสบู่จากราคาโภคภัณฑ์ จึงทำให้ออสเตรเลียเริ่มเกิดเงินเฟ้อ
การขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งจึงไม่แปลก เพราะความเป็น Paper Asset’s Economy Growth
ซึ่งอย่างนี้ ทำให้ เพิ่ม “โอกาศ” ที่ FED จะ ทำมาตรการบางอย่างเพื่อดูดสภาพคล่องออก เพื่อกันปัญหา ฟองสบู่ ซ้อน ฟองสบู่ (ใช้คำว่า เพิ่มโอกาศนะ ไม่ได้บอกว่าเขาจะทำนะ)
คุณรติ ตกลงปล่อยของแล้วนะ

ลุงเฮ้าส์
November 4, 2009 at 01.25 PM

อีตา Marc Faber กลับลำแล้ว
สรุปใจความหลักๆ
1.ค่าเงิน USD จะแข็งขึ้น 10 % (เมื่อเทียบกับ Euro ) เป็นเวลา 1-3 เดือน นับจากวันนี้
2.Faber said he would be careful to buy equities now as “we are in a correction period.”
(ท่อนสองแปลเอง ไม่แปลให้หรอก เดี๋ยวจะสบายกันเกินไป)
เมื่อสักเดือนสองเดือนที่ผ่านมามั้งที่ลุงเฮ้าส์เอามาบอกว่า อีตานี้ มันบอกว่า หุ้นจะขึ้นไม่หยุด อีกหลายเดือน
แต่ตอนนี้มันกลับลำแล้ว แถมบอกว่า Correction แล้ว
เจ้านี้เป็นพวก Bullish ด้วย , ชัวร์ Correction ใน World Fund Flow เกิดขึ้นแล้ว
(แต่ต้องแยก Correction ของไทย ที่มีการปรับลดน้ำหนักการลงทุนของเราให้ต่ำลงเหลือเป็นกลุ่มท้ายๆของอาเซียนด้วย)
(รวมความ เฉพาะเม็ดเงินต่างประเทศ เราเจอ 2 Correction)
(ถ้าเจอการเมืองเดือนพฤศจิที่ลือๆ เข้ามาอีก ก็จะเป็น Collection แบบ set set ของคุณวิจิตราเขา (แต่การเมืองแล้วแต่มุมมองนะ))
Refer
Dollar May Gain 10% Against Euro, Faber Says
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601083&sid=axVyZwMB3FVU

ตอโต้ง
November 5, 2009 at 08.15 AM

ข่าว FED คงทรายกันดีแล้วนะครับ ,

Future set50 อย่าเก็งกำไร อย่าเสี่ยง ครับ ,มีโอกาศเสียหายมาก ถ้า เข้า และ ออก ผิดเวลา ,

เอา data และ information มาแปะให้ ,

หลายวันนี้ ที่ set50 volume ไม่บางเท่า SET ,

ท่านใดจะวาง knowledge และ strategy แล้วแต่ครับ ,

เพียงแต่ นอกจาก trend line ระยะสั้น ที่ SET ที่ตอนนี้ แนวรับที่ 666-667 (ลากจุดต่ำสุดแท่งเทียนที่670 15/10/52 มาผ่าน 666-667 )
มีกลุ่มคนหวังว่า ต่างชาติที่นิสัยไม่ดี ใจร้าย ใจร้อน จะเลิกขายหนัก ที่ 666-667 ,ดูไปเรื่อยเรื่อยครับ ,Trend ใหญ่ๆ + Fund Flow + จิตวิทยาการเก็งกำไร

แปะเป็นตาราง excel ไม่ได้ เอาไปวางต่อ+ต่อกันเองนะครับ

โชคดีและมีสติครับทุกท่าน

2009/10/01 สถาบัน B1,431,064.21 S1,091,988.88 N 339,075.33
2009/10/02 สถาบัน B850,376.50 S946,283.62 N -95,907.12
2009/10/05 สถาบัน B1,030,355.80 S1,349,274.13 N -318,918.33
2009/10/06 สถาบัน B1,277,306.20 S881,770.31 N 395,535.89
2009/10/07 สถาบัน B1,614,784.50 S1,983,456.87 N -368,672.37
2009/10/08 สถาบัน B1,843,442.70 S2,862,843.41 N -1,019,400.71
2009/10/09 สถาบัน B1,373,572.78 S1,285,716.40 N 87,856.38
2009/10/12 สถาบัน B 2,110,246.21 S 1,276,242.22 N 834,003.99

สถาบัน รวม 8 วันทำการ N -146,426.94

2009/10/13 สถาบัน B 1,829,570.27 S 1,625,293.96 N 204,276.32
2009/10/14 สถาบัน B 2,740,899.12 S 3,439,158.69 N -698,259.57
2009/10/15 สถาบัน B 5,638,513.77 S 6,332,480.39 N -693,966.62
2009/10/16 สถาบัน B 3,171,000.00 S 2,351,000.00 N 820,000.00
2009/10/19 สถาบัน B 2,339,782.32 S 2,399,945.30 N -60,162.98

สถาบัน รวม 5 วันทำการ N -428,112.85

2009/10/20 สถาบัน B 3,086,945.95 S 2,786,891.65 N 300,054.30
2009/10/21 สถาบัน B 2,648,522.95 S 2,836,488.52 N -187,965.56
2009/10/22 สถาบัน B 2,468,087.07 S 2,417,107.16 N 50,979.91
2009/10/26 สถาบัน B 1,688,013.12 S 1,809,835.67 N -121,822.56
2009/10/27 สถาบัน B 1,706,826.04 S 1,664,463.20 N 42,362.84
2009/10/28 สถาบัน B 1,550,613.49 S 1,712,756.36 N -162,142.87
2009/11/29 สถาบัน B 2,350,627.40 S 2,029,628.10 N 320,999.30
2009/11/30 สถาบัน B 2,373,783.27 S 1,923,685.36 N 450,097.90
2009/11/02 สถาบัน B 2,610,351.10 S 2,244,855.69 N 365,495.41
2009/11/03 สถาบัน B 2,582,022.37 S 2,391,487.58 N 190,534.79

สถาบัน รวม 10 วันทำการ N 1,248,593.46

2009/11/04 สถาบัน B 2,906,381.21 S 2,221,745.73 N 684,635.48

ต่างชาติ B 424,323.00 S 119,623.00 N 304,700.00
ต่างชาติ B 187,058.90 S 353,638.60 N -166,579.70
ต่างชาติ B 175,283.60 S 387,058.30 N -211,774.70
ต่างชาติ B 723,483.90 S 310,184.10 N 413,299.80
ต่างชาติ B 790,488.60 S 364,513.60 N 425,975.00
ต่างชาติ B 1,137,306.50 S 827,907.30 N 309,399.20
ต่างชาติ B 221,079.60 S 120,862.50 N 100,217.10
ต่างชาติ B 323,269.50 S 1,456,672.00 N -1,133,402.50

ต่างชาติ รวม 8 วันทำการ N 41,834.20
ต่างชาติ B 598,257.10 S 410,809.10 N 187,448.00
ต่างชาติ B 1,082,192.40 S 1,799,675.30 N -717,482.90
ต่างชาติ B 2,168,551.40 S 1,763,826.10 N 404,725.30
ต่างชาติ B 1,334,000.00 S 512,000.00 N 822,000.00
ต่างชาติ B 310,573.10 S 585,789.70 N -275,216.60

รวม 5 วันทำการ N 421,473.80
ต่างชาติ B 288,985.00 S 645,878.70 N -356,893.70
ต่างชาติ B 627,130.00 S 824,131.10 N -197,001.10
ต่างชาติ B 662,206.00 S 507,719.50 N 154,486.50
ต่างชาติ B 732,124.70 S 332,386.70 N 399,738.00
ต่างชาติ B 499,880.90 S 641,399.50 N -141,518.60
ต่างชาติ B 372,560.70 S 552,238.20 N -179,677.50
ต่างชาติ B 368,486.30 S 1,511,466.80 N -1,142,980.50 ในประเทศ
ต่างชาติ B 319,480.40 S 590,564.80 N -271,084.40
ต่างชาติ B 349,630.40 S 641,157.40 N -291,527.00
ต่างชาติ B 698,108.60 S 168,473.87 N 529,634.73

ต่างชาติ รวม 10 วันทำการ N -1,496,823.57 ในประเทศ

ต่างชาติ B 1,558,592.23 S 957,802.10 N 600,790.13

ในประเทศ B 2,728,840.58 S 2,198,147.55 N 530,693.03
ในประเทศ B 3,118,352.36 S 3,927,188.05 N -808,835.69
ในประเทศ B 5,467,482.43 S 5,524,785.06 N -57,302.63
ในประเทศ B 4,965,466.67 S 4,255,465.17 N 710,001.51
ในประเทศ B 2,864,991.68 S 3,053,065.16 N -188,073.48
ในประเทศ B 3,339,896.54 S 3,040,498.03 N 299,398.51

ในประเทศ รวม 8 วันทำการ N 104,592.74

ในประเทศ B 3,774,501.73 S 4,166,226.05 N -391,724.32
ในประเทศ B 9,452,430.83 S 8,036,688.36 N 1,415,742.47
ในประเทศ B 11,216,585.01 S 10,927,343.69 N 289,241.32
ในประเทศ B 6,106,000.00 S 7,748,000.00 N -1,642,000.00
ในประเทศ B 4,729,196.62 S 4,393,817.04 N 335,379.58

รวม 5 วันทำการ N 6,639.05

ในประเทศ B 5,958,106.79 S 5,901,267.39 N 56,839.40
ในประเทศ B 5,586,216.35 S 5,201,249.69 N 384,966.66
ในประเทศ B 4,268,891.50 S 4,474,357.91 N -205,466.41
ในประเทศ B 3,266,580.36 S 3,544,495.81 N -277,915.44
ในประเทศ B 4,283,370.45 S 4,184,214.69 N 99,155.76
ในประเทศ B 3,861,059.98 S 3,519,239.61 N 341,820.37
ในประเทศ B 5,256,771.75 S 4,434,790.55 N 821,981.20
ในประเทศ B 5,235,081.50 S 5,414,095.00 N -179,013.50
ในประเทศ B 4,369,440.47 S 4,443,408.87 N -73,968.41
ในประเทศ B 4,250,354.72 S 4,970,524.25 N -720,169.52

ในประเทศ รวม 10 วันทำการ N 248,230.11

ในประเทศ B 5,922,813.20 S 7,208,238.82 N -1,285,425.61

Ch.***** ราคาที่ใช้ชำระราคา***** เปิด*****สูง*****ต่ำ*****ปริมาณ**** สถานะคงค้าง*****มูลค่า

7.9***** 519.4****** 511.4****** 521****** 511******** 7,558****** 16,936**** 3,908,287,400
-1.4***** 518***** 514***** 518.8***** 513.4***** 6,695***** 16,721**** 3,453,353,800
-3.3***** 514.7***** 518.5***** 519.6***** 512.2***** 6,389***** 17,047**** 3,290,599,200
8.5***** 523.2***** 517***** 523.3***** 516.2***** 6,589***** 16,860**** 3,424,073,000
7.8***** 531***** 527.5***** 534.4***** 527.5***** 8,696***** 16,606**** 4,611,851,600
3.1***** 534.1***** 535***** 539***** 531.5***** 9,553***** 17,622*****5,111,005,600
-1.1***** 533***** 534.1***** 538.2***** 532.7***** 5,221***** 17,580**** 2,796,454,000
3.7***** 536.7***** 534.6***** 538.8***** 531.8***** 8,446***** 17,379**** 4,525,957,000

-5.5 531.2 537.5 540 531 7,624 17,200 4,087,925,700
-8.6 522.6 534.8 535.7 509.9 19,047 18,602 9,943,859,500
-30.5 492.1 527.3 527.8 475 32,446 20,079 16,155,964,600
17.2 509.3 495.5 509.8 491.8 15,795 21,875 7,914,207,200
13.5 522.8 510 523.5 506.7 10,749 21,218 5,534,528,300

-8.7 514.1 526.5 529.5 512.8 14,142 20,890 7,369,947,100
-8.8 505.3 513.2 519 505 13,553 20,672 6,934,946,000
-5.3 500 502 502.6 495.1 11,256 21,418 5,623,406,500
4.5 504.5 504.6 509 498.5 9,284 22,219 4,676,121,200
0.8 505.3 498 506.2 496 8,220 22,690 4,115,322,800
-9.4 495.9 502.5 503.9 495.4 7,667 22,357 3,827,859,500
-10.9 485 487.5 487.9 480.6 11,995 22,499 5,811,071,500
-8.6 476.4 491.5 492.9 476 12,170 23,143 5,896,356,800
-3.3 473.1 467.5 473.3 463.6 11,676 24,290 5,478,269,100
-11.1 462 470.5 472.4 461.6 11,009 24,993 5,137,626,200

19.7***** 481.7***** 467.9***** 482***** 466.8***** 12,573*****24,993**** 5,945,951,900

รติ
November 5, 2009 at 08.46 AM

Marc Faber อีกแว้ว ^^

ขอบคุณครับลุง

ตอโต้ง
November 5, 2009 at 09.15 AM

สถานะคงค้างบรรทัดสุดท้าย ผิดครับ S50Z09 = 25,110 ( 24993 ผิด ของวันที่3/11/09)

ดูว่า พวกเล่นสั้น เล่น แรง แต่เอากำไรเยอะๆ แต่ โค-ต-ระ เสี่ยง ,

เขาจะะเคลียหนี้เคลียสินกันยังไง ? ,

มีสุขและสนุกในการลงทุนครับทุกท่าน

สโรชา
November 5, 2009 at 03.50 PM

คุณลุงเฮ้าส์ คุณตอโต้ง

คิดว่า ตลาดซึมลงหรือเปล่าค่ะ

1) ทิศทางเศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อไทย

2) ตลาด commodity เช่น น้ำมัน ทองคำ เหล็ก อื่น ๆ มีการแกว่งตัวรุนแรงมาก
ทองคำ ไม่น่าเลยไม่คิดว่าจะขึ้นได้มาขนานี้ บัวเคยอยู่ยุค ทองคำ บาทละ 3000 กว่าๆด้วยค่ะ

3)ความผันผวนกระแสเงินลงทุนทั่ว โลก อันจะมีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้น

4) การเมือง เป็นสาเหตุให้เกิด ความไม่เชื่อมั่น แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจ ออกมาดีหรือไม่ คนเชื่อมั่น น้อยลง เอาแค่บัวเอง บัวยังไม่เห็นว่าอะไรจะดีเลยค่ะ คิดว่าไงค่ะ มีความเชื่อมั่นกันมั้ยค่ะ

ถ้าตลาดซึมลง นักลงทุนก็พร้อมขาย

ช่วงนี้คือ wait and see หรือไม่ อย่างไรค่ะ คิดว่ายังไง หรือยืนยันที่ 650 จุด

ปล เริ่มจะคิดเหมือนคุณวิจิตรา ลงทุนให้สนุกด้วย คือ รอได้ค่ะ ไม่รีบร้อนมากค่ะ และ ติดดอยก็ได้ ถ้าจะอยากให้ติดเพราะก็ติด แต่ไม่ซีเรียสแล้ว มาคุย และ แลกเปลี่ยน มีคนลงทุนด้วย ก็สนุกดีค่ะ หาเวลาหาความรู้ สิ่งใหม่เกิดทุกวันค่ะ ไม่ค่อยเครียด หรือลดความจริงจังลงมากกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ

รักษาสุขภาพค่ะ เพื่อสู้ กับ SET Index ค่ะ คุณลุงเฮ้าส์ คุณตอโต้ง คุณรติ คุณบีม

ตอโต้ง
November 5, 2009 at 04.05 PM

คุณ บัวเดี๋ยวมาคุยด้วยนะ ,

ผมรักพี่ สถาบัน กับ พี่ ต่างชาติจริงจริง ,รอตลาดปิดก่อนครับ

Pearl
November 5, 2009 at 04.07 PM

Political risk has not peaked
I believe Thai political risk has not peaked yet.

สโรชา
November 5, 2009 at 04.49 PM

คุณตอโต้ง คุณเฮ้าส์ ทำงานหรือภาระงานให้เรียบร้อยค่ะ

ไม่รีบร้อนค่ะ

พรุ่งนี้ได้ค่ะ ไม่ซีเรียสค่ะ

ขอบคุณค่ะ

ตอโต้ง
November 5, 2009 at 11.59 PM

สวัสดีคุณบัว

………บัวเคยอยู่ยุค ทองคำ บาทละ 3000 กว่าๆด้วยค่ะ …

ผมก็ทันครับ แต่คนละมุมแน่แน่ จำได้ว่า จำนำได้บาทละ 3,800 บาท, 55555

……….1+2+3………………….. ?

Trend ใหญ่ๆ ฟัง ดร.กอบ update ให้เสมอครับ ,เสียดายเดี๋ยวนี้ไม่มี clip ไว้ดูย้อนทุกตอนเหมือนแต่ก่อนครับ ,
แล้วก็ข้อมูลที่ นักศึกษาคณะ Fund Flow ที่ชื่อ ลุงเฮ้าส์ เอามาครับ + business journal ต่างๆครับ , ปัญหาตอนนี้ มันมอง Econ. เพียวๆไม่พอครับ เรื่องข้อ 4 “การเมือง” มันแรงครับ หลายเดือนนี้เวลาว่างพยายามอ่านหนังสือพวกประวัติศาสตร์-อัตชีวประวัติ ครับ เลือกคนเขียนที่พอจะเชื่อถือได้นิดนึง เพราะได้ยินผู้ใหญ่ที่คุยด้วยหลายคนชอบพูดว่า “มันเป็นเวรกรรมของประเทศไทย” ครับ อืม ! เริ่มเชื่อนิดนิดแล้วครับ ,อ่านแล้วคิดตาม ปะติดปะต่อ สนุกดีครับ

………………..คิดว่า ตลาดซึมลงหรือเปล่าค่ะ ……… wait and see หรือไม่………….. ?

SET ซึมมั้งครับ แต่ที่ Future Set50 ไม่ครับ , ส่วนตัว ไม่ได้ wait and see ครับ แต่ พร้อมที่จะ close position ตลอดครับ ,

แต่ ดูข้อมูลก่อน วันข่าวลือ ,marketshare ต่างชาติ ที่เป็น % ซื้อ+ขาย เทียบปัจจุบัน ไปเรื่อยเรื่อย ลองดูอีกรอบครับ บางที่อะไรอะไรที่เราเคยมองเคยเห็นมาแล้ว เรามักจะมองใน มิติ เดิมเดิม ครับ ,พอเปลี่ยน มุมมอง มิติ อื่นๆ อาจจะได้อะไรอะไรใหม่ใหม่ ครับ

http://marketdata.set.or.th/mkt/investortype.do?language=th&country=TH

คุณสโรชา เข้ามารอลุงเฮาส์ปล่อยของครับ จะได้ไม่เครียด,สุขและสนุกกับการลงทุนครับ (ไม่ใช่เก็งกำไร) ,เพราะเชื่อว่า คิดโดยแยบคายแล้วถึง take position ผมว่ากลุ่มคนที่ไปซื้อ ก่อน ปีใหม่ ก่อนเมษา เขาน่าจะ ฉลองปีใหม่+สงกราณต์ ไม่สนุกเท่าคุณ สโรชา นะครับ, ค่อยค่อยดูกันไปครับ ,โอกาสมีอยู่เสมอครับ มั่นใจครับเรื่องนี้

ลุงเฮ้าส์
November 6, 2009 at 05.50 AM

ขอมองมุมเฉพาะ Fund Flow ก่อนนะครับ ซึ่งก็คงเป็นเรื่องของ Correction เป็นหลักในตอนนี้
1.Marc Faber ที่ต้องเอาเรื่องของอีตาคนนี้มาพูดบ่อยๆ ส่วนหนึ่ง ก็ฟังมาจากคุณ ต.โต้ง ที่ว่า พวก Bullish ชอบฟัง และ
– เมื่อตอน น่าจะประมาณเดือน 9 อีตานี่ออกมาบอกว่า หุ้นจะขึ้นไม่หยุด ไปถึงจบ Q1 ปีหน้า (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ เพราะผมหาตัวข่าวไม่เจอ แต่จำได้แน่ๆว่าออกมาพูด)
– แต่เมื่อ 2-3 วันก่อน ที่ผมสรุปทิ้งไว้ให้ อีตา Marc Faber กลับลำแล้ว
(ลุงเฮ้าส์ เขียนเมื่อวันที่ 04.11.2009 เวลา 13:25 น)
แล้วเป็นการพูดหลังจากตัวเลข GDP ขึ้นถึง 3.5 มาตั้งหลายวันแล้วด้วย , ตัวเลข GDP ดี น่าจะสนับสนุน สมมุติฐานแรกของเขาว่า หุ้นไปไม่หยุด มากกว่าเขาจะมากลับลำ
2.คุณพี่ Roubini ซึ่งตอนนี้ถูกมองเป็นพวก “มอง Growth ตอนนี้ เป็นเพราะ Bubble Asset” ก็ยังออกมายืนยันเจตนารมณ์เดิมอยู่ (แม้หลังจากตัวเลข GDP 3.5 จะออกมาหลายวันแล้ว ) และที่สำคัญ เขาบอกว่า USD จะตกไปถึง 15-20 % (จำไว้เสมอนะครับ USD กับ สินทรัพย์เสี่ยงไปคนละทาง ,อ๋อ ทองคำ ให้แยกออกไปจาก USD นะครับ ทองคำนี่อย่าไปมองเป็นโภคภัณฑ์อย่างเดียว มันมีหลายสถานะในตัวมันเอง)
(เขาบอกอีกว่า จะใช้เวลา ภายใน 6 เดือน – 1ปี ซึ่งตรงนี้ผมยังงงๆอยู่ และไม่คิดว่าจะใช้เวลานานขนาดนั้น แต่ตรงนี้ ขอตามอ่าน Comment ของพวก ผู้จัดการกองทุน นักการเงินโดยตรงอะไรดีกว่า กลุ่มคนพวกนี้ น่าจะ บอกตัวเลขระยะเวลาได้ดีกว่า)

มองในอีกด้านกลับกัน Jim Roger ออกมาพูดเมื่อ Nov 4 ว่าไม่มี Correction แต่เมื่อ Oct 28 นี่พูดคนละอย่างเลยครับ
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=ao_F7Av8z59E
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=newsarchive&sid=a8fc.G.WUIP8
แล้วส่วนตัวผมไม่เชื่ออีตา Jim Roger เพราะขานี้อันตรายครับ เรียกกันเล่นๆ ว่า มือขวา George Soros และ คุณรองเท้าฟางเคยมาเล่าให้ฟังว่า เกี่ยวข้องกับ พวกกองทุนที่มาถล่มค่าเงินบาทเมืองไทยตอน 40
3.ใน Statement ของ FED จากการประชุม FOMC ครั้งล่าสุด มีถ้อยคำที่ซุกไว้ใน ท่อนท้ายๆ (Statement FED อ่านเองได้จะดีที่สุด เพราะถ้อยคำถอดความได้หลายนัยยะ พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ตกลงมันจะบอกอะไรเรากันแน่วะ ใช้ภาษายังกับหนังสือปรัชญา ตีความกันได้เป็นร้อยเป็นพันอย่าง)
กลับเข้ามา มีถ้อยคำหนึ่งที่ผมอ่านแล้วสะดุด
“The Federal Reserve is monitoring the size and composition of its balance sheet and will make adjustments to its credit and liquidity programs as warranted.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=aDOTMS_ASZ0I
Make adjustment เนี่ย จะทำอะไรเหรอครับ , แล้ว Balance Sheet ของ FED เนี่ยเน่ามากนะครับ รับซื้อตราสารทางการเงินเสียๆเข้ามาเป็นอยู่ในงบดุลตัวเองเต็มไปหมด

อีกอย่าง การประมูลพันธบัตร (ที่ถือเป็น Safe Heaven ) เมื่ออาทิตย์ก่อน ซึ่งมีจำนวนที่สูงถึงขั้นเป็นสถิติ ก็มี Demand เข้ามามาก ทั้งจาก 18 Primary Dealer (เอาง่ายๆว่า เป็น คล้ายๆ นายหน้าของ FED ที่มีไว้ Deal กับพวกเอกชนต่างๆใน USA ที่อยากซื้อพันธบัตร)
และจาก ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ,จีนก็ยังเข้าไปซื้อมากอยู่

รวมความแล้ว ผมยังเชื่ออยู่ว่า อยู่ใน Correction Stage แต่ทำไมหุ้นในตลาดโลกยังบวกได้ อันนี้
ก็ไม่รู้เหมือนกัน (หลอกรายย่อยในประเทศตัวเองเหมือนบ้านเรามั้ง) อย่างวันนี้ Dow ก็ทะลุ 10000 อีกแล้ว (เข้าใจว่า น่าจะเป็นตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานช่วยดัน แต่ตัวเลขตัวนี้ ประกาศเป็นรายสัปดาห์ มันจะ Volatile มาก (ผันผวน) ถ้าจะให้ดีดูตัวเลขของวันพรุ่งนี้ในอเมริกา (เมืองไทยคีนนี้) ตัว Unemployment Rate ซึ่งผมเชื่อว่าไม่มีทางพลิกล็อก เพราะมันเป็นตัวเลข Lagging Indicator

ส่วนเรื่อง จะสรุปตลาดยังไง ขออนุญาตแนะนำว่า ให้ใช้ งานของผม เรื่อง
วิธีการมองเรื่องตลาดหุ้นไทยแบบของผม (ลุงเฮ้าส์ เขียนเมื่อวันที่ 21.10.2009 เวลา 08:58 น)
การคาดการณ์ Fund Flow (ลุงเฮ้าส์ เขียนเมื่อวันที่ 27.10.2009 เวลา 16:51 น)
ว่าด้วยการ Correction ของ World Fund Flow(ลุงเฮ้าส์ เขียนเมื่อวันที่ 31.10.2009 เวลา 21:05 น)
บวกกับที่คุณ ตอโต้ง แกสรุปไว้ให้
(แต่อย่าลืมยึดหลักกาลามสูตรนะครับ)
อือห์ หลังๆนะ ด้วยความที่มอง Fund Flow ออกบ้าง ,รู้เรื่องการเมืองเยอะมาก ผมก็มั่นใจนะ ว่าผมอ่านตลาดถูกแน่ แต่บางที มันก็กลับไม่เป็นอย่างที่เราคิด บางครั้งก็หงุดหงิด (เพราะก็ต้องหารายได้เสริมเหมือนกัน) แต่หลังๆ เริ่มเหมือนที่คุณวิจิตราบอก
“…ไอเดียการลงทุนคือ การอดทน วิธีฝึกการอดทนที่ดี คือ มาเล่นที่ Blog ดร กอบ เเล้วจะลืมเวลาไปค่ะ อดทนต่อระยะเวลา รอคอย Trade หุ้น ห้ามมี ความหวัง หรือ Hope อิอิ
ดิฉันค้นพบแล้วThe secret อิอิ อดทนรอได้แน่เพราะมีเพื่อนเยอะมากในนี้ สนุกมาก ขอบคุณมากค่ะ เพราะไม่เช่นนั้นคงขาดทุนซ้ำซาก เพราะจดจ่อมากไป…”

รติ
November 6, 2009 at 06.01 AM

สวัสดิ์ตอนเช้าๆ ผมตื่นแล้ว เข้ามาถึงออฟฟิตแล้ว ตอนนี้นั่งอ่านข่าวไปเรื่อยๆ หวังว่า ลุงเฮ้าส์จะมีของดีๆมาให้ตอนเช้า ^^
อนึ่ง ถ้าทอง 3-4 พันบาทอย่างเมื่อก่อนนะ รติจะใส่ให้เป็นโซ่ เลย ฮึ่มๆๆ^^

รติ
November 6, 2009 at 07.01 AM

เมื่อเช้า ฟังข่าวเรื่องรัฐบาลจะเข้ามาดูแลเรื่องเงินกู้นอกระบบ ฟังๆๆแล้ว เหมือนดี
ความเห็นส่วนตัว ผมอยากให้ เป็นลักษณะการธนาคารชุมชน หรือเกณ การให้สินเชื่อควรง่าย และควรให้บริการรวดเร็ว มากกว่า ไม่ต้องปล่อยเยอะ แค่ รายละ 1-2 หมื่นบาท ผมว่าดีกว่าเยอะ จัดการได้ถูกจุดด้วย คือถ้าเร็ว และสะดวกในการชำระเงิน ไม่ใช่แบบที่ออมสินเป็นอยู่ตอนนี้ เห็นคนไปรอคิวแล้วท้อเลย

ไงก็จะขอเป็นกำลงใจให้ล่ะกัน มันอาจจะดีก็ได้…..มั้ง แฮะๆๆ

สโรชา
November 6, 2009 at 09.31 AM

ถึงคุณตอโต้ง ขอบคุณที่มาตอบ และจะมาตอบ ขอไปเคลียร์งานก่อนค่ะ

วันนี้คุณรติ และคุณตอโต้ง คุณลุงเฮ้าส์ โชคดีนะค่ะ

พักบ้างค่ะ จะได้สดใส สดใส สดใส ค่ะ

ชวัญชนก
November 6, 2009 at 09.40 AM

ทำไมคนไปซื้อทองที่ Gold Future มากตอนนี้ ทั้งที่สมาคมร้านทองบอกว่าอันตรายมากค่ะ
ไม่ค่อยเข้าใจในการลงทุนนี้ แต่เห็นเพื่อนที่ทำงานเขามาถามค่ะ เสี่ยงมากหรือค่ะ แต่ไม่ได้เข้าลงทุนหรอกค่ะ เเต่สงสัย

ทันตอนทองคำ 3000 เช่นกันค่ะ แต่ว่าไม่คิดว่าจะมาได้ถึง 17000 บาทค่ะ

สโรชา
November 6, 2009 at 09.43 AM

ตอบ Gold Future แบบเร็วๆ และ ความเห็นส่วนตัว ว่า Just say NO
เสี่ยงมาก เพราะว่า คนที่ตื่นทองช่วงนี้มีเยอะ อย่าเป็นแมงเม่าดีกว่า

อิอิ ว่าไม่รู้มากเเต่ไม่แนะนำแล้วกัน ส่วนตัวมากค่ะ คุณขวัญ ขอไปทำงานก่อนนะค่ะ
ไปอ่านที่ลุงเฮ้าส์เชียนแล้ว ตลกมากค่ะ

ลุงเฮ้าส์
November 6, 2009 at 11.47 AM

ชวัญชนก เขียนเมื่อวันที่ 06.11.2009 เวลา 09:40 น
คุณขวัญชนก บอกคนรู้จักเลยครับ ไอ้ Gold Future ถ้าไม่เก๋าจริงระดับคุณตอโต้ง อย่าได้เข้าไปแตะเชียวครับ
ผม ขนาดแม่น (ในระดับหนึ่ง) กับ Gold Spot (ทองแท่ง) ยังไม่กล้าเข้าไปยุ่งเลยครับ
แต่ Gold Spot ทองแท่งแถวเยาวราช ก็น่าเบื่อครับ

เจ
November 6, 2009 at 12.09 PM

เท่าที่มองคนที่เล่น Future มองว่าเขาไม่ได้ป้องกันความเสี่ยง
แต่กลับซื้อความเสี่ยง เพื่อที่ว่าจะได้กำไรในความเสี่ยงนั้นๆ ที่ว่า
ซื้อความเสี่ยง เพราะอย่าน้อยก็ต้องเสียค่าสัญญาให้กับทางโบรคเกอร์

หลักที่ใช้ Future กระจายความเสี่ยง แต่ว่าใช้จริงก็คงลำบากมาก แพ้สถาบัน

ส่วนที่ว่าจะป้องกันความเสี่ยงนั้น จากหุ้น ที่ไม่ใช่ Gold Future ที่เป็นอยู่ตอนนี้
จาก SSF ก็เสี่ยงผมว่า ในมุมผม เพราะมันไม่มีวอลุ่มครับ
หากแต่จะเป็นตัวอื่นซึ่งก็คือ Put/Call option (ซื้อสิทธิ์ที่จะซื้อหรือขายในเวลาที่กำหนด)
น่าจะดีกว่าครับ

การลงทุนมีความเสี่ยง และเสี่ยงต่อหัวใจในความไม่แน่นอน ทั้งการเมือง ตลาดหลักทรัพย์ ที่หาความแน่นอนยากครับ

ขวัญชนก
November 6, 2009 at 12.14 PM

ขอบคุณคุณบัว คุณลุงเฮ้าส์ คุณเจ ค่ะ

แค่อยากจะทราบ เพราะเห็นว่าได้ไม่เท่าไหร่ แต่ ทรัพย์จางแล้ว เหมือนว่าแทงหวยเลยนะค่ะ เขาก้ช่างสรรหาของมาให้นักลงทุนมาลงทุน แต่ไม่นึกถึงคนลงทุน คนลงทุนไม่นึกถึงว่าจะเสี่ยงแค่ไหน เลย พอกันเลยค่ะ

ไปทานข้าวค่ะ ขอบคุณมากอีกครั้ง

ตอโต้ง
November 6, 2009 at 01.21 PM

คุณ ชวัญชนก ,ขอแชร์สั้นสั้นด้วยครับ , เห็นด้วยกับทั้งสามท่านครับ (คุณบัว +ลุงเฮาส์+คุณเจ) ,
อย่าไปยุ่งครับ ,ด้วยเหตุปัจจัยมากมากมายมายครับ , FIF Shanghai Composite Index ที่มีอยู่น่าจะดีกว่าเยอะครับ ,

เอ่อ แล้วเอาไว้จะขอความรู้เรื่อง ที่พักผ่อนดีดีถูกถูก ทีเชียงใหม่ครับ

ขวัญชนก
November 6, 2009 at 01.53 PM

ขอบคุณค่ะ คุณตอโต้ง แต่ตอบแล้วค่ะ

คิดยังไงกับการพัฒนาตลาดทุน และการแปรรูป คือ จะเอาตลาดหลักทรัพย์เป็น หุ้น เลย ไม่เคยคิดเลย มีการบอกว่าจะมีมาก เหรอค่ะ ไม่ค่อยเข้้าใจพวกหุ้น และ อะไรเท่าไหร่ อย่างพวก future ก็ไม่รู้ว่าเอาอะไรมาคิดได้ว่าเราจะทราบยังไงว่ามันจะขึนลง แปลความทั้งหมด น้ำมันแพงเพราะว่าเขาไปซื้อขาย ล่วงหน้า เราต้องอยู่ในภาวะการเก็งกำไร เพิ่งทราบแต่ไม่มั่นใจว่าปีที่แล้วน้ำมันที่ไป 150$ ได้เพราะการเก็งกำไร เเละดอลล่าร์อ่อน

ขอบคุณค่ะที่ทำให้เข้าใจ คือทราบว่ารู้ว่าอะไรเป็นที่มาของอะไร ขอมีความสุขกับ FIF พอแล้วค่ะ หวังว่าจะสุขใจได้ค่ะ

ขอบคุณอีกครั้ง

ลุงเฮ้าส์
November 6, 2009 at 06.12 PM

ผมไปดึงงานของตัวเองที่คิดว่า น่าจะเข้าท่า ตอนที่ไปเขียนไว้ที่ Money Channel มาใส่ไว้ที่บล็อค อ.กอบ เผื่อใครอยากจะเอาไปใช้
แต่ผมเอาไปใส่ที่ ร่วมด้วยช่วยกัน 1 มันจะได้ไม่มาเกะกะที่ร่วมด้วยช่วยกัน 2
อย่าหาว่าเจ้ากี่เจ้าการ หรือดูเหมือนพยายามโปรโมทตัวเองเลยนะ แค่อยากจะรวบมาไว้เป็นหมวดหมู่ เผื่อใครจะมาเอาไปใช้ เพราะอย่างบางชิ้น เช่น ค่าแรงจีน หรือ ลักษณะเศรษฐกิจการเงินโลก ก็รู้สึกว่าเขียนพอใช้ได้อยู่เหมือนกัน น่าจะเอามาใช้เป็นประโยชน์ได้
ชึิ้น ลักษณะเศรษฐกิจการเงินโลก ตัวเอกสารอ้างอิงของ Mckinsey อ.เวทางค์ ท่านก็เอามาใช้เขียนลงในวารสารของกระทรวงการคลังเหมือนกัน ผมเลยคิดว่า ตัวเอกสารน่าจะพอเชื่อถือได้
ก็เลยเอามาไว้ที่บล็อค อ.กอบดีกว่า
O.K. นะ เข้าใจนะ

Pimmada
November 7, 2009 at 03.51 PM

ลุงเฮ้าส์ สนับสนุนค่ะ

มีอะไรให้พิมช่วยหรืออะไรที่พอช่วยได้บอกค่ะ จะทำให้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

Pimmada
November 7, 2009 at 03.59 PM

ที่คุณขวัญเขียน คือขออนุญาต แสดงความเห็น
เรื่อง “คิดยังไงกับการพัฒนาตลาดทุน และการแปรรูป”

ไม่คิดเลยว่าเขาทำอะไรอยู่ คนที่เสียหายจากการลงทุนเยอะ และ จากมาร์เกตติ้งด้วยค่ะ ไม่ทราบว่าแผนปฎิรูปเป็นอย่างไร เเละทำไม ต้องทำเพราะทุกวันนี้แค่ วิกฤตข่าวลือ ตามเรื่องไปตามเรื่องมา ยังทำคนที่ตามเรื่องหรืออ่านข่าวงง สับสนมันสะท้อนถึงปัญหาหลายๆด้สนค่ะ ที่ ตลาดหลักทรัพย์ ควรมองไม่ควรปล่อยผ่านแต่เพราะปล่อยผ่านเรื่องเล็กน้อย เขาเลยต้องตกอยู่กับคำว่าเป็นแหล่งเหมือนบ่อน และพนัน

ได้ดุข่าวเมื่อเช้า เรื่องร้านทอง ที่ร้านเล็กๆจะอยู่ไม่ค่อยได้เพราะการซื้อ ขาย ดูซบเซา และ คนไป Gold Future กันมากขึ้น และเห็นทางที่สมาคมบอกว่ายังไงต้องปรับตัว
ส่วนตัวคิดว่า มันอาจจะดีแต่ว่าไม่ดีสำหรับรายเล็ก เพราะ รายเล็กก็เเย่ อย่างเดียว

ทุกวันนี้ไม่ค่อยเข้าใจว่า ตลาดหลักทรัพย์เขากำลังคิดหรือทำอะไร เพราะบางอย่างที่ทำมันก็ไม่ค่อยจะเห็นเป็นรุปธรรมที่ชัดเจน

ถ้าไปฟังคนที่ตลาดหลักทรัพย์พูด มันก็ดูดี สวยหรู แต่ความเป็นจริงมันตรงข้ามและห่างไกลมากค่ะ นี่คือส่วนตัวค่ะ

MAY
November 7, 2009 at 04.08 PM

ขอบ้างนะ

ไม่เคนคาดหวังอะไรกับ ตลาดหลักทรัพย์

ถ้าธนาคารดอกเบี้นยไม่ต่ำมาก ก็ไม่มาลงทุนหรอกค่ะ เพราะ มันเสี่ยงมาก

เสี่ยงโดนรถชนยังไม่อันตรายเท่าเสี่ยงกับ ข่าวลือเลยนะ เล่นเอาเกือยบแย่ บางคนก็แย่เลย เมย์ว่า

และ HARD TOPIC เขาพูดเรื่องนี้มั้ง เมย์ดูอยู่วันพฤหัสบดี และ วันศุกร์ ว่าจะไปออกความเห็นเพื่อได้หนังสือแต่ไม่เอาดีกว่า เปลืองเวลาพิมพ์ และไม่ไหวจะเคลียร์ด้วยค่ะ

ไม่เคยคาดหวังเพราะหวังอะไรไม่ได้ ส่วนตัวแบบมากที่บอก และไม่ค่อยจะคิดอะไร ไม่ค่อยอยากเห็นอะไรเพราะอย่างไรเสีย ชีวิตมันมีอะไรอีกเยอะ เเต่ที่มาคลุกคลี เพราะก็เสียเงินให้ตลาดมากพอดู แต่ทำไงได้ไม่เท่าทัน ตลาดเอง mr. market น่ากลัวค่ะ

สักพักเรื่องก็เงียบ เชื่อเถอะเพราะว่า มันมีข่าวมากลบ และช่าวงนี้ข่าวลือ ข้อเท็จจริงยังไงเหมือนว่าจะ sideway หาย ไปเรื่อยๆ เราๆไม่ทันรู้ตัวค่ะ 5555

ขอถามเรื่องหุ้น การที่หฃุ้นขึ้นเพราะว่าอะไรกันแน่ ตอนนี้นายและนางโบรกเกอร์ จะมั่นใจหรือเปล่า นะ ไม่แปลกเวลาโบรกเกอร์บอกว่า ขาย รอ ควรที่เราจะเข้าซื้อ ไม่น่าดูช่วงเทรดมากไปเลย น่าจะเชื่อเพื่อนสบายเลย ช่างกล้ามากและหุ้นมาปิดที่วันศุกร์ คราวนี้มอง 700 จุดอีกแล้ว นี่มันเพราะว่าอะไรกันแน่

ขอเล่านะ ตอนเเรกที่จะ trade ผ่าน internet พยายามหามากว่าสำนักไหนจะวิเคราะห์ดีมาก แต่สุดท้าย พอกัน หาที่ค่า trade ถูกๆและไม่เจ๊งง่ายในวันที่จำเป็น จบค่ะ

สบายใจที่เขียนแล้ว 5555 สะหบายยย เหมือนคุณวิจิตรา ซื้อ ทิ้งไว้เป็น collection set set

nisanart
November 7, 2009 at 06.54 PM

ขอแชร์ประสบการณ์ลงทุนค่ะ

รู้จัก ดร กอบศักดิ์ ตอนออกรายการ ตาสว่างค่ะ

ตอนที่ท่านพูด อยากให้เพื่อนๆไปหาดูค่ะ ปีที่แล้ว

วันที่ท่านพูด ตอนนั้นคือวันหลังจากที่ lehman ล้ม ท่านพูดได้ดีมาก และ ส่วนตัวก็ซื้อที่ดัชนี้อยู่แถว 400 ต้นๆค่ะ 430-440 ค่ะ ถ้าจำไม่ผิด แต่อาจารย์ วีระท่านก็กังวลมากไป อาจจะทำให้ ดร กอบศักดิ์ พูดติดขัดบ้างเพราะ อาจารย์ วีรัท่านพูดแทรกตลอด แต่ ดร กอบศักดิ์ ท่านใจเย็นมาก เลยชอบท่านหลังจากวันนั้นค่ะ

และมาเสียท่าตอนที่ สนามบิน เลยขายออกหมดตอนปลายปีค่ะ และ ต้นมกราคมค่ะ

เสียท่า พวกโบรกเกอร์ และ ขายหมดพอร์ท เสียใจมาก เพราะว่า โบรกเกอร์หาใช่ความถูกต้อง

มาซื้ออีกทีที่เดือนมิถุนายน เก็บมาตลอดเพราะว่าไม่ฟัง โบรกเกอร์
แต่ฟัง ดร กอบศักดิ์ อัพเดท สถานการณ์โลก เเละท่านเพียงผู้เดียว
ต้องขอบอกก่อนว่า เล่าจากประสบการณ์ค่ะ เพราะว่า ท่านอื่นก็คงมีอะไรดีๆ
แต่โบ ขอเล่าตามประสบการณ์ค่ะจากนั้นมา

ไม่เคยขาย (เพราะฟังท่าน ท่านบอกว่า เศรษฐกิจจะดี เอเชีย)
และค่อยๆเอาเงินเดือนมาส่วนหนึ่งลงทุนในหุ้นเอง
และฟังจากดร กอบศักดิ์ มาตลอด เพราะคิดว่าเราต้องทราบว่าเกิดอะไร และจะได้ทราบว่ามีอะไรที่เราควรรู้ระวัง เศรษฐกิจไทยไปได้หรือไม่เพราะอะไร อย่างไร ค่ะ

แต่เสียดายที่ทาง money channel ทำเพราะลงทุนติด ubc เพื่อดร กอบศักดิ์ ตอนนี้ถอดทั้ง ubc แล้วค่ะ ไม่ติด money channel ด้วย ดูตอนเช้าผ่าน internet ค่ะ และมาที่ blog ค่ะ และอ่านบทความท่านเรื่องการออม ทั้งที่เดลินิวส์ และที่ Blog เลยอะไรมากค่ะ

และสุดท้ายอยากฝากว่าโบรกเกอร์ ไม่ค่อยอยากเชื่อเพราะว่าเสียท่ามาแล้ว 2ครั้ง ค่ะ
สำหรับการแปรรูปตลาด ไม่มีความเห็นค่ะเพราะว่าไม่ค่อยเชื่อความโปร่งใส
สำหรับการเมือง นโยบายไม่ควรจะเปลี่ยนแต่พรรคไหนมาก็เหมือนกันค่ะ

ตอโต้ง
November 7, 2009 at 11.35 PM

ขอบคุณคุณ nisanart ครับ ,แต่หาไม่เจอครับ ท่านใดหาเจอเอา link มาแปะให้ดูด้วยครับ ,จริงจริงเป็นรายการที่ชอบมาก ชอบพิธีกรทุกท่าน แล้วมีแขกรับเชิญ VIP อย่าง ดร.กอบ อีก ยังงงว่าวันนั้นที่ออกสดสงสัยไปปลีกวิเวกที่ไหน,

http://www.tasawang.com/tasawang/onair.php?page=10

คุณ ขวัญชนกที่ถามเรื่องปฏิรุป…… , ส่วนตัวปัจจุบัน ปลงไปนานแล้วครับ , คนที่มีโอกาสมีอำนาจที่ผ่านผ่านผ่านมา (ผ่านมานานครับ)ก็ยังมีโอกาสมีอำนาจกับบริวารเครือข่ายอยู่ แล้วเราจะไปหวังอะไรครับ , live and learn ครับ (ขอบคุณที่ตอบเรื่องที่พักที่เชียงใหม่ครับ มีอะไรที่พอแชร์ได้บอกนะครับ)

http://www.youtube.com/watch?v=lBQ8Pu-Ql7I

คุณบัวแปะไว้สักพักแล้วครับ……………..

สโรชา เขียนเมื่อวันที่ 11.10.2009 เวลา 15:54 น
สวัสดีค่ะ สบายดีกันนะค่ะทุกคน หวังว่าน่าจะ… สบายดี
และก็มาฝากค่ะ

โชคดีกันทุกๆๆท่านนะ

ปี 1997 set low 354.29 / high 870.57 / closed 372.69
ปี 1998 set low 204.59 / high 564.17 / closed 355.00
ปี 1999 set low 308.74 / high 551.85 / closed 481.92
ปี 2000 set low 249.77 / high 499.52 / closed 269.19
ปี 2001 set low 265.13 / high 347.19 / closed 303.85
ปี 2002 set low 302.38 / high 430.67 / closed 356.48
ปี 2003 set low 347.55 / high 776.78 / closed 772.15
ปี 2004 set low 576.63 / high 802.19 / closed 668.10
ปี 2005 set low 630.71 / high 746.10 / closed 713.73
ปี 2006 set low 587.92 / high 787.55 / closed 679.84
ปี 2007 set low 608.14 / high 924.70 / closed 858.10
ปี 2008 set low 380.05 / high 886.57 / closed 449.96

วิจิตรา
November 8, 2009 at 01.15 PM

สถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้เป็นอย่างไร
ดร กอบศักดิ์
1 เศรษฐกิจภาพชัดเจน เศรษฐกิจโลกหลายแห่งไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้และการฟื้นตัวอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่คิดไว้ เช่นเดียวกัน
สหรัฐอเมริกา ยุโรป ยุโรปตะวันออกแม้จะผ่านวิกฤตมาได้แต่ไม่ได้แก้ปัญหาสถาบันการเงินของตัวเองให้ดีเหมือนกับเมืองไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเข้าสู้วิกฤตมีแต่หนี้เสียในสถาบันการเงิน สุดท้ายก็รอดมาได้ แต่ปัญหาคือพอมีหนีเสีย ต้องไปจัดการให้เรียบร้อย ต้องใช้เวลาอักระยะหนึ่ง

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมต้องใช้เวลาอีกระยะเวลาหนึ่ง ถามว่าทำไม แนวคิดคือ เขามีการกระตุ้นเศรษฐกิจคือการเอาเงิน เจ็ดแสนกว่าล้านำไปกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นขึ้นมาได้
อย่างสหรัฐในไตรมาศที่ 3 ดูเหมือนจะฟื้น 3.5% แต่ปัญหาที่สำคัญคือ เขากลัวว่าคนไข้ที่ฟื้นลืมตาขึ้นมาแล้วยิ้มให้กับทุกคนอาจจะเดินต่อไปไม่ได้ ที่เดินต่อไปไม่ได้เพราะเขากลัวว่า สินเชื่อจะยังไม่ออก เพราะว่า แบงค์ยังคงมีหนีเสียอยู่เยอะ และมองไป รอบข้างมีแต่บริษัทที่กำลังจะล้ม ตัวเลขคนตกงานสูงที่สุดในรอบ 26 ปีที่ 10.2%
จึงไม่น่าแปลกใจว่าสินเชื่อทั้งที่มีเงินวางไว้เยอะ กองไว้เยอะแต่ไม่สามารถปล่อยได้ (แล้วจะกับมาอธิบายเรื่องเงินที่กองไว้เยอะๆแต่ทำไมไม่สามารถปล่อยไปได้ค่ะ)
นี่คือหัวใจว่า 3.5% ใช่ในไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมาแต่ในอนาคตอาจจะแผ่วลงไปและกระบวนการฟื้นตัวมีคนคิดบอกว่า ถ้าเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง 3.5%อย่างที่ว่า จะทำให้ตัวเลขการว่างงานลดลง 0.5%แต่ตอนนี้ตัวเลบการว่างงานอยู่ที่ 10.2% ดังนั้นกว่าจะให้กลับมาอยู่ที่ปกติหรือที่ 6% ต้องใช้เวลาเป็นสิบๆปี เลยเป็นภาพที่บอกว่าคุณหมอได้ช่วยให้คนไข้ผ่านวิกฤตไปได้แต่ว่าหลังจากนั้นจะเดินไปได้เร็วแค่ไหน เป็นคำถามที่คนในอเมริกาถาม และกังวลใจ ในยุโรป อังกฤษ ยุโรปตะวันตก ทั้ง 4 แห่ง ที่คนยังมีความกังวลใจ

2 ขณะเดียวกัน มีประเทศที่ไม่มีปัญหา เอเชีย ออสเตรเลีย นอร์เวย์ ฯลฯ ไม่น่าแปลกที่มีการประมาณการว่า จีนขยายตัวประมาณ 9% อินเดีย ขยายตัวประมาณ 6.4% ในเอเชีย 5-7% โดยรวมๆๆ เฉลี่ยๆๆ

รายละเอียดพูดเหมือน ไปดู clip money channel
http://www.moneychannel.co.th/Blog/Kobsak/tabid/164/Default.aspx

2.1) แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลก (10/15/09)
2.2) World Economy Update (10/29/09)
2.3) US GDP (11/02/09)
2.4) Thai Economy (11/05/09)
ไปดูค่ะ แล้วจะทราบว่าดร กอบศักดิ์ พูดแล้วแต่มาสรุป

วิจิตรา
November 8, 2009 at 01.19 PM

—— จะขอไปแบบว่า เอาแต่ point สำคัญ เช่นหุ้น
คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร บอกว่าเห็นด้วยกับ ดร กอบศักดิ์
และบอกว่าปีนี้เป็นปีที่ดีของตลาดหุ้น และ พูดเรื่องตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ขึ้นมา 50% ตลาดหุ้นไหนดีๆก็ขึ้น 60-70%

คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร พูดว่า
สิ่งที่น่ากังวลใจถ้าเศรษฐกิจสหรัฐไม่ฟื้นอย่างจิรงจังเศรษฐกิจโลกก็อยากจะกลับไปเป็นอย่างเดิม
เอกชนจะรับมือไหวหรือไม่ ถ้ารับไหว การเงินการธนาคารต้องปล่อยสินเชื่อ แต่ว่ายังไม่ค่อยจะปล่อย เลยกังวลจุดนี้ และอยู่จุดที่น่ากังวลใจ
เศรษฐกิจจะโตอย่างช้าๆๆ ภาพดูไม่ค่อยดู สหรัฐไม่เข้มแข้ง
ทุกคนจะ Focus ที่ Exit Strategy
FED ใส่เงินเยอะมาก และ พยายามหาทางดูดออกมา และการบริหารของ FED ถูกจับตามาก ปีหน้า Exit Strategy ของจริงส่วนปีนี้ค่อยๆๆ Exit Strategy เช่นการขึ้นดอกเบี้ยในบางประเทศ และเริ่มมีการทยอยออกมา การทยอยออกมาตลาดไม่ PANIC มาก
ค่าเงินดอลล่าร์อาจจะแข็งขึ้นในช่วงแรกในการ Exit Strategy แบบสั้นและ ระยะยาวค่าเงินดอลล่าร์อ่อน
ปีหน้าบางช่วงบางจังหวะ อาจจะทำให้ค่าเงินดอลล่าร์แข็ง ซึ่งจะสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้น ตลากทุน community ผันผวน
สุดท้ายกังวลว่าเอกชนจะรับมือ รับไม้ต่อได้มากแค่ไหน เห็นคล้องกับ ดร กอบศักดิ์ หมด (แนะนำว่าไปฟัง clip แล้วจะตาเป็นประกาย)
ว่าเศรษฐกิจ มากระทบ หุ้น อย่างไร

ดร. กอบศักดิ์ (ไม่พูดเรื่องหุ้นมากนัก เน้นเศรษฐกิจค่ะ ไปอ่านที่ดิฉันให้คุณๆๆ ค่ะ clip moneychannel)
เศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะเป็นตัวคอยหล่อเลี้ยง จะเป็นตัว Support ผลักดันขึ้นมา การพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ถูกต้องไม่ใช่มาจากการโอนเงินจากรัฐบาลให้ประชาชน เพราะมันช่วยได้บ้าง แต่อยากให้ใช้จ่ายจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น กล้าจับจ่ายใช้สอย และบริษัทต้องมั่นใจในการลงทุน ถึงได้มา Earning และเป็นตัวผลักดันให้ราคาหุ้นมันไป แต่ถ้าตอนนี้หุ้นจะขึ้น ๆลง ๆ ก็ขึ้นหลายอย่างเช่น fund flow สถานการณ์ ขณะนั้น จิตวิทยา

คุณไพบูลย์
ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทย อยู่ที่ 650 จุด
ปัจจัยที่ควรดู
1 สภาพคล่อง liquidity
2 โมเมนตัมการเติบโตเศรษฐกิจ
3 กำไรบริษัทจดทะเบียน
4 ดอกเบี้ย ปีหน้าอาจจะเริ่มขึ้น ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นจะส่งผลต่อตลาดหุ้น
5 ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง
6 Dollar แข็ง หรืออ่อน แต่บางช่วงอาจจะแข้ง ระยะยาว อ่อน
คิดว่า 800จุดปีหน้าแต่ก่อนจะไปถึง จะต้องเกิดความผันผวนพอควร กว่าจะไปจุดนั้น และสิ่งที่น่าจับตาคือปลาย Q1 ที่ FED เริ่มจะหยุด มาตรการต่างๆ และห่วงปลาย Q1 ถึงช่วงแรก Q2

ต่อมาหุ้น คุณไพบูลย์
เลือกหุ้นที่มีเงินปันผล เศรษฐกิจฟื้น แล้วหุ้นตัวไหนได้ผลดีต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ
Sector คือ แบงค์ ธนาคารพาณิชย์ไทยไม่มีปัญหา และจะมีการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งรายได้ ต่อไปดอกเบี้ยเทรนคือน่าจะขึ้น และจะได้ประโยชน์ ในกลุ่มแบงค์
กลุ่มอื่นเช่น วัสดุก่อสร้างน่าสนใจ เพราะโครงการรัฐบาลไทยเข็มแข็ง

ดร นิเวศน์ ก็บอกว่าหุ้นอุปโภคบริโภค (ดิฉันว่าท่านมักจะแซวในหุ้น 711 นะ เพราะใครก็คิดเช่นนั้น และคำใบ้ กิจการที่ขายให้คนเยอะๆ เขาใบ้ ว่าอยู่ตามที่ต่างๆ กระจายเยอะ เข้าถึงง่าย คนสามารถซื้อขายได้โดยตรง ติ๊ง ตอง รับอะไรค่ะ/ครับ) เอาธุรกิจที่แน่นอน เรารู้ว่ารายได้จากไหน

วิจิตรา
November 8, 2009 at 01.28 PM

——สุดท้ายจะมีเก็บตกนะ
แต่ว่าขอมาเล่านะเพราะวันนี้นั่งพิมพ์ แกะตัวหนังสือตาลาย
ส่วนเก็บตกจะตลกๆๆมากกว่าค่ะ

เพราะแซว ดร นิเวศน์ จะทำหน้าเด็กเหมือนดร กอบศักดิ์ อาจจะยากเล็กน้อยถึงมาก

และ ดร นิเวศน์ถามเรื่องดอกเบี้ย ว่าจะขึ้นเมื่อไหร่กับ ดร กอบศักดิ์ แต่คำตอบคือตอบได้ไม่ได้อย่างเต็มที่แต่แนะวิธีดูว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะขึ้นนั้นต้องดูอะไร
สุดท้าย ดร กอบศักดิ์ไม่สามารถพูดเรื่องนี้ได้มากเพราะท่านเป็นคนดูแลเรื่องนี้เอง

และ ดร นิเวศน์ แซวว่าคำตอบที่ได้คือไม่เข้าเป้าดร นิเวศน์
ในคำตอบเพราะว่าดร กอบศักดิ์ไม่สามารถตอบได้เพราะท่านทำเรื่องนี้โดยตรง
และนั่งบริหารอยู่ด้วย อาจารย์ไพบูลย์ เป็นคนบอกว่า ดร กอบศักดิ์จะพูดเรื่องดอกเบี้ยยากมากเพราะเป็นผู้ที่นั่งบริหารเรื่องนี้โดยตรง

เลยไปถามคุณไพบูลย์ นลินทรางกูลแทน และให้ตอบแทน
และบอกว่า (ดิฉันจดมาแบบว่าทุกคำแทบจะได้เพราะว่าคิดว่าน่าจะมีประโยชน์มากตรงนี้)
อยากให้มองดอกเบี้ยที่มีผลคือให้มองดอกเบี้ยระยะยาวของอเมริกา
ส่วนดอกเบี้ยนโยบายจะมาทีหลัง
ไปดูดอกเบี้ยพันธบัตร 10ปีมีความสำคัญ และ
บอกว่าโปรแกรม FED สิ้นสุดมีนาคม
และถ้ามี Exit strategy ขึ้นมาแล้วดอกเบี้ยพันธบัตรไม่เคลื่อนไหวมากนักจะถือเป็นข่าวดีมากแสดงว่าจะมีสภาพคล่องเพียงพอจากภาคเอกชนหรือจากในตลาด พันธบัตรหรือสถาบันการเงินเอง ที่ยังอยากเข้ามาซื้อพันธบัตรอยู่ประคองให้ดอกเบี้ยไม่ขึ้นสูงและ
คิดว่าตลาดหุ้นก็จะไม่ PANIC มาก
แต่ถ้า ไม่เป็นอย่างที่นั้น คือ FED หยุด แล้วและดอกเบี้ยมัน shoot ขึ้นไปที่ประมาณ 4%และเกินขึ้นไป ก็อาจจะเกิด correction ที่ค่อนข้างหนัก ก่อนที่ FED Fund rate จะปรับตัว
คิดว่ามองที่พันธบัตร 10 ปี อยากให้มองตัวนี้เพราะเห็นมาแล้วว่าพอ 4% แล้ว ตลาดหุ้นจะลงหนักมาก และอยากให้ดู factor แรกๆๆ และสภาพคล่องในตลาดปีหน้าจะน้อยกว่าปีนี้มาก

*** เรื่องดอกเบี้ย จดมาทุกคำกลัวตกหล่นค่ะ 5555 ***

สุดท้าย
ดร นิเวศน์ บอกว่า
คนรอซื้ออยู่เยอะ เพราะตกมาเมื่อไหร่ คนก็ช้อนหมด ลงมาปุ๊บ ขึ้นมาเร็วมาก
ไม่อยากให้กลัวเกินไป
คิดว่าน่าจะมีโอกาสขึ้นน่าจะมี และ
ดัชนีตอนนี้ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน
แม้ว่าเรามีปัญหาการเมือง แต่ไม่เกี่ยวมาก เพราะว่าการเมืองไม่กระทบมากกับหุ้น อาจจะบ้างแต่ไม่มากมายอะไร ในมุมมองท่าน

และสุดท้ายก็แซวเรื่อง ม๊อบกันที่ ว่าตลาดหลักทรัพย์อยากจะเห็น ม๊อบมั้ย ประมาณนี้ เขาล้อเล่นกันค่ะ สร้างตวามสนุกสนานมากค่ะ ดิฉันชอบมาก

เพราะ อาจารย์ไพบูลย์ท่านบอกว่ามีข่าวบอก สิ้นปีนี้ วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดีที่ดู money talkdaily กันอยู่ ไม่มีแล้ว
ความจริงมี แต่มีรายการอื่นมาแทน
ส่วน money talkdaily จะไปเวลาไหน วันไหน เสาร์อาทิตย์ กี่โมงยังไม่ทราบ
และจะมีไม่มีก็ยังไม่ทราบ และจะแจ้งให้ทราบอีกทีหนึ่ง

ดร นิเวศน์ ท่านพูดว่าต้องการม๊อบเมื่อไหร่จะบอก ฮาทั้งห้อง แต่ท่านก็บอกว่าล้อเล่น และพูดเล่น ค่ะ สนุกมากค่ะ ฮามากหัวเราะนานมาก และดังมาก

จะมารายงานแบบภาคสนามใหม่นะค่ะ
บายบาย

nisanart
November 8, 2009 at 02.06 PM

http://www.tasawang.com/tasawang/onair.php?page=9
ออกอากาศเมื่อ: 29 ต.ค. 2551
ขอบคุณ คุณวิจิตราค่ะ

ลุงเฮ้าส์
November 8, 2009 at 02.06 PM

อึ้ง ทึ่ง ! ขยันสุดๆ ผมเองยังไม่เคยทำถึงขนาดนี้เลย (เวลาผมไปฟังนอกสถานที่ ผมจะเอาเครื่องอัด ที่เป็น Digital ไปอัด มา และก็มาฟังทบทวน จะแจกจ่ายเพื่อนๆ ก็จะใช้วิธี Upload File ขึ้นไป บนเว็บ แล้ว แจก Link (เรียกว่าทำ File Sharing)
หรือเต็มที่ก็หาเอกสารจากเว็บ แล้วแปลหรือ Simplified ให้ง่ายขึ้น
แต่ไอ้ถึงขั้นลงมือจดจนมือหงิก นี่ไม่เคยทำเลย สารภาพ ขยันจริงๆ
งานเข้าแบบที่คุณวิจิตราว่าเลย เดี๋ยวต้องหาอะไร มา Share มั่งแล้ว
(แต่มาคิดอีกที แกล้งป่วยดีกว่า จะได้ไม่ต้องทำงาน55555)

สโรชา
November 8, 2009 at 02.22 PM

555 คุณวิจิตรา แอบเห็นด้วย ก้มหน้าใหญ่เลย ล้อเล่น
สงสัยคุณวิจิตรานั่งบนเก้าอี้ บัวนั่งพื้นแน่ ฮาจริงๆ
แต่สิ่งท่านพูดก็ดีค่ะ อาจารย์ น่ารัก ทุกท่านก็เช่นกัน คุณวิจิตราได้ลุ้นทองด้วยเปล่า ค่ะ 555
คนที่ชอบ คือ ดร กอบศักดิ์ ดร นิเวศน์ คุณไพบูลย์ (คุณทอม)
และขอยกมาให้อ่านขยายความนิดนะค่ะ
คือคนที่ฟังเขาพูดต้องเลือกนิด เลือกผิด อาจจะยุ่งเหมือนคุณ nisanart บอกค่ะ
เห็นด้วยค่ะ แต่บัวขอไม่กี่คนพอค่ะ และใครอีกไม่กี่คนค่ะ และจะมาบอกค่ะ
คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ก็ดีไม่ค่อยจะพาเราไป bullish ค่ะ
http://newsroom.bangkokbiznews.com/list.php?user=paiboon&cate=1091

สโรชา
November 8, 2009 at 06.45 PM

ขอตอบ คุณขวัญชนก )) อยากตอบนะค่ะ
คิดยังไงกับการพัฒนาตลาดทุน และการแปรรูป

อยากตอบว่า ไม่รู้ เลิกคิด ไม่มีอะไรนอกจาก คิดว่าจะทำแต่ไม่สามารถ เพราะขัดแย้งกันอยู่ในนั้น รู้ไส้กัน ขอตอบแบบเเรงนิดๆเพราะว่าอึดอัดมานานมาก

ยกตัวอย่างที่ง่ายมาก วิกฤตข่าวลือยังทำอะไรไม่ได้เลย แล้วจะหวังอะไรได้ เอาไปเอามา เรื่องเหมือนจะไกลจากตลาดออกไป เห็นด้วยกับทุกท่านเลย
และยากมากที่จะตามว่าใครคือคนผิด แต่ที่แน่ๆ คนที่ทำได้ผลประโยชน์เต็มๆ
ตลาดหุ้นไทยไม่มีอะไรเลย ไม่มีจุดขาย ไร้จุดเเข็ง โดนลากไปง่ายๆ และ ทุบมาง่ายมาก ขอโทษเถอะ ไม่ทราบว่าอะไรหนักหรือจะ collection แบบ set set set (ตามคุณวิจิตรา) ก็เถอะค่ะ

ตลาดหุ้นไทยนั้นเล็กและง่ายต่อการทำราคา
อย่าง ปตท.หรือ
อย่างบ้านปูก็ลากกันหน้าตาเฉย มีครั้งหนึ่งที่พอร์ทเทรดลาก รู้เลย ไม่ได้โง่นะ เลยเกลียดหุ้นนี้ไปเลยไม่คิดเข้าอีกเลย เคยบอกแล้วว่า ปั่น Blue chip แล้วตอนนี้ ไม่ได้แบบก่อน รูปแบบใหม่ เเต่จุดมุ่งหมายเดิมๆ คือหาทุกทางเอาเงินจากกระเป๋าเราเข้ากระเป๋าตัวเอง

ตลาดหุ้นไทย
ไม่สามารถพัฒนาได้ดีกว่านี้แล้วเพราะนอกจากเล็ก ราคาก็สามารถทำได้ง่ายแล้ว
โครงสร้างของบริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่
จากหุ้นในกลุ่มพลังงานที่ชี้เป็นชี้ตายดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้
ราคาน้ำมันปรับขึ้นหุ้นกลุ่มนี้ก็ขึ้น ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
เท่ากับว่าหุ้นที่ปรับขึ้นจากกลุ่มน้ำมันนั้นสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลง

เป็นแบบนี้แล้ว ตลาดหุ้น และเศรษฐกิจไทยมันขนานกันเช่นนี้เลยไม่รุ้ว่า คนพูดเอาอะไรคิดได้ ค่ะ 555 ไม่อยากเขียนมาก ยิ่งเขียนยิ่งเน่า เพราะว่าอย่ารู้มากเลยคุณขวัญ ไปดีแล้วค่ะ
แม้ บลจ ที่มันพาไป FIF จะพูดอะไร เรานิ่ง สงบ ฟังดร กอบศักดิ์ update สถานการณ์โลกเหมือนที่คุณ nisanart บอกก็น่าจะ ok ค่ะ

ถ้าเขาเปิดโอกาสให้ไปต่างประเทศเองได้ก็คงไม่ต้องมานั่งกังวลหรอกว่าจะโดนทุบเมื่อไหร่ shopping หุ้นอื่นสบายปอดเลยค่ะไม่ต้องมารอ นโยบายรัฐที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพอากาศค่ะ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยค่ะ 5555

ขอไปดู ตาสว่างค่ะ ขอบคุณ คุณnisanart

ขอไป Gold Future อีกว่า เขาบอกว่าอาจจะพิจารณา 10 บาท และ 1 บาท สาธุเลย จะได้รุ้เลยว่า การเก็งกำไรที่สมบูรณ์แบบและ ถูกกฎหมาย อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเอาเสียเลย
http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=71148

nisanart
November 8, 2009 at 09.06 PM

คุณสโรชา เขียนได้เข้าใจตลาดหุ้นมากขึ้นเลย เพราะว่าไม่ค่อยทราบมากว่าอะไรเป็นอะไร แต่ว่าที่เขียนว่า หุ้นเรามีพลังงาน 30% จากข้างบน แล้วก็ลุงเฮ้าส์มาเศรษฐกิจโลกอีก อ่านแล้วรู้เยอะมาก นอกจาก ดร กอบศักดิ์แล้ว ประสบการณ์สำคัญมากค่ะ ขอบคุณที่ให้เเลกเปลี่ยนค่ะ และจะแวะมาสม่ำเสมอ (มาดูทุกวันแต่ไม่ค่อยได้โพสค่ะ)

เห็นด้วยเพราะฟังมากไปจะสับสน และไม่ไปทางเดียวกัน มองระยะยาวออกก็พอเพียงที่จะออมเงินได้เเล้วค่ะ คุณชวัญชนก

ปีเตอร์
November 8, 2009 at 09.11 PM

รู้สึกหมู่นี้ต้องเอาสำลีมาด้วยครับ เข้าบล๊อกทีไรสาวๆกรี๊ดกันสลบ

เอายาดมด้วยหนึ่งที่ :)

สำลีกันเสียงเข้า สลบแล้วต้องเอายาดมมาด้วยครับ เดี๋ยวไม่ตื่น

ปีเตอร์
November 8, 2009 at 09.38 PM

http://www.oknation.net/blog/indexthai/2009/01/29/entry-1

ชนันชัย
November 9, 2009 at 03.43 PM

ขอบคุณครับที่มีเว็บดีๆเช่นนี้ครับผม

สโรชา
November 9, 2009 at 06.02 PM

ดัชนีหุ้นไทยวันนี้ ปิดบวก 14.85 จุด หรือ 2.13% มาที่ 713.48

ประเภทนักลงทุน มูลค่าซื้อ(ลบ.) มูลค่าขาย(ลบ.) สุทธิ(ลบ.)

นักลงทุนสถาบัน 2,305.23 1,237.32 1,067.91

บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ 4,984.30 3,334.54 1,649.76

นักลงทุนต่างชาติ 3,469.95 3,465.02 4.93

นักลงทุนทั่วไป 9,910.63 12,633.23 -2,722.60

คุณเฮ้าส์ และ คุณตอโต้ง คุณรติ และ ทุกคน ร่วมด้วยช่วคิดซิค่ะ
ดูพอร์ทเทรด หน่อยค่ะ แปลว่าอะไรดีค่ะ

ส่วนตัว คิดว่าระดับ 700 จุด volume อย่างน้อย 20000 ล้านกว่าๆๆ นะ หรือคิดเห็นว่าอย่างไร
แต่ต่างชาติไม่ขยับเลย ชัดเจนว่า เล่นกันเองโยนไปมา ไร้ความคึกคัก หรือว่าอะไรอย่างไร
หรือจะเล่นกันเอง พอร์ทเทรดร้ายกาจมาก
สำหรับ สถาบันต้องไปตามดัชนี แปลว่า เขาไม่มีทางเลือกเพราะเขาคือกองทุนเปิด ด้วยไม่มีทางเลือก เล่นกันเองเถอะค่ะ

เรื่องทอง มีข่าวว่าทองตู้แดง คือทองที่มีร้านรายเล็ก ตอนนี้ได้ปิดไปแล้ว 5000 ร้าน เพราะว่า ไม่สามารถอยู่ได้ มีคนเคยบอกว่า พวกอนุพันธ์ หรือ เก็งกำไรมากไป ไม่ดีเลย มีผลต่อเศรษฐกิจจริงจนได้ แล้วจะรอดูว่าเขาจะทำอะไร น่าสงสารอยู่แต่ไม่ค่อยจะทราบ มาฝากคุณขวัญค่ะ

ลุงเฮ้าส์
November 9, 2009 at 06.50 PM

สับขาหลอกครับ ฮะฮ่า
ยังไม่อยากคิดครับ คิดไม่ออกครับ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองจะหมกหมุ่นไปหน่อยแล้วครับ ขอเล่น Icon ก่อนครับ

ลุงเฮ้าส์
November 10, 2009 at 01.52 AM

อย่างน้อยๆ เวลามองตลาดหุ้นไทย (ในส่วนตัวผมเอง) จะต้องแยกออกเป็น 2 ชั้น
1.ชั้นแรก World Fundflow
2.ชั้นที่สอง ปัจจัยในประเทศ (ส่วนตัวเน้นหนัก การเมือง)

เรื่องแรก Correction มีเมื่อไหร่ ส่วนตัวยังเชื่ออยู่ว่า ในปีนี้แหล่ะ และคิดว่าน่าจะแรงด้วย
เรื่องที่สอง ก็ยังเชื่อว่าการเมืองมีผลอยู่ ดูจากเมื่อวาน หุ้นเขียวทั้งเอเซีย ของเราถึงจะเขียว แต่เขียวด้วย พอรท์เทรด กับสถาบัน ต่างชาติไม่เข้า

ดูแล้วก็ยังอยากอยู่ห่างๆ ไว้ก่อนครับ
มันกำลัง สับขาหลอกครับ ทั้ง ในเรื่อง World Fundflow และ ในประเทศ ฮะฮ่า

รติ
November 10, 2009 at 06.56 AM

เมื่อวานมีประชุมทั้งวันเลย ไม่ได้มาร่วมสนุก วันนี้ก็ท่าจะยุ่ง เฮ้อ…

วันนี้โชคดีนะครับทุกท่าน ^^

วิจิตรา
November 10, 2009 at 07.56 AM

…_…|.._________, ,
……/ `—_________—-_____|] = = = พอร์ทโบรกเกอร์ อิอิ
…../_==o;;;;;;;;_______.:/
…..), —.(_(__) /
….// (..) ), —-”
…//___//
..//___//
.//___//

เหมือนคุณรติ ค่ะ เเละขอไปที่ทำงานแล้วจะมา คุยค่ะ
คิดถึง Blog และทุกคนมากค่ะ รวม icon ด้วย
ลุงเฮ้าส์ และคุณเมย์ จะสรรสร้างไปไหนค่ะ รอดิฉันด้วยนะค่ะ สนุกมากค่ะ

แล้วจะมาคุย คุย ค่ะ ชอบมากค่ะ

ดร กอบศักดิ์ วันนี้ดีขึ้นยังค่ะ ขอให้หายหวัดค่ะ
และจะขออนุญาตถามจนกว่าจะหาย เพราะว่า คุณแม่ก็ห่วงไปเล่าให้ฟังค่ะ ว่า
ดร กอบศักดิ์ไม่สบาย ค่ะ 5555 หัวเราะค่ะ และถ้าไม่ว่าอะไร ลองมาดู icon ค่ะ มี line สวยมากค่ะ

………..|”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"”"||_
………..|………..*ความห่วงใย*………|||”|”"___
………..|________________ _ |||_|___|)
………..!(@)’(@)”"”"**!(@)(@)***!(@)

ปล ขออภัย หาสวนดอกไม้ไม่เจอ เมื่อวานนั่งประชุมจนสมองจะขึ้รราแล้วค่ะ
แต่ว่า ไม่มากเพราะดิฉันก็ search ไปเรื่องเเต่หอบ สวนดอกไม้มาไม่เจอ และวันนี้จะพยายามหอบมาฝากค่ะ

และขอไปก่อนค่ะ เพราะรถอาจจะติด ช่วงนี้เป็นไรไม่ทราบรถติดมากกกค่ะ
และมาคุยค่ะ

วิจิตรา
November 10, 2009 at 08.06 AM

ยุ่งทั้งสัปดาห์ มาบ้างค่ะ สนุกค่ะ เอา icon มาเล่นซิคุณรติ
ดีใจด้วย พ้นจากดอย ทั้งคู่ เช่นดิฉัน PTT ที่เฉลี่ยมันไม่ถึง 250 ไม่นึกเลยค่ะ
แต่ว่า อยากให้เพื่อนๆได้ด้วยแล้วค่อยไป
ตกไปอีกทีก็อย่าไปซีเรียส รับเพื่อนๆก่อน นะ อิอิ เหมือนมารับดิฉัน ไม่ ซีเรียสค่ะ
และรอถึงปีหน้าแล้วกัน พวกเราเป็นพวกไม่สั้นมากไม่ยาวมาก ค่ะ

มุมดิฉันว่าตกนะ เพราะว่า มันเป็นพอร์ทโบรกเกอร์
มันต้องทำกำไรให้เจ้าของเงิน เงินมันยืมมานะ เห็นคุณบัว เธอบอก แล้วไปถามดูค่ะ
เพราะดิฉันไม่เข้าใจมาก
แต่ขอประกาศไว้เลย เอาเปรียบกันเห็นๆๆ สงสัยว่าว่าอดไม่ไหว อิอิ พาลากไปทุบเช่นนี้
ระวัง!!! รายย่อยเล่นสั้น และ ไม่เล่นเลย จะหนาวกว่าอยู่ดอย 5555

ดิฉันเบื่อมาก พวกนี้ ทำไปเถอะไหนๆก็ทำมาแล้ว ไม่สน ไม่เเคร์
สักระยะเวรกรรมตามทันแน่ เพราะ คนรวยก็เอาเอา อย่างเดียว รวยแล้วไม่พอ เอาเปรียบกันอยู่ได้
อย่าทำให้ชีวิตเรา มันดิ้นรนมากไป และดิ้นรนจนเกินคำว่าพอดี ค่ะ

HappY HappY IcoN
。+゚+。・゚・。+*+。・★・。+*+。・☆・。+*+。・★・。+*+。・゚・。+゚。+゚+。・゚・。+*+。・★・。+*+。・☆・。+*+。・★・。+*+。・゚・。+゚

วิจิตรา
November 10, 2009 at 08.07 AM

line ดิฉันไม่พอดีเลย คุณรติ ★☆
ไม่ว่ากันนะค่ะ 555

วิจิตรา
November 10, 2009 at 08.10 AM

ดิฉันขออภัย โพสผิดห้อง สงสารคนเเก่ อย่าถือสานะค่ะ เพราะรีบนะ
ขอโทษอย่างมากค่ะ อยากจะกรี๊ดดด ตัวเอง

ขอโทษค่ะ

วี
November 10, 2009 at 09.28 AM

ขอเเสดงความเห็นครับ ว่าคุณวิจิตรา สุดยอดครับ

ผมว่า มันอยู่ที่รอได้นานครับ จำได้ที่ PTT PTTEP ลงมาถึง 227-228 ราคาผมที่ซื้อตอนนั้นที่ ดัชนี 590-610 ครับ

แล้วลืมมันไปเลยครับ เพราะว่าติดเรียนครับ

สัปดาห์ที่แล้ว ไม่ทราบเรื่อง montara เลยซื้อ PTTEP ที่ 132 ครับ

ผมว่ากฎที่ออกมาแล้วดังนี้ครับ

1 ไม่ต้องฟังนักวิเคราะห์

2 เราเองน่าจะรู้ว่าหุ้นไหนไม่เจ๊ง ถ้าเจ๊ง ตลาดหุ้นออยู่ไม่ได้ เอาแบบ Basic คือ PTT ล่ะครับ ไม่คิดมากครับ หุ้นดี ราคามันวิ่ง หรือเอาหุ้นที่ ต่างชาติมันเข้าครับ มี PTT SCC BBL ผมว่าตาม สโรชา ชื่อ บัวหรือเปล่า เรียก บัว ครับ เก่งครับ ลุงเฮ้าส์ด้วย ตามเศรษฐกิจแบบว่าสุดยอกครับ

3 ซื้อ ทิ้งไปเลยไม่ต้องไปตื่นเต้นครับ คุณวิจิตราผมอ่าน คอมมเมนท์มาระยะหลังจะเบิกบานหัวใจมากนะครับ

4 รอ เวลาผ่านไปเกินระยะหนึ่งมันขึ้นไป แล้วมันก็จะสบายใจ ตก 10 จุก ขึ้น 10 จุกอย่าสะดุ้ง ครับ

5 แล้วมันก็ผ่านไป ครับ

6 ตอนมันย่อถึงเราอย่าไปเสียดายว่าน่าจะ เอาส่วนต่าง อย่าคิดแค่นั้นคิดว่าเราจะได้ราคานี้ไหม ราคาเราถือ มันก็ ok ทำงานหาเงิน ใส่เพิ้่มเข้าไป

7 ดีกว่าฝากแบงค์ครับ

8 ขอบคุณครับที่แม่ส่งเรียนไม่งั้น คงแย่ เพราะไปเรียนเพื่อเเม่เลยครับ และทำงานด้วยครับ แม่ขอร้องลูฃกไปเรียนเถอะ

9 ก่อนหน้าก็ตกใจเป็นจังหวะครับ

10 ชอบที่ Blog มากครับ อ่านเสมอไม่ค่อยได่ post คราวนี้ มาแล้วครับ แต่สัปดาห์จะมาเยอะนะครับ

ขอบคุณครับบบบ ปล เเชร์ครับ
สุดท้าย ตัดสินใจซื้อแล้วก็อย่าไปเครียดครับ เพราะว่าผมอาจจะผ่านมาเยอะแล้วเพิ่งมาสำเร็จตอนนี้จริงๆๆครับ
คุณวิจิตรา ตาลายมากครับ ตลกครับไม่คิดครับว่าจะตลกมากกก

แล้วมาคุยครับ ขอไปทำงานเช่นกันครับ ภาระมันเยอะ

ที่พูดว่า อย่าดิ้นรนเกินพอดี จริงครับ

ลุงเฮ้าส์
November 10, 2009 at 09.40 AM

อัน ลุงเฮ้าส์ เขียนเมื่อวันที่ 10.11.2009 เวลา 01:52 น
อยากเขียนให้มันดีกว่านี้ ใส่เหตุผลประกอบ มี Reference อ้างอิง แต่ไม่มีเวลาครับ แล้วขี้เกียจนิดๆแล้วครับ กับเสียเวลาเล่น Icon เยอะมาก ฮะ ฮ่า
แต่รวมความ (ด้วยความคิดเห็นส่วนตัวม้ากๆ) ระวัง Fund Flow สับขาหลอก , ปัจจัยในประเทศ สับขาหลอก
แล้วจะมาเขียนให้ดีกว่านี้ครับ

ลุงเฮ้าส์
November 11, 2009 at 06.22 PM

วันนี้ด้วยความที่เข้าบล็อกไม่ได้ สมาธิเลยดีพอที่จะเขียนงานพอจะเป็นเรื่องเป็นราวได้สักชิ้นนึง
***********ว่าด้วยการทำ Correction ของ World Fund Flow
เมื่อไหร่ ไม่กล้าตอบ ,ไม่รู้ ถ้ารู้คงไม่มานั่งเล่นบล็อกอยู่นี่หรอก ฮี่ ฮี่
แต่ถ้าคิดดูว่า
- ตั้งหลายเดือนแล้ว ที่พูดกันมานานว่า สินทรัพย์เสี่ยง ขึ้นมาแรงเกินไป เกินปัจจัยพื้นฐาน (ตั้งหลายเดือนแล้ว มันก็น่าจะใกล้ที่จะ ปรับฐานจริงๆ ได้แล้ว)
-ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ปัญหายุโรปตะวันออก (ก็ได้ยินมาสักประมาณเดือนนึงได้แล้วว่า บางประเทศจ่อเข้าโครงการ IMF แล้ว) เรื่องจีนที่ว่า ตลาดหุ้นขึ้นแรงเกินไป จะมีมาตรการควบคุม (ก็ยังไม่เห็นมีการทำอะไรกันซะกะที ถ้าจะทำอะไรก็น่าจะทำตอนนี้ ) ,ฯลฯ (และอื่นๆอีกมาก)
-ถ้ามาดูประกอบ กับสัญญานต่างๆ ที่ทยอยออกมาได้สักระยะแล้ว เช่น FED แย้มๆว่า จะทำ Reverse Repo , การกลับลำของอีตา Marc Faber , Statement ของ FED หลังสุดก็พูดอะไรแปลกๆ (Make Adjustment),เงินที่ว่าออกจาก Money Market Fund ถ้าดูจากรายงานของ IIF เงินก็ไม่ได้เข้าไปพวกสินทรัพย์เสี่ยง แต่ไปเข้าพวก Bond มากกว่า, การประมูลพันธบัตรที่ผ่านมา Supply มาก แต่ Demand ก็มาก ฯลฯ (และอื่นๆอีกมาก)
(ก็เลยมองว่าน่าจะเป็นใกล้ๆนี่แหล่ะ)
-ต่อให้มองว่า จะมีการทำ Exit Policy ตอนจบ Q1 ปีหน้า (FED หมดมาตรการ QE-CE จริงๆ ตอนจบ Q1 ปีหน้า) มันก็ต้องมีการเตรียมการถอนสภาพคล่องออก , และ ในวันที่ประชุม G 20 ที่บอกไม่มี Exit Policy (เลยกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยงกันอีก) วันเดียวกันนั้น ก็มี การออกมาแถลงของอินเดีย หรือ 4-5 วันก่อนหน้า ก็มีการขึ้นดอกเบี้ยของนอรเวย์ (ซึ่งสะท้อนได้ถึงความกังวลฟองสบู่สินทรัพย์เสี่ยงของประเทศที่ส่งออกโภคภัณฑ์เป็นหลัก)
เลยวิเคราะห์ปนเดาๆ หรือ เดาแบบมีการคาดการณ์ ว่าน่าจะในปีนี้แหล่ะ และน่าจะแรงด้วย เพราะดูเหมือนตอนนี้ ตลาดกำลังฝืนความจริง
แต่ตอนนี้ทำไม สินทรัพย์เสี่ยง ยังไปได้ล่ะ
คำตอบของลุงเฮ้าส์ คือ “สับขาหลอก” ก้าก ก้าก
ไม่รู้จริงๆ รู้แต่ว่า มันไม่น่าจะไปได้อีกแล้ว มันก็ยังไปได้ ไม่เข้าใจจริงๆ
แต่ ส่วนตัวนะ (ย้ำส่วนตัวนะ) จะ Wait and see , ต่อให้มันจะซัดไป ปีหน้า ก็ช่างมัน ขี้เกียจจะเก็งมันแล้ว (ตัวเองจะเกร็งไปหมดแล้ว) เพราะตัวเองมองการเมืองไม่ดี และเชื่อว่า การที่พอรท์เทรด มันบิดตลาดมานาน มันคงมีต้นทุน ซึ่งมันคงต้องถอนทุนคืน
รวมๆกันแล้ว สำหรับผม คือ ตามข่าว ระหว่างนี้ก็เล่นบล็อก(เล่น Icon) รอจังหวะดีกว่า สบายใจดี

ลุงเฮ้าส์
November 11, 2009 at 06.25 PM

นี่ นี่ เวลา อ่านข่าว ของ World Fund Flow ช่วงนี้
ควรจะอ่านแบบประกบ อย่างนี้
ฟิทช์เชื่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลกยังห่างไกลฟองสบู่

Posted on Wednesday, November 11, 2009
นาย เดวิด ไรเลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิทช์เรทติ้งส์ บอกว่า ราคาหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นขณะนี้ยังไม่น่าห่วง และมองว่าความหวั่นเกรงเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็น การวิตกมากเกินไป

ทั้งนี้ ราคาสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลจากการดำเนินนโยบาย ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และหากราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมากเกินไปเมื่อไร เมื่อนั้นค่อยหวั่นเกรงว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่

ความเห็นของ นายไรเลย์ เป็นไปในทางตรงกันข้ามกับความเห็นของ นายนอเรียล โรบินี ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งแสดงความวิตกว่า ราคาหุ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นในขณะนี้จะกลายเป็นฟองสบู่ในอนาคต
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/NewsUpdate/tabid/89/newsid491/101501/Default.aspx
ไต้หวันออกมาตรการสกัดเงินต่างชาติ

Posted on Wednesday, November 11, 2009
นาย เผิง ไฝ่หนาน ผู้ว่าการธนาคารกลางไต้หวันประกาศห้ามนักลงทุนต่างชาติฝากเงินในบัญชีออม ทรัพย์ของธนาคารในไต้หวัน เพื่อป้องกันการเก็งกำไร เนื่องจากขณะนี้มีเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ของ ธนาคารในไต้หวันสูงถึง 1.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าระดับที่ยอมรับได้ถึง 5 เท่า และเป็นไปได้ว่าเงินดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อการเก็งกำไรค่าเงินมากกว่า ที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไต้หวัน

การประกาศดังกล่าวส่งผลให้สกุล เงินดอลลาร์ไต้หวันร่วงลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 วัน โดยอยู่ที่ 32.383 ดอลลาร์ไต้หวันต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดอลลาร์ไต้หวันได้แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 1 ปี

ผู้ ว่าการธนาคารกลางไต้หวันยังได้สั่งให้ ตรวจสอบการซื้อขายที่ไม่ปกติของธนาคารพาณิชย์ต่างชาติในไต้หวัน เพื่อดูว่ามีการเก็งกำไรค่าเงินด้วยการกระหน่ำขายดอลลาร์สหรัฐในตลาดล่วง หน้า (Forward Market) หรือไม่ เนื่องจากการทำธุรกรรมในตลาดฟอร์เวิร์ดได้พุ่งขึ้น 3.5% ในเดือนกันยายน
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/NewsUpdate/tabid/89/newsid491/101450/Default.aspx

Anonymous
November 12, 2009 at 04.55 PM

หุ้นไทยร่วง 21 จุด ดัชนีหลุด 700 จุด ตามตลาดในภูมิภาคเอเซีย ผวาตัวเลขว่างงานในสหรัฐ ผสมโรงความกังวลปัญหามาบตาพุดยืดเยื้อ

บรรยากาศ การลงทุนตลาดหุ้นไทยวันนี้ (12 พ.ย.) ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ท่ามกลางความกังวลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังมีการรายงานตัวเลขบ้านถูกยึด และตัวเลขการว่างงาน ที่ยังคงปรับตัวสูง ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเซียปรับตัวลดลง ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ กรณีปัญหามาบตาพุด นักลงทุนยังห่วงว่าจะยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบกับจิตวิทยาการลงทุน

โดยระหว่างชั่วโมงการซื้อขายดัชนีปรับตัวสูงสุดที่ 717.34 จุด และปิดตลาดในระดับต่ำสุดที่ 696.72 จุด ลบ 21.18 จุด หรือ 2.95%
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20091112/86179/หุ้นไทยร่วง21จุด-ตามตลาดภูมิภาคเอเซีย.html

ปัจจัยในประเทศ ไม่รู้ คงเป็นตามข่าวมั้ง ปัจจัยนอกประเทศ ไม่ลงทั้งภูมิภาค (บางประเทศลง บางประเทศไม่ลง) แต่ที่ลง ไม่ได้ลงแรงเท่าเรา หนักสุดน่าจะอยู่ที่ 2 % แต่ของเราซัดไป 2.95% เป็นรองแค่มองโกเลีย
ไส้ใน ไว้ดูตอน ตลท. ประกาศปริมาณคนซื้อคนขาย

ลุงเฮ้าส์
November 12, 2009 at 05.04 PM

ใส่ชื่อลงไปแล้ว ทำไมกลายเป็นนิรนามเฉยเลย งง

สโรชา
November 12, 2009 at 05.38 PM

รับทราบ หรือว่าคุณวิจิตราจะสั่งให้มารับเราๆๆค่ะ 5555

สโรชา
November 12, 2009 at 06.23 PM

หุ้นไทยปิดลบ 2.95% หุ้นกลุ่มปตท.ถูกขาย เหตุ MSCI ลดน้ำหนัก

สรุปการซื้อขายหลักทรัพย์จำแนกประเภทผู้ลงทุนประจำวัน ดังนี้

ประเภทนักลงทุน มูลค่าซื้อ(ลบ.) มูลค่าขาย(ลบ.) สุทธิ(ลบ.)

นักลงทุนสถาบัน 1,788.95 1,189.44 599.51

บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ 4,839.52 5,665.34 -825.82

นักลงทุนต่างชาติ 4,477.14 7,642.61 -3,165.47

นักลงทุนทั่วไป 16,205.24 12,813.46 3,391.78

ตลาดหุ้นที่ปรับตัวลง เนื่องจากหุ้นกลุ่มปตท.(PTT) ได้รับผลกระทบจากการที่ MSCI ได้ลดน้ำหนักในการคำนวณดัชนี รวมถึงโกลด์แมน แซคส์ ได้ปรับลดราคาเป้าหมายของหุ้น PTT และหุ้นบมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP) ลงเนื่องจากผลกระทบทางปริมาณขายก๊าซที่ลดลง จากความล่าช้าของมอนทารา

เดี๋ยวจะไปดูที่ โกลด์แมน แซคส์ ออกให้ค่ะ แป๊บจะมาใหม่ค่ะ เเต่ว่า โกลด์แมน แซคส์มันออกมานานแล้วนะ ยังไงก็มี PTT และ PTTEP เยอะพวกเราใช่มั้ย หรือบัวคิดไปเองนะ แต่ไปดูให้แล้วจะมาบอกค่ะ

ลุงเฮ้าส์
November 12, 2009 at 06.28 PM

นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ
สถาบัน 1,788.95 1,189.44 599.51
บัญชีบล. 4,839.52 5,665.34 -825.82
ต่างประเทศ 4,477.14 7,642.61 -3,165.47
ในประเทศ 16,205.24 12,813.46 3,391.78
มูลค่าการซื้อขายรวม 27,310.85 ล้านบาท
ต่างชาติขาย ผสมโรงด้วย พอรท์เทรด
ตลท. คิดได้ยังไงกับเรื่องให้มีพอรท์เทรด ปรกติก้ไม่มีปัญญาจัดการกับ ขาใหญ่ อะไรอยู่แล้ว
ยังเพิ่มพอรท์เทรดมาอีก

สโรชา
November 12, 2009 at 06.28 PM

ต่างชาติตัดสินใจเพิ่มหรือลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดบ้านเราเพียงแค่นิดๆ หน่อยๆ ก็ส่งผลกระทบกับ SET Index ได้

สำหรับ SET Index จะเป็นอย่างไร ต้องคอยชมค่ะ เพราะไม่รู้ค่ะ
บอกได้เเค่ว่า งง

หรือว่าคุณวิจิตรา สั่งให้มารับค่ะ 5555

สโรชา
November 12, 2009 at 06.39 PM

ลุงเฮ้าส์ เพราะว่า เขาจะเพิ่มรายได้ในส่วนที่เขาจะเปิดเสรีคอมมิชชั่น

ส่วนตัวบัวว่า มันแย่ ตรงที่ตลาดหุ้นไทยมันเล็ก เล็กกว่าหุ้น microsoft อีกค่ะ
และมันเล็กสามารถกำหนดทิศทางได้ด้วย

และการที่มีพอร์ทเทรด ทำให้ทิศทางดูยากค่ะ

เขาอยากพัฒนาไปเรื่อย โดยอ้างว่าต่างประเทศยังมี แต่อย่าลืมว่า ขนาดตลาดต่างประเทศมันใหญ่มาก แต่ตลาดบ้านเราแค่การซื้อ ขายคลุมเคลือแค่นี้ ก็ยากมากแล้วค่ะ ที่จะทราบทิศทางที่แน่ชัด

และเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง อนุพันธ์ ก็ยากที่จะป้องกันเสี่ยงค่ะ
เพิ่งจะรู้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐ หรือที่ไหน เครื่องมือป้องกันเสี่ยง นี่เขามีเยอะมากค่ะ และ มากกว่าเราเยอะ เเละสามารถป้องกันความเสี่ยงได้จริง ไม่ใช่ต้องมากลัวสถาบันหรืออะไร

ถ้าบัวเซ็งมาก บัวอาจจะไม่เทรดและลงทุน และจะไป FIF หรือไม่งั้นอาจจะซื้อแล้วเก็บเข้ากรุ เช่นคุณวิจิตรา

สโรชา
November 12, 2009 at 10.11 PM

MSCI ยังปรับลดน้ำหนักลงทุนใน PTT ลง 1.24% เหลือ 15.54% และ
ปรับลดน้ำหนัก PTTEP 1.02% เหลือ 12.96%

อีกทั้ง โกลด์แมน แซคส์ ออกบทวิเคราะห์ปรับลดราคาเป้าหมาย
PTT ลงเหลือ 300 บาท จาก 330 บาท
PTTEP เหลือ 160 บาท จาก 173 บาท

รองเท้าฟาง
November 14, 2009 at 05.38 PM

เอ้ ยังไง งงง 1.24 – 15.54 %

รองเท้าฟาง
November 14, 2009 at 05.54 PM

ดูพวกหุ้นน้ำซึมบ่อทรายกันดีๆนะครับ น่าสนใจช่วงนี้ TASCO ดูดีครับ ไม่มีส่วนได้เสียนะครับ บอกไว้ก่อน ค่อยๆดูงบกันไป กาลมสูทรนะครับ

มีความสุขวันท่องเที่ยวกันครับทุกๆคน อิ อิ

สโรชา
November 14, 2009 at 07.31 PM

คุณวิจิตรา เพิ่งเข้าใจวันนี้ไปดูกอง LTF แพ้ตลาดจริงๆๆด้วย ชอกช้ำจริงๆถือว่าภาษี
แต่ว่าไม่ค่อยจะเลยนะ ขอบ่นเถอะค่ะ
และ จะปิดกองทุนรวมให้หมดช่นกัน เพราะว่าเบื่อ ทนมานานเเล้วด้วย
กั๊ก nav แบบว่าเห็นๆเลย ปีนี้แทนที่จะดี แต่ว่าแพ้ได้ไง
เสียดายเงินให้บริหารด้วย ก็ออกมาแบบว่าห่วยจริงๆด้วย
สัปดาห์นี้จะปิดเช่นกัน ความจริงคุณพ่อคุณแม่ มีกองทุนด้วยนะค่ะ บอกแล้วว่าไม่ดี แต่ท่านเพิ่งจะรู้ว่าไม่ดีจริงค่ะ มันเห็นแบบว่าจริงๆปีนี้

ซื้อ TDEX หรือ TFTSE ดีกว่า ไม่ต้องเสียเงินค่าบริหารแล้วค่ะ
หงุดหงิดใจกันทั้งบ้าน วันนี้เลย รถติดด้วยค่ะ

มาเล่นที่ Blog สดใส ดีกว่า สนุกด้วย

ปล คุณวี ที่บอกว่าสนใจ TFTSE ก็ดีค่ะ แบงค์ ปีหน้าใครๆก็ว่าดี แต่ราคาก็แพงแล้วนะ หุ้นแบงค์ ขึ้นมาเหมือนว่าไม่เกิดวิกฤตแล้ว
ขอบคุณที่บอกราคาแบบว่า สุดยอดทุกคน แปลว่า PTT PTTEP ถือไว้เถอะถ้าคิดว่าหุ้นขึ้นไม่พ้น 2 ตัวขึ้นเพราะว่า เป็นมาร์เกตแคป 1และ 2
รู้สึกว่า สมาชิกเราจะซื้อหุ้นแบบว่าพอเพียง ไม่กระจายความเสี่ยงนอกจากเลือกเปิดโบรกเกอร์หลายที่ ตลกมากค่ะ
ขอบคุณค่ะ

ลุงเฮ้าส์
November 17, 2009 at 08.13 PM

ตอนแรกกะว่า จะ Track ตัวเลข Fund Flow และรวบรวมข่าวที่มีนัยยะและจะเรียบเรียงออกมาให้
แต่ “….หาเวลาไม่ได้….” จะปล่อยให้เวลาเนิ่นนานไป เพื่อนๆบางคนอาจตกข่าวได้ เลยเอา List ข่าว มา ปะไว้ให้ก่อนดีกว่า แล้วถ้ามีเวลาจะเรียบเรียงให้ใหม่
Positive for USD
091111 Geithner Says Strong Dollar ‘Very Important’ to U.S.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601009&sid=aSyeSGYB1wTA
091111
ไต้หวันออกมาตรการสกัดเงินต่างชาติ

Posted on Wednesday, November 11, 2009
นาย เผิง ไฝ่หนาน ผู้ว่าการธนาคารกลางไต้หวันประกาศห้ามนักลงทุนต่างชาติฝากเงินในบัญชีออม ทรัพย์ของธนาคารในไต้หวัน เพื่อป้องกันการเก็งกำไร เนื่องจากขณะนี้มีเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ของ ธนาคารในไต้หวันสูงถึง 1.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าระดับที่ยอมรับได้ถึง 5 เท่า และเป็นไปได้ว่าเงินดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อการเก็งกำไรค่าเงินมากกว่า ที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไต้หวัน

การประกาศดังกล่าวส่งผลให้สกุล เงินดอลลาร์ไต้หวันร่วงลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 วัน โดยอยู่ที่ 32.383 ดอลลาร์ไต้หวันต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดอลลาร์ไต้หวันได้แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 1 ปี

ผู้ ว่าการธนาคารกลางไต้หวันยังได้สั่งให้ ตรวจสอบการซื้อขายที่ไม่ปกติของธนาคารพาณิชย์ต่างชาติในไต้หวัน เพื่อดูว่ามีการเก็งกำไรค่าเงินด้วยการกระหน่ำขายดอลลาร์สหรัฐในตลาดล่วง หน้า (Forward Market) หรือไม่ เนื่องจากการทำธุรกรรมในตลาดฟอร์เวิร์ดได้พุ่งขึ้น 3.5% ในเดือนกันยายน
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/NewsUpdate/tabid/89/newsid491/101450/Default.aspx
091113
Nov. 13 (Bloomberg) — Asia-Pacific leaders said fiscal and monetary stimulus measures need separate exit strategies and timing, as policy makers seek a balance between supporting a nascent recovery and preventing asset bubbles.
Policy makers are moving to unwind some of the emergency steps they took to counter the global recession after cutting interest rates and adding more than $2 trillion in government expenditures. The Group of 20 nations last week outlined a timetable to rebalance the global economy, mapping ways to exit from stimulus programs.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=aKe...

091112
Fed’s Assets Decline to Two-Month Low on Drop in Bank Borrowing
Nov. 12 (Bloomberg) — The Federal Reserve’s balance sheet shrank over the past week to its smallest size in two months as U.S. banks reduced borrowing
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=aOO2H9L3eVfE

091116
Asia will lead the way, followed by the U.S. and Europe, International Monetary
Fund Managing Director Dominique Strauss-Kahn told reporters at the same
meeting. Fiscal and monetary stimulus measures need separate exit strategies
and timing, as policy makers seek a balance between protecting nascent growth
and preventing asset bubbles.
The value of global stocks has soared by more than $20 trillion since March, an
amount 10 times larger than the emergency stimulus spending put in place. The
Group of 20 nations last week outlined a timetable to rebalance the global
economy, mapping ways to exit from stimulus programs, which also included
coordinated interest rate cuts.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=ahyqiNUexiXc&pos=1

091116
Bill Gross Says Value Diminishing in Credit Markets
(Update2)
By Susanne Walker and Thomas R. Keene
Nov. 13 (Bloomberg) — Bill Gross, who runs the world’s biggest bond fund at
Pacific Investment Management Co.,said value is diminishing in credit markets
and that relative yields may rise. Mortgage and high-yield corporate debt is
“overvalued,” making Treasuries and investment-grade company debt attractive,
Gross, co-founder and chief investment officer of Newport Beach, California-based
Pimco, said in a Bloomberg Radio interview. Emerging-market debt is appealing to
“some extent,” he said.
“That’s a limited menu, but it’s what we are presented with at the moment,”
Gross said.
The sustainability of the U.S. economic recovery by the private sector after
government stimulus programs end remains in question, Gross said. Below average growth may prompt yield spreads to increase on high-yield debt and the
Federal Reserve’s plan to complete its mortgage purchase program will hurt
returns on those securities, he said.
High-yield, high-risk bonds have returned a record 52 percent this year, including
reinvested interest, compared with 19 percent for investment-grade debt and a
loss of 2.5 percent for Treasuries, according to Merrill Lynch & Co. index data.
Speculative-trade bonds are rated less than BBB- by Standard & Poor’s and below
Baa3 by Moody’s Investors Service.
Yield Gaps Shrink
Junk-rated debt on average yields 7.54 percentage points more than Treasuries
and 5.38 percentage points more than investment-grade spreads. The gaps
between the ratings groups are about the smallest since the week after Lehman
Brothers Holdings Inc. filed for bankruptcy in September 2008, Merrill indexes
show.
The $192.6 billion Total Return Fund managed by Gross returned 17 percent in
the past year, beating 57 percent of its peers, according to data compiled by
Bloomberg. The one-month return is 0.94 percent, outpacing 59 percent of its
competitors. Pimco is a unit of Munich-based insurer Allianz SE.
Pimco bought government debt in September and cut mortgage bond holdings to
the lowest level since 2005 after Gross warned this year that the U.S. recession
will lead to a period of less- than-average growth.
Fed Chairman Ben Bernanke is scheduled to speak on the economic outlook at a
lunch sponsored by the Economic Club of New York on Nov. 16. The central bank
last week reiterated its pledge to keep interest rates near zero for “an extended
period.”
‘Always Want to Hear’
“What we always want to hear is ‘an extended period of time’ because that zeropercent interest rate promotes asset appreciation on the longer end of the curve
and in risk assets,” Gross said. “To the extent the real economy requires low
interest rates, we want to see that continue.”
The Fed cut its target for overnight lending between banks to a range of zero to
0.25 percent in December.
Central bank officials will change policy “when they begin to see steady and
consistent nominal GDP of 4 to 5 percent,” Gross said.
The U.S. economy grew in the third quarter for the first time in more than a year
as gross domestic product increased at a 3.5 percent annual rate from July
through September after shrinking the previous four quarters, a Commerce
Department report showed on Oct. 29.
Pimco has called for a “new normal” in the global economy that will include
heightened government regulation, lower consumption, slower growth and a
shrinking global role for the U.S. economy.
Fed officials said in a statement on Nov. 4 that the central bank will purchase a
total of $1.25 trillion of agency mortgage-backed securities through the first
quarter of 2010.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601009&sid=aUoosqZFkKlA

091117
“However, access to credit remains strained for borrowers who are particularly dependent on banks, such as households and small businesses. Bank lending has contracted sharply this year, and the Federal Reserve’s Senior Loan Officers Opinion Survey shows that banks continue to tighten the terms on which they extend credit for most kinds of loans–although recently the pace of tightening has slowed somewhat.”
Significant economic challenges remain,” Bernanke said in a speech today to the
Economic Club of New York. “The flow of credit remains constrained, economic
activity weak and unemployment much too high. Future setbacks are possible.” He
added that the Fed is “attentive” to changes in the dollar’s value and “will help
ensure that the dollar is strong
“Our commitment
to our dual objectives, together with the underlying strengths of the U.S.
economy, will help ensure that the dollar is strong and a source of global financial
stability.”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=a1L...
091112
“…The Bloomberg Professional Global Confidence Index fell to 60.3 from 61.7 in October, the highest level in the series that began two years ago. The index exceeded 50 for a fourth month, which
means there were more optimists than pessimists.
The survey follows steps by central banks including the Federal Reserve to start unwinding stimulus, seeking to avoid market distortions that may spur bubbles in assets from stocks and commodities to real estate. The shift comes at a time when job losses are still rising in the U.S. and Europe, threatening a nascent recovery as consumers limit spending……
….The survey follows steps by central banks including the Federal Reserve to start unwinding stimulus, seeking to avoid market distortions that may spur bubbles in assets from stocks and commodities to real estate. The shift comes at a time when job losses are still rising in the U.S. and Europe, threatening a nascent recovery as consumers limit spending…..”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601103&sid=az.vhX24lf30
– การลดวงเงิน Swap ระหว่างธนาคารกลางประเทศต่างๆ
– การใช้ Term Auction Facility (TAF) ที่เริ่มลดน้อยลง
– การหยุดมาตรการ Credit Easing ในส่วนการเข้ารับซื้อ พันธบัตร ไปเมื่อปลายตุลาคมที่ผ่านมา
– Discount Window Lending ต่อธนาคารพาณิชย์ที่เริ่มมีปริมาณลดน้อยลง
-การทำมาตรการ Credit Easing ในส่วนเข้าซื้อ agency debt ไม่เต็มวงเงินที่ได้เคยประกาศไว้

และอย่างการที่ Balance Sheet ของ FED ลดขนาดลง จะถือเป็นการลดการอัดฉีดเงินแล้วหรือไม่
(ตามข่าวเรื่อง Balance Sheet ที่เล็กลง และ ข่าวเรื่องการลดวงเงินต่างๆตาม Link ข้างล่าง) http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=aOO2H9L3eVfE

Negative for USD
091111
Bet on Dollar’s Drop Through Call Spread, Morgan Stanley Says
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601083&sid=a0AXKKyvIMEM
ฟิทช์เชื่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลกยังห่างไกลฟองสบู่

Posted on Wednesday, November 11, 2009
นาย เดวิด ไรเลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิทช์เรทติ้งส์ บอกว่า ราคาหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นขณะนี้ยังไม่น่าห่วง และมองว่าความหวั่นเกรงเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็น การวิตกมากเกินไป

ทั้งนี้ ราคาสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในขณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลจากการดำเนินนโยบาย ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และหากราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมากเกินไปเมื่อไร เมื่อนั้นค่อยหวั่นเกรงว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่

ความเห็นของ นายไรเลย์ เป็นไปในทางตรงกันข้ามกับความเห็นของ นายนอเรียล โรบินี ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซึ่งแสดงความวิตกว่า ราคาหุ้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นในขณะนี้จะกลายเป็นฟองสบู่ในอนาคต
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/NewsUpdate/tabid/89/newsid491/101501/Default.aspx
ด้าน เจเน็ท เยลเลน ผู้ว่าการเฟดสาขาซานฟรานซิสโก บอกว่า เฟดจำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นการสร้างงาน และต้องป้องกันมิให้อัตราเงินเฟ้อร่วงลงจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านราคา
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/NewsUpdate/tabid/89/newsid491/101451/Default.aspx

091114
Borrowing from the Fed under emergency lending programs has declined, reflecting lower funding costs outside the central bank
The Fed’s balance sheet may expand to $2.5 trillion next year, New York Fed President William Dudley said in October.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=aOO2H9L3eVfE
The Federal Reserve should strengthen regulation to
safeguard financial stability rather than adopt a policy to prick asset-price bubbles
that may cause market turmoil, Chicago Fed President Charles Evans said.
Evans said he remains “skeptical” about central bankers’ ability to identify bubbles
as they occur, and his goal is to emphasize financial stability rather than targeting
specific asset prices.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=a8I9Zjwke0RU

ลุงเฮ้าส์
November 18, 2009 at 04.58 AM

ท่านอธิการบดีคร้าบ
ชักสงสัยขึ้นมาจริงๆแล้วครับ ว่า มาตรการบางอย่างที่ FED ได้ทำ อยู่ตอนนี้ จะถือว่า FED ได้ทำ Exit Policy ในส่วน “มาตรการด้านการเงิน”( ในเรื่อง”การอัดฉีดสภาพคล่อง”) อย่างเงียบๆ ไปบ้างแล้วหรือเปล่า เช่น
– การลดวงเงิน Swap ระหว่างธนาคารกลางประเทศต่างๆ
– การใช้ Term Auction Facility (TAF) ที่เริ่มลดน้อยลง
– การหยุดมาตรการ Credit Easing ในส่วนการเข้ารับซื้อ พันธบัตร ไปเมื่อปลายตุลาคมที่
ผ่านมา
– Discount Window Lending ต่อธนาคารพาณิชย์ที่เริ่มมีปริมาณลดน้อยลง
-การทำมาตรการ Credit Easing ในส่วนเข้าซื้อ agency debt ไม่เต็มวงเงินที่ได้เคย
ประกาศไว้
ฯลฯ
และอย่างการที่ Balance Sheet ของ FED ลดขนาดลง จะถือเป็นภาพสะท้อนการลดการอัดฉีดเงินได้หรือไม่
(ตามข่าวเรื่อง Balance Sheet ที่เล็กลง และ ข่าวเรื่องการลดวงเงินต่างๆตาม Link ข้างล่าง) http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=aOO2H9L3eVfE
เพราะถ้าเกิดเรื่องราวต่างๆข้างต้น ถือเป็นการลดการอัดฉีดเงิน หรือเป็นการทยอยทำ Exit Policy ในส่วนมาตรการด้านการเงินด้านการอัดฉีดสภาพคล่องที่ว่าแล้ว
ก็น่าจะถือได้ว่า องค์ประกอบของ USD Carry trade เริ่มไม่สมบูรณ์ (เงินมาก-ดอกเบี้ยต่ำ-ไม่มีที่ไป) คือ เงินเริ่มไม่มากแล้ว ,ก็ได้ (แต่น่าจะจัดว่าเป็นการชั่วคราวมากกว่า)

เริ่มอยากรู้แล้วครับ แต่ช้าหน่อยก็ได้ ไม่รีบไม่ร้อนอะไร (แต่ถ้าอาจารย์จะมาบอกว่าทราบแล้ว แล้วจะหาเวลามาตอบให้ ก็จะดีมากครับ ผมจะได้ทราบว่าอาจารย์รับทราบแล้ว)
ขอตัวไปหาไอคอนก่อนครับ แล้วเตรียมร่างกายไว้เป็นพี่เลี้ยงเด็ก วันศุกร์ที่จะถึงนี้ดีกว่า

ดักไว้ทุกทางเลย เพราะไม่รู้อาจารย์จะเปิดอ่านหรือไม่อ่าน กระทู้ไหนบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้แน่นไปหมด (ใครไม่เคยเข้ามาอาจหลงทางได้ ฮี่)

ชนันชัย
November 18, 2009 at 03.36 PM

” คนจน จนแต่รวยน้ำใจ ใครจะว่ายากจน คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ”

คาราบาว

รติ
November 18, 2009 at 04.29 PM

อยากจะขอบคุณลุงเฮ้าส์ดังๆ ปล่อยของชุดใหญ่ขนาดนี้ วู้ๆๆๆ

ลุงเฮ้าส์
November 20, 2009 at 03.10 PM

หุ้นไทยสัปดาห์หน้ามีสิทธิ์หลุด 700 จุดหลังไร้ข่าวดี แต่มีความเสี่ยงอีก
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ 700.42 จุด เพิ่มขึ้น 6.84 จุด (-0.97%) มูลค่าการซื้อขาย 14,055.44 ล้านบาท

- นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 244.70 ล้านบาท
- นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 157.10 ล้านบาท
- นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 189.37 ล้านบาท
- บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 591.17 ล้านบาท

จิตรา อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล. ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ดัชนีหุ้นที่ระดับ 710 จุด ถือเป็นแนวรับทางจิตวิทยาที่แข็งแกร่ง ซึ่งหากหุ้นไทยยังสามารถยืนได้ในระดับนี้ ก็ยังคาดหวังการฟื้นตัวได้ เพราะในวันพรุ่งนี้จะมีการประกาศตัวเลขยอดการส่งออกเดือนตุลาคม ที่คาดว่าติดลบน้อยลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 แต่หากดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ ลบ 4% จะทำให้ตลาดดีดตัวได้ในช่วงสั้น นอกจากนี้ ในวันจันทร์จะยังมีตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/52 ประกาศออกมาด้วย ซึ่งหากเป็นตัวเลขที่ดีกว่าคาดเช่นกัน จะช่วยสนับสนุนให้ดัชนีฟื้นตัวได้ อย่างไรก็ตาม จะเป็นเพียงการฟื้นตัวระยะสั้น ๆ เพราะในช่วงสัปดาห์นี้ – สัปดาห์หน้า ยังมีปัจจัยบวกกระตุ้นตลาดไม่มากนัก ขณะที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงค่อนข้างมากพอสมควร

จิตราแนะนำว่า ในระยะนี้นักลงทุนไม่ควรมองข่าวระยะสั้น ๆ หรือวันต่อวัน ยกเว้นเล่นสั้น (Day Trade) จริง ๆ แต่ควรมองเป็นภาพใหญ่ เพราะเศรษฐกิจโลกและตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ในระยะยาว ทำให้การลงทุนระยะกลางหรือถือลงทุนไประยะหนึ่งจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าซื้อ เช้าขายบ่าย เพราะในระยะสั้นยังมีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยในสัปดาห์หน้ามีโอกาสมากที่จะเห็นดัชนีทรุดลงไปแตะที่จุดต่ำกว่า 700 จุด ซึ่งหากแตะที่ 690 จุดเป็นต้นไปแล้ว ก็เริ่มทยอยซื้อได้

นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นไทยยังมีโอกาส 650 จุดได้เช่นกัน โดยดูได้จาก หากราคาหุ้นบมจ. ปตท. (PTT) และ บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ลงไปที่จุดต่ำสุดเดิม ก็มีโอกาสที่ดัชนีจะทรุดลงไปแตะที่ 650 จุดได้ ซึ่งก็เป็นระดับที่สามารถสะสมหุ้นไว้เต็มพอร์ตเพื่อคาดหวังการเติบโตในปี หน้าได้

ทั้งนี้ บล. ฟินันเซีย ไซรัส ให้กรอบการเคลื่อนไหวที่ 690 จุด ประเมินแนวต้านที่ระดับ 704 – 705 คาดดัชนีจะแกว่งตัวแคบ ๆ
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/NewsUpdate/tabid/89/newsid491/102911/Default.aspx

สโรชา
November 20, 2009 at 05.52 PM

ประเภทนักลงทุน มูลค่าซื้อ(ลบ.) มูลค่าขาย(ลบ.) สุทธิ(ลบ.)

นักลงทุนสถาบัน 981.04 998.90 -17.86

บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ 2,350.04 2,374.69 -24.66

นักลงทุนต่างชาติ 2,781.18 4,186.99 -1,405.82

นักลงทุนทั่วไป 8,239.68 6,791.35 1,448.34

ลุงเฮ้าส์
November 22, 2009 at 03.43 PM

เพิ่งไปอ่านข้อมูลอยู่ชุดหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจดี เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง
1. Set Index หลังจากไปวิ่งเล่นอยู่แถวๆ 750 เมื่อวันที่ 12-13 เดือนตุลาคม ต่อมาเจอวิกฤติข่าวลือ และหลังจากนั้นดูเหมือนจะเริ่มซึมๆลง ต่ยังไม่ลงมากนัก (ล่าสุดเมื่อวันศุกร์อยู่ที่ 695.23)
2.ราคาของ ETF ที่ชื่อ TDEX หลังจากไปถึง 5.37 เมื่อวันที่หุ้น สูงสุด(12 ตุลา) ที่ 751.86 กับราคาล่าสุด ของวันที่ 22 เดือนนี้ อยู่ที่ 4.89 กับดัชนี 695.25
3. เทียบการเปลียนแปลงในช่วง จากวันที่ 12 ตุลาถึง 22 พฤศจิ ประมาณ 1 เดือน (จากการทำบรรยัดไตรยางศ์)
SET ปรับตัวลงไปแล้ว 7.53 %
TDEX ปรับตัวลงไป 8.94 %
TDEX ลงแรงกว่า
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ
“ราคา TDEX เมื่อวันที่ 10 กันยายน อยู่ที่ 5.08 SET อยู่ที่ 703.89” เทียบกับ “วันที่ 28 ตุลา TDEX =4.99 โดยที่ SET INDEX= 703.95” หรือ “วันที่ 19 พฤศจิ TDEX =4.92 โดยที่ SET INDEX= 700.42 หรือ “วันที่ 22 พฤศจิ TDEX =4.89 โดยที่ SET INDEX= 695.25
(ถ้าเทียบบัญญัติไตรยางศ์ สมมุติว่า
ดัชนี 703.89 ราคา TDEX 5.08
ดัชนี 703.95 ราคาควรจะอยู่ที่ 5.0804
ดัชนี 700.42 ราคาควรจะอยู่ที่ 5.0550
ดัชนี 695.25 ราคาควรจะอยู่ที่ 5.0176

โดยใช้ราคาของวันที่ 10 กันยายน 5.08 และดัชนี 703.89 เป็นฐาน

จะเห็นได้ว่า TDEX ปรับตัวลงแรงกว่า Set Index

4.ต้องการจะบอกอะไร, TDEX พูดง่ายๆ เป็นตัวแทนของ Set 50 ราคาจะล้อตาม Set 50 เสมอ (ตามหลักของ ETF )
ทีนี้ มันก็เหมือนกับว่า SET 50 หรือ 50 บริษัทชั้นนำในตลาดหุ้น นั้น ราคาหุ้นลงไปเร็วกว่าตัวดัชนี SET
จุดสนใจของผมคือ ต่างชาติ เวลาจะเข้ามาซื้อ หุ้นในเมืองไทย จะซื้อ หุ้น ใน Set 50 ซะมากกว่า หุ้นเล็กๆ หุ้นปั่น อะไรพวกนั้น
ถ้ามองแบบหยาบๆ การที่ Set 50 ลงเร็วกว่า Set จะถือว่า ต่างชาติ เริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในเมืองไทยได้มั้ย ยิ่งมาประกอบกับช่วงหลังๆ (ตั้งแต่หลังวิกฤติข่าวลือ 15 ตุลา ) ต่างชาติ ขายมากกว่าซื้อ (อันนี้ ใช้ความจำเอา ไม่ได้ไปหาตัวเลขจริง แต่ตัวเองจะเปิดดูทุกวันหลังตลาดปิด ว่า ต่างชาติซื้อหรือขาย ก็จำๆได้ว่า ต่างชาติขายมากกว่าซื้ฮ)
ส่วนตัวผมเอง มองว่า ต่างชาติปรับลดน้ำหนักการลงทุนในไทย เพราะ ดัชนี EM Asia นับตั้งแต่ วันที่ 15 ตุลา อยู่ที่ 392.005 ปัจจุบันถึงเมื่อวันที่ 20 พฤศจิ EM Asia ก็ยังอยู่ที่ 392.720 แทบไม่เปลี่ยนแปลง
ก็เป็นข้อสังเกตุที่เอามาฝากกัน ให้ทุกคนเอาไปพิจารณากำหนดกลยุทธ วิธีการมองตลาดหุ้น หรืออะไรต่างๆกันเอาเอง

ลุงเฮ้าส์
November 22, 2009 at 08.23 PM

ภาพใหญ่ของ World Fundflow ทุกคนเชื่อกันว่า USD ต้องอ่อนในระยะกลางหรือระยะยาวแน่ (ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงราคาพุ่งขึ้น)
แต่ปัญหาที่กำลังขบคิดกันคือ จะเกิดการปรับฐาน (Correction) กันบ้างหรือไม่ นี่คือประเด็นที่ทุกคนกำลังสนใจกันอย่างยิ่ง
ได้รวบรวมข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ออกมา และขอแตกออกเป็น 2 หมวด เพื่อให้แต่ละคนไปพิจารณาทิศทางในระยะสั้น(ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด Correction) และถ้าสมมุติว่าเกิดจะหนักหรือเบา โดยไปสรุปกันเอาเอง
1.สนับสนุนว่าเกิดการ Correction
091111 Geithner Says Strong Dollar ‘Very Important’ to U.S.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601009&sid=aSyeSGYB1wTA
คุณพี่ไกส์เนอร์บอกว่า ค่าเงินดอลล์แข็งเป็นสิ่งที่สำคัญมากของ USA
091111 ไต้หวันออกมาตรการสกัดเงินต่างชาติ
“…นาย เผิง ไฝ่หนาน ผู้ว่าการธนาคารกลางไต้หวันประกาศห้ามนักลงทุนต่างชาติฝากเงินในบัญชีออม ทรัพย์ของธนาคารในไต้หวัน เพื่อป้องกันการเก็งกำไร เนื่องจากขณะนี้มีเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ของ ธนาคารในไต้หวันสูงถึง 1.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าระดับที่ยอมรับได้ถึง 5 เท่า …”
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/NewsUpdate/tabid/89/newsid491/101450/Default.aspx
(เรื่องนี้บราซิลทำไปก่อนแล้ว)
091112 “… The Federal Reserve’s balance sheet shrank over the past week to its smallest size in two months as U.S. banks reduced borrowing…”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=aOO2H9L3eVfE
งบดุลของ FED มีขนาดเล็กลงที่สุดในรอบ 2 เดือน เพราะ การลดลงของการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ (สภาพคล่องถูกปล่อยออกน้อย)
091112 “… by central banks including the Federal Reserve to start unwinding stimulus, seeking to avoid market distortions that may spur bubbles in assets from stocks and commodities to real estate.…..”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601103&sid=az.vhX24lf30
ธนาคารกลางชาติต่างๆ (รวมถึง FED ) เริ่มต้นที่จะค่อยๆถอนมาตรการกระตุ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการบิดตลาดอันจะเป็นผลให้ เกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และอสังหาริมทรัพย์

091117 “…Bernanke said in a speech today to the Economic Club of New York………” He
added that the Fed is “attentive” to changes in the dollar’s value and “will help
ensure that the dollar is strong….economy, will help ensure that the dollar is strong and a source of global financial stability……”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=a1L...
เบอร์นังเก้บอกว่า FED (เฟะ : ) ) ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของ USD และจะมีการช่วยเหลือเพื่อให้มั่นใจว่า USD จะแข็ง
091117”… The Federal Reserve said it will reduce the maximum maturity on discount-window loans to 28 days from 90 days as it moves to unwind some of the emergency measures introduced to fight the credit crisis.
The Fed Board cited “continued improvement in financial market conditions” in today’s announcement and said the change will take effect Jan. 14. …”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=agkiLD5Wxa8s
FED บอกว่า จะลดวันครบกำหนดการทำ discount-window loans จาก 90 เหลือ 28 วัน (เป็นการลดการเสริมสภาพคล่องวิธีหนึ่ง)

091117”… Central bankers reduced the Term Auction Facility and Term Securities Lending Facility in September. The TAF helps the Fed distribute cash to a wider array of banks by auctioning the credits, thus averting the stigma of borrowing directly from the central bank. The Term Securities Lending Facility loaned Treasuries to government bond dealers to help improve market liquidity. The Fed allowed the Money Market Investor Funding Facility to expire last month.
Outstanding credit under the Term Auction Facility has declined to $109.4 billion as of Nov. 11 from a record $493.1 billion in March. …”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=agkiLD5Wxa8s
Term Auction Facility (TAF) และ Term Securities Lending Facility (เป็นมาตรการเสริมสภาพคล่องทั้งคู่) ถูกลดลงตั้งแต่เดือนกันยายน
091118 “…The difference between two- and 10-year yields narrowed to 2.57 percentage points from 2.65 percentage points a week ago, indicating investors are willing to accept less yield to make long-term loans to the government. …”
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601009&sid=aTSgQv.ZbTaw
ความแตกต่างของดอกเบี้ย พันธบัตร อายุ 2 ปี กับ 10 ปี หดแคบลง ชี้ว่า นักลงทุนยอมรับได้กับ ดอกเบี้ย ที่ลดลงของพันธบัตรระยะยาว (ฝากยาว ดอกเบี้ยไม่สูงมันก็จะเอา)
091119”… Federal Reserve Bank of Dallas President Richard Fisher said the central bank’s emergency policies carry “great and unprecedented risk” …… It would be disingenuous of me to deny that these measures carry great and unprecedented risk,” said Fisher, 60, who doesn’t vote on interest rates this year…..”

http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=a24OvA0D2U5k
Fisher (ประธาน FED Dallas )กล่าวว่า ไอ้มาตรการฉุกเฉินต่างๆที่ออกไป มัน มีความเป็น ความเสี่ยงที่ มหาศาลและไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งสำหรับตัวข้ากระผมแล้ว มันไม่ดี้ไม่ดีเลยที่จะไม่ให้ความสำคัญกับไอ้มาตรการเหล่านี้
091120 “…Asia Considers Capital Controls as Inflows Threaten Recovery
Asian policy makers are studying capital controls to limit “hot money” inflows that may stoke asset bubbles and force their currencies to appreciate.
India may take steps to slow capital inflows if foreign investment surges, Finance Secretary Ashok Chawla said yesterday. Policy makers may set a limit on the amount of money that local companies can borrow from abroad, the Economic Times reported, citing a Finance Ministry official it didn’t name.
In Indonesia, the central bank is “seriously” studying the option of limiting foreign fund inflows into its short-term bills, Senior Deputy Governor Darmin Nasution said yesterday….”
ทำ Link หาย ขออภัยด้วย พยายาม Search ให้แล้ว แต่หาไม่เจอจริงๆ ขออภัยจริงๆนะจ้ะ
ผู้กำหนดนโยบายแถวอาเซียนกำลังศึกษาการควบคุมการไหลเข้าของ เงินเปลวเพลิง (Hot Money) ที่จะทำให้เกิด ปัญหาฟองสบู่ และการแข็งค่าขึ้นของสกุลเงินต่างๆ ,มีที่อินเดีย, อินโดนีเซีย (ที่อินโดนี่ “seriously” studying)

ขอส่งตอน 1 ก่อน (ว่าด้วยเหตุผลสนับสนุนการ Correction) เดี๋ยวตอน 2 สัญญาว่า ภายใน 2-3 วันนี้ เป็นอย่างช้า
อ้อ ลองพยายามไปอ่านของจริงตาม Link ที่ผมให้ไว้ด้วยนะครับ จะได้เป็นการ Recheck กันไปในตัว อย่าเชื่อใจผมมาก ช่วงนี้ ศึกในตระกูลมันเริ่มเบาลง ผมต้องทำงานกิจการที่บ้านมากขึ้น เวลาน้อยลง งานมันจะประณีตน้อยลงด้วย
รักนะจูจุ้บ

สโรชา
November 23, 2009 at 03.49 PM

วันนี้หุ้นตกแรงกว่าเพื่อนบ้าน
ครึ่งเช้านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 550 ล้านบาทค่ะ

โกลด์แมน แซคส์มอง GDP ไทยปีหน้า +4.2% ค่ะ
มา update ทันมั้ยค่ะ

ขอโทษทีติดงานนิดค่ะ

สโรชา
November 23, 2009 at 05.45 PM

ณ วันที่ 23 พ.ย. 2552 หน่วย: ล้านบาท

นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ

สถาบัน 1,149.65 1,371.01 -221.36

บัญชีบล. 3,743.17 2,690.58 1,052.58

ต่างประเทศ 3,056.07 5,438.26 -2,382.19

ในประเทศ 9,348.62 7,797.66 1,550.96

มูลค่าการซื้อขายรวม 17,297.52 ล้านบาท

ชนันชัย
November 24, 2009 at 04.07 PM

อินโดนีเซีย คาดว่าน่าจะโดน 3 เด้ง ดบ สูง เงินแข็ง
ต่อมา ถอนมาตรการ โดนอีก โลกใบนี้ซับซ้อนนัก

ถอนมาตรการก็โดน ใส่เงินใหม่ก็โดน ช๊อตเซลส์ก็โดน
เล่นแกล้งตาย แบบชินจังก็โดน ล้าหลังก็โดน
เก็บศพเพื่อน ก็โดน น้ำน้อยก็แพ้ไฟ
พอน้ำมากก็กลายเป็นน้ำท่วม

จนปัญญาครับ

ลุงเฮ้าส์
November 24, 2009 at 10.03 PM

เพิ่งจะคิดได้ว่า การ Correction ของ World Fundflow ไม่จำเป็นจะต้องเริ่มมาจากทางฝาก USA อย่างเดียว
อาจเกิดจากฝากที่เป็นปัญหาอย่างเอเซียเองก็ได้

1.World Fund Flow ต้องมี Correction แน่ๆ แต่ปัญหา คือ เมื่อไหร่
– ภายในปีนี้ หรือ – จบ Q1 ปีหน้า

2.ตัวที่พอจะชี้นัย ได้ อย่างคำพูดของเจ้าหน้าที่ FED ก็เสียงแตก ออกไปคนละทาง 2 ทาง

3.แต่สัญญานอันตราย ของ Risk Asset ‘s Bubble ก็แรงขึ้นทุกวัน ถี่ขึ้นทุกวัน จนไม่รู้ว่า ประเทศไหน(ที่เจอปัญหา) จะใช้ยาแรง ก่อนเป็นประเทศแรก (ใช้มาตรการคล้ายๆ 30 % ของไทย เพื่อคุม Hot Money ) สมมุติว่า เกาหลีใต้ หรือ อินเดียมั้ง (อ่านข่าวผ่านๆ ไม่ได้ตั้งใจจำ) ออกมาตรการ แรงๆ จนดันค่าเงินให้อ่อน

พวก Carry Trade รอบแรก (ตั้งแต่เดือน มีนาคม) ก็ต้องรีบออก (เงินท้องถิ่นที่ถืออยู่ในมือ ถ้าปล่อยให้ตกแรงมาก แล้วค่อยคิดเอาไปแลกคืนเป็น USD จะได้ USD กลับมาน้อย ) ถ้ารีบออก กำไร ก็จะเยอะกว่า และถ้าเกิดพวกมือแรกๆออก พวกที่ตามมาเป็นพวกหลังๆ ก็ รีบ ตาม ทีนี้ ก็ Panic ล่ะ

Fund Flow กลับทาง เกิด Correction อาจเกิดจากฝาก เอเชีย ก็เป็นไปได้อยู่เหมือนกัน หรือเกิดจากยุโรปตะวันออก ก็ได้

(มีหลายตัวที่ชี้ว่า Correction พร้อมจะเกิดได้ทุกเวลา แต่อย่างน้อยแน่ใจในระดับ 90 % UP ว่าอย่างช้า (ภายใน Q1 ปีหน้า ) (แต่ส่วนตัวผมเอง คิดว่าในปีนี้)

ลุงเฮ้าส์
November 24, 2009 at 10.24 PM

2.ไม่เชื่อว่าจะเกิดการ Correction
091111 ฟิทช์เชื่อราคาสินทรัพย์ทั่วโลกยังห่างไกลฟองสบู่
นาย เดวิด ไรเลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือฟิทช์เรทติ้งส์ บอกว่า ราคาหุ้นและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นขณะนี้ยังไม่น่าห่วง และมองว่าความหวั่นเกรงเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็น การวิตกมากเกินไป
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/NewsUpdate/tabid/89/newsid491/101501/Default.aspx
091111 ด้าน เจเน็ท เยลเลน ผู้ว่าการเฟดสาขาซานฟรานซิสโก บอกว่า เฟดจำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นการสร้างงาน และต้องป้องกันมิให้อัตราเงินเฟ้อร่วงลงจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านราคา
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/NewsUpdate/tabid/89/newsid491/101451/Default.aspx
091114
Borrowing from the Fed under emergency lending programs has declined, reflecting lower funding costs outside the central bank
The Fed’s balance sheet may expand to $2.5 trillion next year, New York Fed President William Dudley said in October.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=aOO2H9L3eVfE
-การยืมเงินจาก FED ภายใต้แผนเสริมสภาพคล่องของ FED มีการลดลง สะท้อน ถึงการหาแหล่งเงินทุนที่ต่ำในตลาดเงินได้
(สภาพคล่องในตลาดเอกชน กลับมาเป็นปรกติ)
-งบดุลของ FED อาจจะขยายถึง 2.5 ล้านล้านดอลล์ (งบดุลยิ่งใหญ่ ยิ่งสะท้อนการเติมสภาพคล่อง)
091114
Chicago Fed President Charles Evans said.
Evans said he remains “skeptical” about central bankers’ ability to identify bubbles
as they occur, and his goal is to emphasize financial stability rather than targeting
specific asset prices.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601068&sid=a8I9Zjwke0RU
(ประธาน FED สาขาชิคาโก, ….. ความตั้งใจของเขายังคงเน้นไปที่เสถียรถาพด้านการเงิน(น่าจะหมายถึงระบบการเงิน) มากกว่าการไปนิยามราคาสินทรัพย์ (ว่าเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง (ในวงเล็บ เป็นการอธิบายเพิ่มเติมของลุงเฮ้าส์)
091120 Fed Makes Monitoring Capital Foremost Concern Amid Bubble Talk
By Craig Torres and Michael McKee
“…The U.S. shouldn’t adjust monetary policy to account for rising Asian assets, Federal Reserve Bank of St. Louis President James Bullard said Nov. 18. “If there are problems in real- estate markets in Asia, it is not very practical to say you should raise interest rates in the U.S.,” he said.
…Central bankers are “carefully evaluating” the situation, Bernanke told the Economic Club of New York Nov. 16. “It’s not obvious to me, in any case, that there’s any large misalignments currently in the U.S. financial system.”
He said the “best approach here, if at all possible, is to use supervisory and regulatory methods to restrain undue risk- taking and to make sure the system is resilient in case an asset-price bubble bursts in the future….”
(James Bullard said Nov. 18” ประธาน FED St.Louis ผมสรุปเอาใจความว่า ไม่ใช่หน้าที่ของ FED ที่จะต้องมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับผิดชอบปัญหา Bubble ในเอเซีย (ผมขอต่อเองว่า แล้วทำไม เอเซียไม่หาทางกันปัญหาเองซะเลยด้วยการควบคุม Capital Control ห่วยๆพวกนี้)
(เบอร์นังเก้กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารกลาง กำลัง ประเมินสถาณการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน
และเขายังไม่เห็นสัญญานที่ชัดเจน ที่แสดงถึงการเบี่ยงเบนออกไปจากสภาพปรกติอย่างมาก ของ ระบบการเงิน (ในปัจจุบัน) (แปลยากยาก misalignment จะให้แปลว่าอะไร ผิดไปจากแนวเส้นตรงเหรอ เฮ้อ กลุ้ม)
ท่อนสองจนปัญญาแปลจ้ะ

ลุงเฮ้าส์
November 24, 2009 at 10.44 PM

เพิ่งไปอ่านข่าว Bloomberg มา เห็นตัวเลข Real GDP ไตรมาศ 3 ที่ Revise ใหม่ จาก 3.5 % เหลือแค่ 2.8 %
ฮะฮ่า จะบ้าตาย ทำไมประเทศนี้ ดันช่างติงต๊องอะไรเช่นนี้ คำนวณ GDP อีท่าไหน ตัวประกาศทีแรก เทียบกับตัว Revised ห่างกันตั้ง 0.7 %
สำหรับประเทศใหญ่ๆเช่นนี้ ความผิดพลาดในตัวเลข GDP ถึง 0.7 % ถือเป็นเรื่องปรกติม่ายด้าย

รติ
November 25, 2009 at 06.28 AM

ชอบจริงๆเวลา ลุงเฮ้าส์บ่นนี่ ได้อารมดี 555

สโรชา
November 25, 2009 at 05.04 PM

” เสื้อแดง”เลื่อนชุมนุม ไม่มีกำหนด
ครึ่งเช้านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 250 ล้านบาท
รอบบ่ายไม่ทราบค่ะ และไม่รู้ว่าทำไมค่ะ

เสื้อแดงเลื่อนชุมนุม หุ้น Rebound ช่วงสั้นหรือยาว และจะมาไม่หรือไม่อย่างไร
แต่เขาบอกว่า เสื้อแดงล่าสุดประกาศเลื่อนชุมนุมออกไปอย่างไม่มีกำหนด

สโรชา
November 25, 2009 at 05.07 PM

เขาเลื่อน แต่ไม่ใช่ยกเลิก

ขออภัยคุณวิจิตรานะ นะค่ะ

วิจิตรา
November 25, 2009 at 05.25 PM

Don’t Worry ka
Be Happy (・∀-☆)

ชนันชัย
November 25, 2009 at 05.48 PM

http://www.moneychannel.co.th/Menu6/NewsUpdate/tabid/89/newsid491/103230/Default.aspx

ยั้ง ยังจะคิดกันเดิมๆ หึๆ วิธีคิดแบบนี้ เจ๊งกันมานักต่อนัก
ต่อไปได้ใช้เงินกัน 10000 $ ซื้อข้าว 1 จานแน่ๆ
คนทั่วโลกทำงานมาทั้งชีวิต มาตกม้าตายเอาตอนแก่
เพราะ คนบางกลุ่มแท้ๆ

ลุงเฮ้าส์
November 25, 2009 at 08.05 PM

ณ วันที่ 25 พ.ย. 2552 หน่วย: ล้านบาท

นักลงทุน ซื้อ ขาย สุทธิ

สถาบัน 935.01 658.51 276.50
บัญชีบล. 2,883.15 2,345.89 537.26
ต่างประเทศ 3,714.75 5,328.58 -1,613.83
ในประเทศ 10,641.12 9,841.05 800.07

มูลค่าการซื้อขายรวม 18,174.03 ล้านบาท
พอรท์เทรดซื้อ แต่พอรท์เทรดนี่ส่วนใหญ่กว่า 80 % เป็นพวกเล่นสั้น และพอรท์เทรดต้นทุนต่ำกว่า ไม่ต้องเสียค่าคอม (ยกเว้นพอรท์เทรดที่ต้องเสียดอกเบี้ย)
ส่วนตัวนะ นี่คือการล่อลวง ให้รายย่อยคิดว่า ดัชนี ยังไงยังไง ก็ต้อง 700

ลุงเฮ้าส์
November 25, 2009 at 08.08 PM

และที่บวก 2.88 % ต่างชาติไม่ซื้อเลย

ลุงเฮ้าส์
November 25, 2009 at 08.09 PM

“ส่วนตัวนะ นี่คือการล่อลวง ให้รายย่อยคิดว่า ดัชนี ยังไงยังไง ก็ต้อง 700″
อันนี้ต้องขอบอกว่า ส่วนตัวมากๆนะ

สโรชา
November 25, 2009 at 11.18 PM

ก็รู้สึกผิดนิดๆๆๆ กลัวจะโดนนิดๆๆๆ แต่รู้ว่าไม่โดนแน่ค่ะ
5555 ตลกมากค่ะ (・∀-☆) น่ารักค่ะ

สโรชา
November 25, 2009 at 11.26 PM

คิดส่วนตัวว่า ต่างชาติน่าจะเบื่อประเทศไทยเต็มทนเเล้วค่ะ
ขนาดคนไทยยังเบื่อเต้มทนเเล้วเลย อะไรนักหนา ไม่ทราบ

เห็นด้วยที่บอกว่า SET เอาใจยาก เเละก็เอาใจยากจริงๆค่ะ

ครึ่งเช้านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 250 ล้านบาท
ร่วมบ่าย 1,613.83 ล้าน ขายหนักมากค่ะ
และดูแล้วว่าไม่ใช่ยอดค้างเเน่ เพราะภาคบ่ายเปิดมานึกว่าต่างชาติจะเข้าเก็บที่ไหนได้
บลจ บล มีความสงสัยอยู่
1 เข้าใจว่า บลจ ปรับพอร์ท ตามดัชนีที่ขึ้น จากวันก่อนยังขาย เขาก็ไม่มั่นใจว่า SET จะไปได้ แต่วันนี้ซื้อเพราะว่า SET ขึ้นตั้ง 2.88 %ค่ะ

2 ถ้าข้อ 1 ผิด ก็อาจจะเพราะอะไรไม่ทราบ แต่ว่า บล เล่นแรงมากค่ะ
มีความสงสัยว่า บลจ บล รู้กันใช่หรือไม่ ถ้าใช่ นี่น่ากลัวมาก

3 ขนาดทั้งที่รู้ว่าเม็ดเงินรอจ่อมาแล้ว LTF อะไรเขาก็ดูท่าทีไม่ค่อยกล้าซื้อเท่าไหร่
งั้นรอดูตอนต่อไป

4 ส่วนตัวหมดเลยค่ะ

ลุงเฮ้าส์
November 26, 2009 at 10.50 AM

แปล้ก แปล้ก
มองในระดับโลกนะ (Fund Flow)
1. USD ลงมาก ถึงระดับ 1.51 (เทียบกับ Euro ) (ตอนนี้นะ)
2.เมื่อคืน Dowjones ก็บวก
3.น้ำมัน Nymex ก็ขึ้น ตั้ง 2 เหรียญ
4.แต่หุ้นแถวเอเชียไม่ขานรับ
– ฮั่งเส็ง ลงร่วม 1 %
– เซี่ยงไฮ้ ลงร่วม 1 %
– Jakarta ~ 1
– Straits Times ~ 0.5

โอเค แม้ว่า KLSE Composite , Nikkei 225 , Seoul Composite, Taiwan Weighted จะบวกกันก็น้อยมาก (เต็มที่ก็แค่ ~ .25%)

เออ ! แปลกดี USD หล่นตุ้บตั้บตุ้บตั้บ , Dow jones , Nymex Oil บวกได้ (ทั้งสองตัวจัดเป็นพวกสินทรัพย์เสี่ยง) หุ้นแถวเอเชีย (ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์เสี่ยง ที่มีความน่าสนใจมากกว่า หุ้นยุโรปและอเมริกา) กลับไม่ตาม (เมื่อวานก็เพิ่งลงด้วย จะอ้างเหตุผลทางเทคนิคคงไม่ใช่)

ส่วนตัว ผมมองเป็นสัญญาน ของการ Correction แบบนึง (เป็นสัญญาน ไม่ใช่หมายถึง เกิดแล้ว อาจจะ กำลังจะเกิด หรือ สับขาหลอกก็ได้ )

เออ แปลกดี

ตอโต้ง
November 26, 2009 at 11.06 AM

“ลา มงเดียลีซาซียง”

ลุงเฮ้าส์
November 26, 2009 at 11.32 AM

ตอโต้ง เขียนเมื่อวันที่ 26.11.2009 เวลา 11:06 น
“ลา มงเดียลีซาซียง”
ฮ๋า ฮ่า ฮ่า อะไรเนี่ย ชื่อฝรั่งเศสของหนังสือเรื่อง “เหยื่ออธรรม” ของ วิคเตอร์ ฮูโก เหรอ
เจ้าพ่อรหัสลับจริงๆ :)

ตอโต้ง
November 26, 2009 at 12.01 PM

ไม่ใช่รหัสลับอะไรลุง ,
เพื่อนผมมันเคยตอบประโยคเมื่อกี๊มาลุง (ถ้าจำสำเนียงไม่ผิดนะ) ตอนที่ผมถามถามบ่นบ่นคล้ายคล้ายลุง ,
พอถามมันว่าหมายความว่าอะไร ?
มันยังแกล้งตอบผมมาว่า

“คุณจะไม่ได้เห็นป่าทั้งป่า ถ้ามัวแต่สนใจเพียงต้นไม้ไม่กี่ต้น”

ผมก็เลยไม่ถามมันต่อ
(เข้าใจทีหลังว่าน่าจะ “โลกาภิวัฒน์” มันเอามาจากหนังสือเล่มหนึ่ง )

ยังไม่รู้เลยว่าแปลถูกผิด, ใครรู้บอกด้วย !

ลุงเฮ้าส์
November 26, 2009 at 03.12 PM

เฮ้ ใครบอกผมได้มั้ยเนี่ย
ทำไม USD ร่วงอย่างแรง แต่หุ้นเอเซีย ลงกันสนุกสนาน ผิดคาดอย่างมากจริงๆ และไม่เข้าใจจริงๆนะเนี่ย

วิจิตรา
November 26, 2009 at 03.52 PM

ใช่ อยากรู้เหมือนกัน เห็นเยนแข็งมากค่ะ
ไม่อยากเชื่อว่าจะรวดเร็วมากค่ะ

ลุงเฮ้าส์
November 26, 2009 at 04.15 PM

ยุโรปก็แดงเกือบทั้งทวีป อ่านข่าวใน Bloomberg ก็ไม่เห็นจะมีข่าวอะไร
Dowjones เมื่อวานก็เป็นสถิติสูงสุดในปีนี้
เกิด Correction เหรอ แต่ไม่เห็นมีข่าวอะไรเลยเนี่ย
อือม์ แต่คืนนี้ ที่อเมริกามี Thank Giving Day เขาหยุด
ไว้รอพรุ่งนี้ก่อนดีกว่า แล้วค่อยดูว่าจะเอาไง

MAY
November 26, 2009 at 04.31 PM

งงค่ะ ไม่เข้าใจมากเพราะว่าตอนนี้อยู่สภาวะงง ค่ะ ลุงเฮ้าส์
มา post icon รอแพรแพร ก่อนเลยนะค่ะ

สโรชา
November 26, 2009 at 04.58 PM

ความสัมพันธ์ Correlation ระหว่าง Dollar Index และ SET index จะมีมากพอควรที่ 70%
ในทิศทางตรงกันข้าม (ดอลลาร์อ่อนหุ้นขึ้น)

แต่ว่างง วันนี้ค่ะ ดูไบมีอะไรเหรอค่ะ

ชนันชัย
November 26, 2009 at 05.17 PM

http://www.youtube.com/watch?v=yb7Sgxcpl6E
http://www.youtube.com/watch?v=Ca9DiUGXCRQ
http://www.youtube.com/watch?v=iJ5UD51An_I

???

ลุงเฮ้าส์
November 26, 2009 at 05.52 PM

โอ้โห มันแดงกันเกือบทั้งโลก (ดีที่อเมริกาคืนนี้ปิด)
ไปอ่าน Bloomberg ก็ไม่ได้บอกอะไรชัดเจน (USD อ่อนเกินไป จนทำให้อุตสาหกรรมส่งออกของประเทศอื่นๆที่ค้าขายเป็น US ขาดทุนได้, ญี่ปุ่นดูเหมือนส่งสัญญานจะแทรกแซงค่าเงิน,Fund Manager บางราย บอกกำไรปีนี้พอแล้ว ) (เอาเท่าที่ผมพอจะจับใจความมาได้นะ บอกตามตรงอ่านไม่ละเอียดนะ แล้ววันนี้มันเบลอๆงงๆหน่อยๆ)
งงมากๆ แต่ ช่างมันดีกว่า ขี้เกียจคิด รอน้องแพรแพร กับไปเม้าส์แตกในมหาสนุก 2 ดีกว่า
(ก็เราพอใจแค่นี้)

MAY
November 26, 2009 at 08.25 PM

เมื่อกี้ไปอ่านข่าวมา
เจออะไรดีๆๆค่ะ ฝากค่ะ
ขอฟ้องอาจารย์ และ ลุงเฮ้าส์
เมย์ไปอ่านเจอ น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล หรือคุณชายขอบ web ข้างบ้านเราค่ะ

แฉบล.ใหญ่คับตลาดหุ้น
http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=77939

โบรกเกอร์มีอำนาจเหนือตลาดสูงลิ่ว
http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=77993

ไปอ่านแบบเต็มๆๆ
http://www.fringer.org/?p=456

หรือ http://www.fringer.org ค่ะ เยอะมากเพราะท่านเป็นนักวิชาการอิสระ ค่ะ

ปล ตอนที่บอกว่าตลาดหุ้นเรามีพอร์ทเทรดไม่น่ากังวลมาก ไม่รู้ว่าใครบอกแต่คนในตลท และบอกว่าประเทศเรายังน้อยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน เมย์จำคนพูดไม่ได้ แต่รู้เลวพอกัน
แต่จะบอกว่ายายเพื่อนเมย์เขาบอกว่าแน่นอนที่อื่นก็มีพอร์ทเทรด ญี่ปุ่นก็มีเยอะแต่สถาบันในประเทศเขาเเข็งแกร่งหมายถึง รายย่อยไม่เยอะส่วนใหญ่ลงทุนผ่านกองทุนทั้งนั้น กองทุนเขาก็เเข็งแกร่งไม่ผันผวนเท่าไหร่

เมื่อเทียบกับ SET Index แล้วมันละเรื่องหุ้นเราหุ้นเขา ขนาดตลาดเราขนาดตลาดเขา
เมย์ก็ว่า มีช่วงหนึ่งเล่นแบบงงและแป๊กเลย เทียบไม่ได้เลยแล้วอย่างนี้ยังทำหน้าชื่นตาบาน เสียอารมณ์มาก

ลุงเฮ้าส์
November 27, 2009 at 06.09 AM

รู้แล้วเพราะอะไร
Stocks Tumble, Bonds Rally on Dubai; Credit-Default Swaps Soar
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=aklYbga4yU9E&pos=1
ยังไม่มีเวลาแปลให้ ไทเฮาผม(ม่าม๊ามาตามให้พาไปวิ่งที่สวนพุทธแล้ว)

ชนันชัย
November 27, 2009 at 03.30 PM

พูดถึง ดูไบ UAE เดี๋ยวนี้นักกีฬาเขาทันเกมส์กันเยอะนะครับ รวดเร็วมากเลย
โอลิมปิค match หน้า ถ้าเขาจะชนะเราก็ไม่กลัว แพ้อย่างมีศักดิ์ศรี

วิจิตรา
December 1, 2009 at 05.49 PM

ไป แปะเพลง my love กะจะเขียนต่อเเต่กลัวว่าจะเสียเพลง ไป
ออกจะเพราะค่ะ

ดิฉันไปดูสรุปมูลค่าการซื้อขายตามกลุ่มนักลงทุน
นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อ44.38 ล้านบาท เอง 5555
ไม่ต้องบอกเลยว่าฝีมือใครพาลาก
ดีใจเดี๋ยวมันก็ตก แล้วจะช้อนค่ะ 5555
เพราะพอร์ทบล หึกเหิมมากๆ ดิฉันว่าไม่แน่นะเขาอาจจะจะรู้อะไรดีๆๆ (insider) หรือไม่ก็ sell on fact เพราะนิสัยไม่ดี
แต่ดิฉันก็ไม่ค่อยรู้ค่ะ เพราะว่าดิฉันก็ไม่ได้ดูหุ้นเยอะๆค่ะ ดูแบบราย 1-5 นาที
แล้วมาหาเพลงค่ะ 5555

สโรชา
December 2, 2009 at 10.46 PM

*** มาบตาพุดค่ะ ***

สำหรับรายละเอียดของ 11 โครงการ มีดังนี้

หมวด โครงการอุตสาหกรรม

หมายเลข 16 โครงการเชื้อเพลิงสะอาด และปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ ของ บริษัท โรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน)

หมายเลข 22 คือ โครงการปรับปรุงระบบหมุนวนก๊าซกลับคืนโรงงานผลิตเม็ดพลาสติคโพลีโพรพิลีน ของบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด

หมายเลข 37 คือ โครงการผลิตเชื้อเพลิงสะอาดติดตั้งหน่วยควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิงและเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล ของ บริษัท สตาร์ปิโตเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน)

หมายเลข 41 คือ โครงการติดตั้งระบบควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิงและเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล ของ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PTTAR

หมายเลข 45 คือ การการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบำบัดมลพิษทางอากาศ โรงงานผลิต Purified Terephthalic Acid (PTA) ของบริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด

หมาบเลข 50 คือ โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติธรรมชาติหน่วยที่ 6 (การเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งเพื่อหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT

หมายเลข 54 คือ การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโรงงานผลิตคลอ-อัลคาลี และ อีพิคลอโรไฮดรินภายใต้โครงการติดตั้ง Chlorine Vaporizer,Wet Scrubber ของ HCL Section และการปรับเปลี่ยนขนาดถังบรรจุคลอรีนเหลวของบริษัท อดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

หมวด โครงการด้านคมนาคม

หมายเลข 2 คือ โครงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งและขนาดถังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ ของบริษัท มาบตาพุด แทงก์ เทอร์มินัล จำกัด

หมายเลข 3 คือ โครงการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการท่าเทียบเรือและคลังผลิตภัณฑ์ (การเก็บเพิ่มถังและอุปกรณ์ขนถ่าย LPG/Brutene) ของ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH

หมายเลข 4 คือ รายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการขยายท่าเทียบเรือขนถ่ายสารปิโตรเคมีและคลังเก็บวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม (ถังโพรเพน/บิวเทน) ของ บริษัท มาบตาพุด แทงก์ เทอร์มินัล และ หมายเลข 6 คือ โครงการติดตั้ง Loading Arm เพิ่มเติมที่ท่าเรือ ของ บริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน)

อ่านเต็มๆๆที่
http://www.manager.co.th/business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000146701

สโรชา
December 2, 2009 at 10.48 PM

สำหรับ 3G ( ว่าที่กทช )
http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000146985

สโรชา
December 2, 2009 at 10.53 PM

สรุป มาบตาพุด
ส่วนตัว คิดว่า ทำตามศาลบอกค่ะ
เพราะว่าจะได้โปร่งใส ต่อไป trend energy ออกจะ boom ค่ะ
ดีแล้วค่ะวันนี้

แต่เสียความรู้สึกที่เล่นแรงๆๆ ประสบการณ์อีกครั้ง หลัววิกฤต ข่าวลือ
ปล

สงสัย เรื่องทำไม พอร์ทโบรกเกอร์ซื้อ ค่ะ พอรู้บ้างมั้ย
หรือว่า รู้อะไรดีๆๆอีกล่ะ พวกนี้ เหนื่อยหน่ายพวก Insider มากค่ะ

ตอโต้ง
December 2, 2009 at 11.03 PM

คุณบัว ,อย่าเครียดครับ ,
ผมว่า บางพอร์ตโบรก ก็โดน ,บางต่างชาติก็โดน ,บางสถาบันก็โดน แต่รายย่อยส่วนใหญ่โดนมากกว่าเชิงปริมาณจำนวนบัญชีครับ ,

หาเพลงฟังครับ ,เห็นไปพักผ่อนมาแล้วใช่มั้ยครับ ,เสาร์-อาทิตย์-ชดเชย อาทิตย์หน้าครับ,คนเยอะหน่อยแต่อบอุ่นครับ

Pec
December 2, 2009 at 11.08 PM

ขอบคุณครับ

ผมขอเเสดงความเห็นบ้างนะครับ

ผมว่าตลาดหุ้นบ้านเรา เล่นยากครับ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างเหลือเกินที่ทำให้ตลาดไม่เสถียร
-การเมือง
-ความมั่นคง
-เศรษฐกิจ
-insider ครับ

ผมว่าไม่มีความชัดเจนหลายเรื่อง ทำให้คนยที่ลงทุนเหนื่อยหน่ายครับ
ตลาดหุ้นขาดสิ่งสำคัญไป โดยไม่ทันรู้ตัวครับ
เพราะมองแต่จะขยายตลาด เอาหุ้นดีๆๆมา แต่ผมว่าไม่ค่อยจะดีเท่าที่ควร
ฃตลาดหุ้นขาดความน่าเชื่อถือ และความศรัทธา ครับ

สโรชา
December 2, 2009 at 11.19 PM

ไม่ได้เครียดเรื่องศาลเลย เพราะว่าดีแล้ว ชัดเจน
แต่เสียความรู้สึกมากมาย ในการลงทุน บัวไม่เคยเล่นหุ้นแบบว่ามีข่าวนะ เช่น KYE อะไรแบบนี้บัวไม่เคยแตะเล่น
แต่คราวนี้เหมือนว่า คำว่าทุบ เป็นอย่างไรเลยค่ะ คุณตอโต้ง
รับได้ค่ะ แต่อะไรจะปานนั้น
เพราะว่า งงค่ะ ตลกมาก คุณตอโต้ง
งงตั้งแต่เมื่อวาน และ วันนี้ก็งง
ขอบคุณค่ะ

กอบศักดิ์
December 2, 2009 at 11.21 PM

ข่าวที่ชัดอยู่ตรงนี้ครับ

http://www.komchadluek.net/detail/20091202/39718/รัฐบาลเตรียมเดินหน้า11โครงการมาบตาพุด.html

สรุปรัฐบาลต้องทำตามรัฐธรรมนูญ
การตีความของกฤษฎีกาไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ

Pec
December 2, 2009 at 11.38 PM

ขอบคุณครับ
คงต้องใช้เวลาอ่านนานมากครับ
ส่วนตัว สังคม สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต สำคัญกว่า หุ้นหรือการลงทุน

แต่ที่สำคัญ คือความโปร่งใส ยุติธรรมครับ

ผมว่าที่ดูซึมๆ เพราะยัง มึน งง อยู่ครับ ส่วนตัวครับ
เพราะเจอมา 2 ที ทั้งวิกฤติข่าวลือ ทั้งอะไรต่ออะไร ครับ

ตอโต้ง
December 2, 2009 at 11.47 PM

ขอบคุณครับ ดร.กอบ ,พรุ่งนี้ รอฟังเวียดนามครับ,

Ball
December 3, 2009 at 01.40 AM

Pec เขียนเมื่อวันที่ 02.12.2009 เวลา 23:38 น
ส่วนตัว สังคม สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต สำคัญกว่า หุ้นหรือการลงทุน
แต่ที่สำคัญ คือความโปร่งใส ยุติธรรมครับ

ถูกต้องครับ ผมเห็นด้วยมากๆครับสังคมอยู่อย่างโปร่งใส มันน่าอยู่กว่านะผมว่า
แต่ก็เสียดายการลงทุน ถ้าเราโตอย่างพอเพียง แต่ว่ามีเทคโนโลยีนิดหน่อย
มีรถไฟฟ้าบ้างค่อยเป็นค่อยไป อย่าให้มันกระหายเงินจนโกง จนกิน จนฉ้อ จนฉล
โชคดีพอมีพวกไบโอดีเซล บ้านเรานะถ้าไม่มีกลุ่มคน นักเรียนทุนในหลวง
คอยพัฒนาประเทศ ป่านนี้ไม่เหลือแล้ว

มีพายุไม่ทรงคิดตัง น้ำท่วมไม่ทรงคิดตัง
ฝนหลวงไม่ทรงคิดตัง แก้มลิงไม่ทรงคิดตัง
มีพายุ มีวาตะภัยท่านรีบให้คนแก้ไข ขุดถนน ตะลุมพุกอะไรนี่ครับ
ท่านไม่ได้บรรทมเลยนะครับ จำในสารคดีได้
สะพานที่ยิงยาวจากตรงแถวพาต้า ไปพุทธมณฑลสาย 2 รู้สึกท่านจะดำริ
พูดไปก็รักท่านมาก น้ำตาจะไหลครับ

ให้เลือกเล่นๆนะครับ สังคมที่ไม่ได้ Monopoly มากนัก มีความมั่งคั่งเหลืออยู่
ทุกคนตักกินแต่พองาม พออิ่ม พอดี มีคนพัฒนา แต่ไม่ใช่ สังคมนิยม ทุกอย่างเป็นของรัฐ

กับไอ้สังคมทุนนิยม เอาแต่เงิน หาแต่ผลประโยชน์ทุกเวลา คอรัปชั่น ล๊อบบี้
พัฒนาตลาดทุน เอาเงินประชาชนไปแล้วก็ ไซฟ่อนออก ความจริงรู้กันอยู่
Roynet โกงใบหุ้น Picni กับอีกมากมายที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
10 ปียี่สิบปี ระบบที่ใหญ่ก็โดนล้างด้วยตัวมันเอง เราเดินตามเขา จะเป็นอย่างเขา
Hedge Inflation ท้ายสุดเมื่อปีที่ GDP โตไม่ทัน เงินท่วม ฟองสบู่แตก
คนยุคนั้นก็ซวยไป

อยากได้แบบไหนก็เลือกเอาละกันครับ

ครั้งหนี่งเราเคยโดนปล้นบ้านไป ถึงคราว เราเราคงจะไม่อยากได้บ้านคนอื่นมานะครับ
แต่ว่าเราก็คงอยากจะเอาบ้านของเราคืนเช่นกัน เหมือนที่พันธมิตรพูดว่า
” เอาบ้านเมืองเราคืนมานี่ จริงของเขา ” แต่อย่าทะเลาะกันเต๊อะ

Ball
December 3, 2009 at 01.45 AM

เขาว่าคนเราต้องทำสิ่งที่ถูก ไม่โอน ไม่เอนเอียงไปทางใครไม่ว่าจะใครทั้งสิ้น

คิดแล้ว ดูแล้วไม่ดีก็ไม่ต้องทำ อย่างกาลาสูทรน่ะครับ ผมว่าสำคัญมากๆครับ

อย่าเชื่อใครทั้งนั้น ต้องคิดพิจรณาเองให้ดีแล้วจึงเชื่อ
( แล้วก็ทำเลยครับ ถ้าหลายๆคนคิดดีแล้ว เห็นตรงกันแล้ว ลุย ลุย เย้ เย้)

ลุงเฮ้าส์
December 3, 2009 at 03.58 AM

ลุงเฮ้าส์ เขียนเมื่อวันที่ 02.12.2009 เวลา 09:15 น ที่ ความสุขเล็กๆ ของชีวิต – จากบทเพลง
“….แต่ระวังไว้ อันรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับนี้เนี่ย
(เขาบอกอย่างงี้ครับ, ฮี่)
เป็นฉบับที่ให้อำนาจ กับ NGO สูงมาก แล้วสร้างข้อบัญญัติไว้ยิบย่อยมาก (ละเอียดเกินไป) ประมาณว่า นายกผายลม ในที่ประชุมสภา ก็สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าผิดรัฐธรรมนูญได้หรือไม่
So , NGO อาจ ส่งเรื่องให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาได้ ก็ได้…”

ลุงเฮ้าส์
December 3, 2009 at 04.52 AM

ขอเปลี่ยนจาก DJ มาเป็น “……(เรียกว่าอะไรดี)” เป็นการชั่วคราว,ฮี่
Correction ของ World Fund Flow ที่ผมพูดว่าเกิดแล้ว แต่ท้ายสุด กลับพลิกปรื้ด คืนสูสภาพปรกติในเวลาแค่ 3-4 วัน
ตอนแรกว่าจะเลิกตาม ข่าว Fund Flow’s correction แล้ว (เพราะมันชัดแล้ว) เลยต้องมาตามต่อเลย (แต่คงไม่ตามมากแล้วล่ะ ,ช่วงนี้อยากเป็น DJ มากกว่า,ฮี่)
แต่ยังไง เอาข่าวมาให้ดู ว่าเขาพูดถึง Correction กันจริงๆ (แต่ไม่รู้ทำไมมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ,ผ่านไปไม่ถึงอาทิตย์ สินทรัพย์เสี่ยงกลับสู่สภาพเดิมหมด ยังกะไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
เท้าฮิ้งครับ
ปล. รู้สึกตัวเองเหมือนนักวิเคราะห์ที่พูดผิดแล้วหาเหตุผลมาแก้ตัวจัง ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ลุงเฮ้าส์
December 3, 2009 at 04.56 AM

Dubai Means Emerging Markets ‘Correction’ to Mobius
Nov. 27 (Bloomberg) — Dubai’s attempt to reschedule debt may spur a “correction” in emerging markets, according to Mark Mobius, while the global slump in equities shows government spending alone won’t protect financial markets, Arnab Das of Roubini Global Economics said.

Mobius, who oversees about $25 billion of developing-nation assets as chairman of Templeton Asset Management Ltd., said a 20 percent drop for shares is “quite possible.” Stock volatility and risk aversion may jump as countries and companies default on loans, according to Das, the head of market research and strategy at RGE, the advisory firm founded by Nouriel Roubini.

Stocks retreated in the U.S. and Asia, government bonds jumped and credit-default swaps climbed after Dubai World, the government investment company burdened by $59 billion of liabilities, sought to delay repayment of debt. The MSCI Emerging Markets Index has slumped 3.9 percent in the past two days after more than doubling from its 2009 low in March.

“This may be the trigger to allow for the market to take a rest and pull back,” Mobius said in a Bloomberg Television interview by phone from Hanoi. “I felt that there would be a significant correction in what is an ongoing bull market,” he said. “If Dubai has to default, that could start a wave of defaults in other areas.”

‘Sweet Spot’

MSCI’s gauge of emerging nations has advanced 66 percent this year, more than double the gain in developed markets, as a rally in commodities buoyed stocks from Brazil to Russia and economists estimated that China was the only economy of the world’s 10 largest to expand in 2009.

Mobius said emerging market stocks were in a “sweet spot” in September 2006, before MSCI’s index of emerging countries surged 71 percent. He failed to predict the retreat that began in October 2007 and told Bloomberg radio in August 2008 that a 28 percent decline in the index was “overdone.” The measure lost more than half its value in the next two months, falling to a four-year low on Oct. 27, 2008.

The MSCI World Index of 23 developed countries has added 24 percent this year, rebounding from its biggest annual decline on record as the Federal Reserve spent, lent or guaranteed $11.6 trillion and held interest rates near zero to unlock credit markets and end the first simultaneous recessions in the U.S., Europe and Japan since World War II.

‘Risk Aversion’

Dubai, which borrowed $80 billion in a four-year construction boom to transform its economy into a tourism and financial hub, suffered the world’s steepest property slump in the recession. Home prices fell 50 percent from their 2008 peak, according to Frankfurt-based Deutsche Bank AG.

“We’re bound to see a rise in risk aversion,” Das, who is based in London, said in a telephone interview yesterday. “The Dubai situation signifies that although the major central banks around the world have stabilized the financial system, they can’t make all the excesses simply disappear. We still have to work out those balance-sheet stresses. The recovery is proceeding, but significant challenges still lie ahead.”

Das, the former head of emerging-markets strategy at Dresdner Kleinwort, joined RGE last month to lead a team that advises on allocations in stocks, bonds, interest-rate products, commodities and currencies in developed and emerging markets.

Roubini’s Calls

Roubini, an economics professor at New York University and chairman of RGE, predicted the financial crisis that spurred $1.7 trillion in credit losses and asset writedowns at global financial companies. Banks have raised $1.5 trillion since 2007 to combat the credit crisis, data compiled by Bloomberg show.

“In some countries and sectors, debtors will be able to get by because government intervention has made it easier for them to refinance,” said Das. “In other places, excessively leveraged debtors, who always get access to too much credit during a boom, cannot roll over their debt and will default.”

Roubini’s 2006 warning about the financial crisis helped shield clients from the worst slump in global equities since at least 1988. He said in March that the stock rally that began that month was a “dead-cat bounce” and that it may “fizzle” in May. The MSCI World has rallied 66 percent since March 9, and the Standard & Poor’s 500 Index has climbed 61 percent in the steepest rally since the Great Depression.

‘Another Hit’ to Banks

“It’s very clear there will be another hit to some banks, banks around the world, some of which have been more heavily insulated from the crisis,” Das told Bloomberg Television. “It doesn’t look like the hit is going to be big enough to bring them down, but it is going to be a problem.”

The S&P 500 dropped 1.7 percent to 1,091.49 at 1 p.m. in New York today after U.S. markets were closed for the Thanksgiving holiday yesterday.

Emerging-market stocks were today’s biggest losers. South Korea’s Kospi index fell 4.7 percent, the steepest drop since January. Samsung Engineering Co. tumbled 9.8 percent, leading declines among construction stocks on concern orders may slow in the United Arab Emirates, South Korean builders’ biggest overseas market.

The MSCI Emerging Markets Index dropped 1.8 percent. The gauge has still surged 107 percent since Oct. 27, 2008.

“A 20 percent correction is not unusual in such a bull market, so that’s quite possible and we should be ready for that,” Mobius said. “There’s no way that anyone can specifically predict exactly when and to what extent, but certainly there will be corrections along the way.”

‘Avalanche’

The retreat in emerging markets may be compounded by Vietnam’s currency devaluation and an “avalanche” of initial share sales, Mobius said.

The State Bank of Vietnam devalued its currency this week and raised interest rates to combat inflation and narrow the trade deficit. Vietnam’s benchmark stock gauge plunged 12 percent this week, the most since the period ended 0ctober 2008. The VN Index rose 1.7 percent today, the first gain since Nov. 19. Mobius said he’s “bullish on Vietnam, but over the short and medium term we have to look very carefully at what’s happening.”

Europe’s Dow Jones Stoxx 600 Index rose 1.2 percent after falling as much as 1.8 percent. The index tumbled 3.3 percent yesterday, the biggest plunge since April. The VStoxx Index, which gauges the cost of using options to protect against declines in the Euro Stoxx 50, fell 6.6 percent to 28.36 after surging 28 percent yesterday, the biggest gain in a year.

Volatility Gauge

The VIX Index, which measures the cost of using options as insurance against declines in the S&P 500 over the next month, climbed 21 percent, the most since October 30, to 24.74. The measure has dropped 38 percent this year after surging last November to a record 80.86, a level almost four times higher than its average over its two-decade history.

The so-called correlation coefficient that measures how closely markets rise and fall together reached the highest level ever in June, with the S&P 500 and benchmark measures for raw materials, developing-country equities and hedge funds rallying in tandem, according to data compiled by Bloomberg. Oil has jumped 71 percent this year and the Reuters/Jefferies CRB Index of 19 raw materials climbed 19 percent.

“All this should magnify differentiation between riskier and less risky asset classes and names, after a couple of quarters in which correlations have risen sharply as market participants put on risk pretty much across the board,” Das said. “That will make it harder to make money simply by riding the liquidity wave from central banks. People are going to have to start focusing even more on the fundamentals.”

To contact the reporters on this story: Zeb Eckert in Hong Kong at zeckert1@bloomberg.net; Reinie Booysen in Singapore at rbooysen@bloomberg.net; Rita Nazareth in Sao Paulo at rnazareth@bloomberg.net.
Last Updated: November 27, 2009 16:49 EST
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=newsarchive&sid=aZRsC9UDPYmM

Roubini Says Dubai Crisis a Reminder of Global ‘Vulnerability’

By Fergal O’Brien

Dec. 2 (Bloomberg) — Nouriel Roubini, the New York University professor who predicted the financial crisis, said Dubai’s attempt to reschedule debt is a reminder of the global economy’s vulnerability to a setback.

“Although Dubai World’s financing issues are not a surprise and are relatively small given global credit losses, they are a reminder that the vulnerabilities and imbalances that contributed to the credit crunch have not disappeared,” Roubini said on his RGE Web site today.

Dubai’s government said on Nov. 25 that it wanted to reschedule payments on debt owed by state-run holding company Dubai World, triggering a sell-off in global stock markets. Concern eased yesterday after Dubai World said it was seeking to delay payments on less than half its liabilities, easing potential damage to banks that are still reeling from $1.7 trillion of losses and writedowns from the credit crisis.

International Monetary Fund Managing Director Dominique Strauss-Kahn said on Nov. 23 that about half of bank losses from the global financial crisis have yet to be revealed. The IMF said in September that banks may have $1.5 trillion in toxic debt remaining on their books, which may hurt credit markets and stifle the global economic recovery.

The “debacle reminded investors that all is not yet well in the global financial system,” Roubini said. “Although exposures to Dubai World were relatively diffuse and containable, despite some concentrations in U.K. and UAE banks, they are a reminder of the remaining losses stemming from the credit boom.”

To contact the reporter on this story: Fergal O’Brien in Dublin at fobrien@bloomberg.net
Last Updated: December 2, 2009 04:35 EST

ลุงเฮ้าส์
December 3, 2009 at 05.01 AM

ลืม Link http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=newsarchive&sid=aIGdyxwMaUBg

รติ
December 3, 2009 at 06.13 AM

มาถึงแต่เช้าก็ เจอของดี ของลุงเลย ฮี่ๆๆ ขอบคุณครับ อรุ่นสวัสดิ์ครับ ลุงเฮ้าส์
คิดถึงอาจารย์กอบมักๆครับ ช่วงนี้งานยุ่งมากๆๆๆๆๆๆๆๆ

วิจิตรา
December 3, 2009 at 07.35 AM

ดิฉันว่า มาบตาพุด ดิฉันชอบนะที่ออกมาอย่างนี้
เพราะว่า ดิฉันเห็นใจ ขนาดมีคนตอกเสาเข็มหรือเจาะพื้นถนนที่ข้างบ้านดิฉันเสียงดัง ดิฉันแทบจะทนไม่ไหว ยังไม่สามารถอยู่ได้ค่ะ แล้วนึกถึงใจคนในชุมชน ดิฉันเห็นใจมาก เพราะว่า อากาศไม่ดีมันแย่มาก

และที่ออกมาพูดว่าไม่มั่นใจในการลงทุน ดิฉันว่า เขาลงทุนมานานมาก คงไม่หนีไปหรอกญี่ปุ่นหรืออะไร นานา เพราะดิฉันไม่ค่อยจะทราบมาก ถ้าดิฉันเป็นต่างประเทศก็แค่อยากจะรู้ว่าอะไรที่ชัดๆๆ ชัดเจน ซึ่งประเทศไทยมักทำเรื่องนี้ไม่ค่อยจะได้ 5555 แต่ตอนนี้เขามีแนวทางให้เดินแล้วก็เดินไปตามทางค่ะ เพราะรอบนี้ชัดเจนดี
ทำให้ดิฉันยังมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมอยู่นะ
ทำอะไรให้ถูกต้องแต่แรกๆ ก็จบไปแล้ว ทำให้ชัดเจน แน่นอน

เยี่ยมเลย !!! ได้ราคาหุ้นที่ถูกได้อีก 5555
เห็นด้วยหมด คุณ Pec ด้วยค่ะ

Hello Hello คุณรติมาแต่เช้าค่ะ เพราะมาฟังเวียดนาม ดิฉันเข้าใจแล้ว ไม่ค่อยกังวลมาก เ

ลุงเฮ้าส์
December 3, 2009 at 07.56 AM

ฮี่ ฮี่ ฮี่ ,ถ้าลุงเฮ้าส์จะฟันธงผิด อย่างน้อยลุงเฮ้าส์ก็สบายใจว่า อาเจ้กแห่งตลาดมาลี ผิดเหมือนกับ ที่ระดับโลกเขาผิดกัน

ขวัญชนก
December 3, 2009 at 08.05 AM

สวัสดค่ะ ตอนเช้า
คุณรติ คุณวิจิตรา คุณลุงเฮ้าส์

เห็นด้วยกับคุณวิจิตราค่ะ ตรงมากๆค่ะ
จะได้เร่งทำโครงการให้ชัดเจนค่ะ ไม่มีความสงสัย เพราะขวัญอ่านจนตาเเฉะแล้ว
ทำตามที่ศาลบอกถูกต้องเเล้ว วันนี้คุณวิจิตราเขียนตรงใจขวัญค่ะ

ขวัญชนก
December 3, 2009 at 08.09 AM

ขอบคุณเรื่องเวียดนาม ค่ะ

วิจิตรา
December 3, 2009 at 08.23 AM

สวัสดีค่ะ คุณขวัญ
ขอบคุณค่ะ ที่ชม (หรือเปล่า 555)
เรื่องนี้มันยาก ที่อธิบาย
เพราะว่ามันไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน

แต่ ตอนนี้มีแล้วทางให้เดิน (กฎเกณฑ์) ทำตามก็จบค่ะ เย้ มาบตาพุด
ดูไบ ก็น่าจะจบ
เวียดนาม จบ หมดความกังวล สำหรับดิฉัน
แต่ยุโรปตะวันออก ดิฉันไม่ค่อยทราบ แบบว่าศึกษาไม่ถึง
เมื่อเช้าดิฉันเพิ่งจะทราบว่า ความแตกต่างคืออะไร woww ระดับความฉลาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 5555
แต่ไปดูอีกรอบ เพื่อมั่นใจว่าดิฉันคิดถูก 5555
ขอให้มีความสุขกันนะ เรื่องหุ้น ก็มาเล่านะ จะได้สนุกๆๆค่ะ

ขวัญชนก
December 3, 2009 at 08.34 AM

คุณวิจิตรา สบายดีนะค่ะ
ขอให้มีความสุขมากเช่นกันค่ะ

ชนันชัย
December 3, 2009 at 10.14 AM

http://www.moneychannel.co.th/Menu6/MoneyWakeUp/tabid/104/newsid553/103647/Default.aspx

บริษัทยุ่นถือโอกาสเงินเยนแข็ง เร่งซื้อกิจการต่างประเทศ
ทำเขาไว้อย่างไร เป็นอย่างนั้นเลย เฮ้ออออ

เมื่อคืนพี่ม่า โดนกอร์ดอน บราวนี่ กล่อมหูส่งทหารเข้าอัฟกันอีก เสียแรงเชียร์
พวกบ้านี่โรคจิต เอะอะก็ก่อสงคราม ก็ไอ้พวกนี้แหละส่งคนเข้าไป มันก็เลยไม่จบไม่สิ้น

MAY
December 3, 2009 at 11.08 AM

เรื่องมาบตาพุด
เมย์อ่านไม่รู้เรื่อง แต่ว่าคงจะดีล่ะ เพราะว่ารัฐบาลจะได้ทำอะไรรอบคอบบ้าง ส่วนตัว

วันนี้ตลาดหุ้นไม่เห็นจะตกเลยนะคุณวิจิตรา 5555 เบิดบานจริงๆค่ะ
ขอบคุณลุงเฮ้าส์ ค่ะ

เมื่อวานนี้ ต่างชาติซื้อ และซื้อกลุ่ม ปตท และ scc ด้วยค่ะ น่างง
และที่งง คือ พอร์ทเทรด ค่ะ
แต่ช่างประไร เพราะว่า มาลุ้นด้วยเฉยๆๆ อิอิ

Jarinporn
December 3, 2009 at 11.47 AM

อย่างน้อยมีความชัดเจนมากขึ้น
ว่ารัฐบาลและผู้ประกอบการต้องทำอย่างใดต่อไป
แม้ว่าโครงการต่างๆ ต้องถูกเลื่อนออกไป แต่คิดว่าทำอะไรให้ถูกต้องก็น่าจะดี จะได้ไม่ต้องมาตามแก้
เรื่องนี้ขึ้นกับนโยบายไม่ชัดเจนด้วยค่ะ เปลี่ยนหลายรัฐบาล รัฐธรรมนูญ
จะว่ากลุ่ม NGO หรือ ชาวบ้านไม่ได้ และ ชอบ Blog นี้ที่เข้าใจคำว่าชีวิต ของคนค่ะ

เอกชนมักจะยึดพื้นที่สื่อเพื่อเรียกร้อง อะไรๆก็ขอร้องไว้ก่อน แต่เอกชนอาจจะไม่ได้ผิด เพราะนโยบายเปลี่ยนไปมา
จะว่าก็ยาก เพราะที่ผ่านมาไม่มีมาตรการหรือมาตรฐานที่ชัดเจน

แต่คราวนี้ ศาลท่านชัดเจน พร้อมแนะทางออก ถ้าทำตามที่ท่านแนะ และครั้งนี้ชัดเจนค่ะ
ค่อนข้างชื่นชมและชอบการตัดสินครั้งนี้

ลุงเฮ้าส์
December 3, 2009 at 12.08 PM

ขอตั้งเป็นข้อสังเกตุ(ย้ำ แค่ข้อสังเกตุ) ก่อนว่า World Fundflow ไม่”น่าจะ” Correction ในปีนี้แล้ว
- เพราะขนาดเกิด Dubai Crisis และ เวียดนามลดค่าเงิน มันสมควรจะเกิด Correction ในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ ตลาดหุ้น แถว Emerging Asia (รวมถึงไทย)
แต่นี่อะไร ไม่ถึงอาทิตย์(ประมาณเอา ขี้เกียจนับวัน) สินทรัพย์เสี่ยงคืนสู่สภาพเดิมหมด

แต่ยังไงก็แล้วแต่ ยังไง Correction ต้องมีแน่ๆ อย่างน้อยก็ ตอนจบ ไตรมาศ 1 ปีหน้า (เพราะการจบมาตรการ Credit Easing สักกะที ,แถมยังมีเรื่อง Reverse Repo ที่ FED บอกจะทำ แต่ไม่ยอมบอกว่าจะทำวันไหน เมื่อไหร่)
ซึ่งทำให้มองได้ว่า ในไตรมาศ 1 ปีหน้า มีการ Correction แน่ๆ แต่อาจจะเป็น ช่วงๆ และระดับความรุนแรง อาจจะไม่หนัก
แค่ข้อสังเกตุนะ เดี๋ยวคงต้องทำการบ้านเพิ่ม ให้ละเอียดและชัดเจนกว่านี้
ปล. วันนี้ยังไม่ได้เป็น DJ เลย อีตา “ดาตอโต้ง” ก็ทำท่าจะมาแย่งคลื่นด้วย ,ฮี่

ลุงเฮ้าส์
December 3, 2009 at 12.18 PM

แนะนำให้ไปอ่าน ที่นักข่าวภาคสนามของเรา (คุณวิจิตรา) ไปฟังแล้วมาโพสต์
อยู่ข้างบน “วิจิตรา เขียนเมื่อวันที่ 08.11.2009 เวลา 13:19 น, วิจิตรา เขียนเมื่อวันที่ 8.11.2009 เวลา 13:28 น”
โดยเฉพาะส่วนที่คุณไพบูลย์ (แกเป็นดร.หรือเปล่าเนี่ย จะได้เรียกชื่อท่านถูก) เขียนไว้เกี่ยวกับวิธีดูดอกเบี้ย 10 ปี
ไปก่อนน้าจ้ะ

วิจิตรา
December 3, 2009 at 01.21 PM

คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการบริหารบล.ทิสโก้
นายกสมาคมนักวิเคราะห์ ค่ะ

ไม่ค่อยรู้ค่ะว่า ok เปล่า แต่คุณบัว ว่า work ค่ะ หมายถึงกลางๆๆไม่เว่อร์ ไม่ bullish ค่ะ

ลุงเฮ้าส์
December 3, 2009 at 03.33 PM

“…ไม่ค่อยรู้ค่ะว่า ok เปล่า แต่คุณบัว ว่า work ค่ะ หมายถึงกลางๆๆไม่เว่อร์ ไม่ bullish ค่ะ…”
ถ้าคนนี้เป็นนายกสมาคมนักวิเคราะห์ปัจจุบันนี้อย่างที่บอก
ก็โอเคครับ ใช้ได้เลย หนึ่งในนักวิเคราะห์ตามโบรกเกอร์ ที่พอจะเชื่อถือได้

สโรชา
December 3, 2009 at 07.07 PM

คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร
ok ค่ะ เพราะว่าบางคยแม้ว่าจะอดีตนายกหรืออะไรก็ตาม ไม่ค่อยจะ ok ค่ะ
แต่คุณไพบูลย์ ok เพราะบัวไม่ค่อยฟังนักวิเคราะห์เยอะ และ เชื่อถือได้ ไม่าเชียร์หุ้นเป็นตัวด้วยค่ะ

เคยเขียนว่าคนที่ ok มีใครแต่จำไม่ค่อยได้ แต่ในตลาดหุ้นหรือในวงการนี้ที่เราๆท่านๆเห็นๆกัน
ก็มีคุณไพบูลย์ และ ม.ล.ทองมกุฎ ในวงการยี้ที่พอจะรู้เยอะและไม่ค่อยจะ bullish ค่ะ

เมื่อวานก็สับสบเรื่อง นักลงทุนต่างชาติ +บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อ

วันนี้ 3 ธค 2552
ครึ่งเช้าต่างชาติ “ซื้อ” สุทธิ 300 ลบ.
แต่ว่า

ดัชนีหุ้นไทยวันนี้ ปิด บวก .13.33จุด หรือ 1.92% มาที่ 706.84

ประเภทนักลงทุน มูลค่าซื้อ(ลบ.) มูลค่าขาย(ลบ.) สุทธิ(ลบ.)

นักลงทุนสถาบัน 1,908.31 1,878.58 29.73
บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ 3,808.93 3,127.70 681.23
นักลงทุนต่างชาติ 6,103.26 6,121.38 -18.12
นักลงทุนทั่วไป 12,613.44 13,306.27 -692.83

ปล ถ้าจำไม่ผิดตั้งแต่วันที่ 1-3 ธค บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อตลอดค่ะ
เพิ่งมาจะมาสะกิดใจเมื่อวานว่าทำไม พอร์ทเทรดมันซื้อค่ะ
แล้วมาคุยกันค่ะ ถ้าไม่ได้ก็ Email เอาค่ะ

สมมติฐานคือ ให้หลักทรัพย์ตัวเองมีผลประกอบการที่มีกำไรดี
โดยซื้อเพื่อรอเทขาย หรือยังไงหนอ??? งง
เงินจาก LTF , และร่วมบอกว่ามี Window dressing เพราะว่า ไปดูสถิติทุกธันวาคม ดัชนีมักจะปรับตัวขึ้นสูงค่ะ ไปดูมาค่ะ
ไม่รู้ว่าเขาคิดยังไง แต่วันนี้ BANPU ก็น่ากลัว ในความคิดค่ะ

ขอบคุณค่ะ

สโรชา
December 3, 2009 at 07.10 PM

โกลด์แมน แซคส์ ออกบทวิเคราะห์เศรษฐกิจย่านเอเซีย โดยมอง
ว่าไทยจะเป็นประเทศที่มีการเติบโตเศรษฐกิจน้อยที่สุดในย่าน ASEAN 4 ประเทศ โดยมอง
GDP ปี 53 โต 4.2% (Consensus +4%) โดยประเทศที่มองว่าโตเยอะที่สุดคืออินโดนีเซียที่คาด
ว่าจะโต 5.8%
( ASEAN 4 = มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์)

ลุงเฮ้าส์
December 4, 2009 at 05.55 PM

Mobius Picks Emaar, ‘Bombed Out’ Gulf Stocks; Etisalat May Gain
By Shiyin Chen, Vivian Salama and Michael Patterson

Dec. 2 (Bloomberg) — The worst plunge in Dubai stocks in a year and record retreat for Abu Dhabi are luring Mark Mobius to “bombed out” Emaar Properties PJSC while investors say phone companies, airlines and port operators have become bargains.
Dubai isn’t likely to go bankrupt and will be “bailed out,” Mobius, who oversees more than $30 billion of developing- nation assets as chairman of Templeton Asset Management Ltd., told Bloomberg Television in Hong Kong today. “From a longer- term perspective, you’ve got to look at these really bombed out sectors,” he said.
Emirates Telecom Corp., the biggest operator in the United Arab Emirates, is attractive after falling to its cheapest level since July, said hedge-fund firm Gulfmena Alternative Investments. Dubai-based courier Aramex PJSC will rally after a 7.4 percent drop the past two days left shares at a 32 percent discount to the average price-to-earnings ratio since 2006, according to Duet Mena Ltd.
Abu Dhabi’s ADX General Index sank 12 percent and the Dubai Financial Market Index fell 13 percent since Dubai said Nov. 25 it would seek a “standstill” agreement on debt owed by state- run Dubai World. The measures are now the cheapest after Nigeria’s among 71 benchmark indexes tracked by Bloomberg. Dubai-based Emaar, the U.A.E.’s largest developer, plunged 19 percent.
“I particularly like companies like Emaar, property companies,” said Mobius. “There are many of those properties that are cash-flow rich, that are doing quite well. Not all of the properties are in trouble. If you ever tried to stay at a hotel in Dubai you realize what the prices are, which should come down, but even with half the prices that they’re charging, they can make money.”
Stocks Rebound
Qatar’s DSM 20 Index led gains globally today, climbing 5.3 percent, as Commercial Bank of Qatar, the Gulf country’s second- biggest bank by assets, said it has no exposure to Dubai World or its unit Nakheel PJSC. Dubai and Abu Dhabi markets are closed until Dec. 6 for the U.A.E. National Day. The MSCI Emerging Markets Index rose for a third day, extending its longest rally in three weeks.
The cost of credit-default swaps protecting Dubai debt against a government default fell 9 basis points to 451, extending the steepest decline in nine months yesterday, according to prices from CMA Datavision. The contracts decline as perceptions of credit quality improve, with one basis point equivalent to $1,000 a year to insure $10 million of debt.
Shares surged yesterday in Europe, the U.S. and Asia after Dubai World said it will seek to restructure $26 billion of debt, less than half its $59 billion of liabilities, easing potential costs to financial firms recovering from $1.7 trillion of losses and writedowns in the global debt crisis.
Aramex, Air Arabia
Mobius predicted on Nov. 27 that Dubai’s attempt to delay debt payments may spur a “correction” in developing-nation equities, adding that a 20 percent slide is “quite possible.”
“Now as the dust settles, a few companies in the U.A.E. stand out,” said Rabih Sultani, a fund manager at Duet Mena in Dubai, a unit of Duet Group, which oversees about $2.1 billion. Sultani said he favors shares of Emirates Telecom, known as Etisalat, Aramex and Air Arabia PJSC, the U.A.E.’s largest low- cost carrier.
Shares of Aramex rose 2.5 percent yesterday and Etisalat, located in Abu Dhabi, added 1.5 percent.
Aramex is still down 7.4 percent since Dubai announced the debt rescheduling. The Middle East’s biggest courier company is attractive because of its large cash holdings, said Duet’s Sultani. Aramex had 424 million dirhams ($115 million) of cash as of Sept. 30, compared with 373 million dirhams of short-term liabilities, according to data compiled by Bloomberg. The company’s so-called cash ratio of 1.1 compares with an average of 0.8 in the MSCI emerging markets index.
‘Solid Fundamentals’
Aramex trades for 12.4 times reported earnings, less than the average of 18 times during the past three years, Bloomberg data show.
Etisalat shares may soar more than 60 percent over the next 12 months after the stock fell this week to the lowest level since August, according to the average of analysts’ estimates compiled by Bloomberg. That compares with a 10 percent average gain predicted for companies in the MSCI emerging index, according to Bloomberg data. Etisalat is valued at 9.4 times profits, the cheapest in four months, Bloomberg data show.
The company has “solid fundamentals, excellent market share, cash rich, a diversified and international portfolio,” said Haissam Arabi, the chief executive officer of Gulfmena in Dubai. “But now you are looking at a cheaper valuation on the stock.”
Abu Dhabi Aid
Even before this week’s retreat, shares in Dubai and Abu Dhabi had trailed this year’s rally in global emerging-market equities. The Abu Dhabi gauge has climbed 7.7 percent in 2009 and the Dubai index increased 12 percent, compared with a record 73 percent gain in the MSCI Emerging Markets Index.
U.A.E. equities have lagged behind the global recovery in stocks as investors speculated Dubai may struggle to repay at least $80 billion of debt the emirate used to transform itself into a financial and tourism hub, after the global financial crisis made it more difficult to raise loans.
Abu Dhabi, the wealthiest of the seven sheikhdoms that make up the U.A.E., has provided $15 billion for Dubai to support its companies this year through sales of bonds to the central bank and state lenders. The assistance is short of the $20 billion Sheikh Mohammed Bin Rashid Al-Maktoum, Dubai’s ruler, said he planned to raise by yearend.
Misunderstood
Sheikh Mohammed said yesterday that the world misunderstood the government’s intention when it said Dubai World would renegotiate debt repayments, according to Al Arabiya television. Prince Alwaleed bin Talal, the billionaire Saudi investor, said in an interview on Bloomberg Television yesterday that banks with loans outstanding to Dubai World can’t claim to be victims of the emirate’s debt crisis because they should have understood the risks.’’
It may be too early to begin buying Gulf shares because international investors are pulling money out of the region, according to Schroder Investment Management’s Rami Sidani.
“The market will be under severe pressure for some time,” Sidani, who helps oversee about $250 million as the Dubai-based head of Middle East and North Africa investment at Schroder, said in an interview.
China, India
While Mobius expects Dubai property shares to lead a recovery, some areas in China and India may become the “next Dubai” because of too much spending and borrowing, Mobius said, citing the cities of Shanghai and Mumbai.
“It wouldn’t be a country-wide situation, isolated pockets of disaster because of over-spending and over-leveraging,” Mobius said. “It’s not going to happen tomorrow but with the kind of money supply that’s coming in, with the IPO activity that we’re seeing, that’s definitely in the cards.”
Growth in developing economies and a price-to-book multiple of about 2 times for emerging-market stocks mean this year’s record rally is set to continue, Mobius said.
“The valuations are more or less midway between the high point in the last 10 years and the low point, so I do think we have more to go, of course with corrections along the way,” said Mobius. He favors commodities, including gold, because of the declining value of global currencies. Gold for immediate delivery rose as much as 1.7 percent to a record $1,217.23 an ounce in London today.
Bonds
Dubai corporate bonds retreated last week, with Islamic securities known as sukuk sold by Dubai World’s ports unit DP World trading for 82.5 cents on the dollar today, down from 94 cents on Nov. 24, according to prices for securities due 2017 on Bloomberg. Daniel Broby of SilkInvest Ltd., a London-based investment firm with assets in the Middle East and Africa, said he doubled his stake in DP World’s bonds.
While debt concerns in Dubai may make it more expensive for Gulf companies to borrow and restrain growth in the region, those with sustainable debt levels and business models will continue to post earnings, said Hashem Montasser of EFG-Hermes Asset Management.
“Out of this you will find some winners and some losers and the market is currently sorting out which ones will come out on top and which ones won’t,” Montasser, the head of regional asset management for EFG-Hermes in Dubai, said in an interview on Bloomberg Television. “You’re starting to see differentiation.”
To contact the reporter on this story: Shiyin Chen in Singapore at schen37@bloomberg.net
Last Updated: December 2, 2009 05:52 EST
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20602005&sid=apWieymCxeXo

ถ้าผมอ่านไม่ผิดนะ(อ่านแบบ Scan น่ะ)
Mark Mobius ก็เริ่มจะกลับลำ(จากการทำนายว่าจะเกิด Correction เพราะ Dubai เมื่อ 4-5 วันก่อน ) อย่างหน้าตาเฉย

เฮ้อ เรื่อง Fund Flow นี่มันยากจริงๆ แหะ
(แต่ เราจะสู้ต่อไป ฮึบ ลุย)

ลุงเฮ้าส์
December 4, 2009 at 07.43 PM

ก้าก , อ่านข่าวนี้แล้วมันมาก ขอรีบมาโพสต์เลย
Bernanke was asked to respond to comments by Nouriel Roubini, the New York University professor who predicted the global financial crisis. Roubini said last month investors are “chasing commodities” and there is a risk of new asset bubbles emerging as stock markets and commodity prices surge amid record-low lending rates.
‘Very Pessimistic’
“Mr. Roubini is very pessimistic about the economy,” Bernanke said.
จาก Bernanke Doesn’t Rule Out Using Rates to Control Asset Bubbles
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=a_XDxpSgB9Bw&pos=2
ก่อนจะแปล ขอลำดับความก่อน
1.Nouriel Roubini พูดมาประมาณ สักเดือน สองเดือน ได้แล้วว่า เกิด หรือ จะเกิด ฟองสบู่สินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจาก ดอกเบี้ยที่ต่ำมากและการอัดฉีดสภาพคล่องของ FED (หรือที่เรียกว่า US Carry Trade)
2.แต่นี่เป็นครั้งแรก ที่ มีการตอบโต้ (หรือ การตอบข้อซักถาม จาก FED ในประเด็นดังกล่าว)
3.ซึ่ง Bernanke ตอบว่า Mr. Roubini is very pessimistic about the economy (คุณรูบินี่มองโลกในแง่ร้ายอย่างมากในเรื่องเศรษฐกิจ)
สนุก แล้วชี้นัยยะได้หลายนัยยะ
1.ถ้าอ่านประกบกับ ข่าวที่ เบอร์นังเก้ พูดเกี่ยวกับเรื่อง Bubble Asset ในการแถลงต่อวุฒิสภาเรื่องการต่ออายุการทำงานสมัยสอง
เบอร์นังเก้ พูดชัดว่า ถ้าเกิดสถานการณ์ Bubble ถึงจุดที่เป็นปัญหาจริงๆ เขาจะพิจารณาการใช้นโยบายการเงิน
แต่ถ้าอ่านให้ดี เขาบอกว่า ขอใช้วิธี ด้านการควบคุม และการตรวจสอบระบบการเงิน ในการจัดการปัญหา Bubble ดีกว่า
(ตัวข่าวจริง Bernanke Doesn’t Rule Out Using Rates to Control Asset Bubbles ,http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601087&sid=a_XDxpSgB9Bw&pos=2)
นอกจากนี้ ยังพูดอีกว่า ยากที่จะบอกว่าราคาสินทรัพย์เสี่ยงเป็น Bubble แล้วหรือยัง (จริงๆพูดว่าไม่เห็นสัญญาน”มูลค่าที่เบี่บงเบนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก“extreme misvaluations” in U.S. markets” ด้วย) และบอกอีกว่า เริ่มเข้าไปเล็งๆ พวก ธพ.ต่างๆ ที่ปล่อยกู้ให้ไปเก็งกำไร เช่น JPMorgan Chase & Co. and Goldman Sachs Group Inc.
2.ด้วยการตีความของกระผม FED ส่งสัญญานค่อนข้างชัดเจนว่ายังไม่คิดถึง ปัญหา Asset Bubble ในตอนนี้
ดังนั้นโอกาศที่จะเห็น การใช้ Reverse Repo หรือเครื่องมือดูดสภาพคล่องอื่นๆ ในตอนนี้คงยาก(และนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นคือสู่สภาพปรกติเร็วมาก หลังจากเกิดกรณีดูไบ,อาจจะนะอาจจะ)
แม้จะมีปรากฏการณ์หลายอย่าง ที่สะท้อนถึงการน่าจะเกิด Correction ในปีนี้ เช่น การที่ เงินเข้าตลาด Bond มาก , Tresury Bill ดอกเบี้ยติดลบ ,หรือการถอนสภาพคล่องกลับเป็นบางส่วน ฯลฯ
แต่จาก “ทิศทาง”ใหญ่ๆ ที่ส่งผ่านมาจากคำพูดของเบอร์นังเก้ มันกลบเรื่องราวเหล่านั้น ไปหมดเลย
รวมความก็คงไม่เกิด Correction ในปีนี้แล้วล่ะ (คงจะไปเกิดในช่วง ไตรมาศ 1 ปีหน้า)
ถ้างวดนี้ มองผิดอีก จะเลิกตาม Fund Flow แล้ว (เพราะชักจะเบื่อแล้ว) สู้เอาเวลาไปเปิดเพลง ,คุยกับน้องแพรแพร และเล่นไอคอนดีกว่า
ลาละ

ลุงเฮ้าส์
December 4, 2009 at 07.46 PM

Anyway, ขอโอกาศ Recheck อีกสักรอบ เพราะเรื่องเชิง Fundamental ควรคิดหลายรอบ เพราะด้วยความที่มันเป็นกรอบใหญ่ เอาไปประยุกต์ใช้งานได้เยอะ
ดังนั้นจึงต้องละเอียดกับมันหน่อย

ชนันชัย
December 4, 2009 at 09.30 PM

เป็นเขามันพูดไม่ได้หรอกครับ หน้าที่มันค้ำคออ่ะครับ
ลองคิดว่าถ้าเราเป็นเขาก็ต้องพูดอย่างเขาเช่นกัน น่าเห็นใจ
เราอ่ะโชคดีครับคุณลุงเฮ้าส์ ไม่ต้องมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับแบบนี้

เฮ้ออ เห็นแล้วเศร้าใจแทน ไม่รู้จะพูดอย่างไรนะครับ
ขออย่างเดียวอย่าตั้งใจพูดให้คนอื่นติดกับละกัน

คนทำไม่ได้รับ คนรับไม่ได้ทำ ประเทศนี้โดน คงจะชัดเจนว่า
กรรมเป็นเผ่าพันธุ์(ทางโลกนะครับ) พ่อทำลูกรับอะไรงี้

ลุงเฮ้าส์
December 5, 2009 at 05.30 AM

ต่อจาก ลุงเฮ้าส์ เขียนเมื่อวันที่ 03.12.2009 เวลา 04:56 น และ ลุงเฮ้าส์ เขียนเมื่อวันที่ 04.12.2009 เวลา 17:55 น
ข่าวนี้ ,ตัวข่าว
Templeton Asset Management Ltd.’s Mark Mobius, who forecast last week that Dubai may cause a “correction” in emerging markets, said yesterday the emirate will be “bailed out” and its biggest developer, Emaar Properties PJSC, looks attractive.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601109&sid=aDbBhkZ5bPR8
คำแปล
Mark Mobius แห่งบริษัทTempleton Asset Management Ltd. ซึ่งได้ทำนายไว้เมื่ออาทิคย์ที่แล้วว่า เหตุการณ์ ดูไบ อาจจะเป็นสาเหตุของการ Correction ในตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ได้กล่าวไว้เมื่อวานนี้ว่า เอมิเรสค์ จะได้รับการช่วยเหลือด้านการเงินและบริษัท Emaar Properties PJSC, ก็ดูน่าสนใจมาก

จะจะ พลิกลิ้นไวดี ,แต่ โอเค มีเหตุผล
แต่ก็อีกแหล่ะ มันชัดว่า มีการมองเรื่อง Correction ในระดับโลกกันไว้จริงๆ ,แต่ก็อาจเป็นได้ว่า กรณีดูไบ พอได้รับการช่วยเหลือ ก็เลยคลายวิตก (ซึ่งความจริง มันน่าจะเกิดการจ้องกัน ระแวงกัน ในระหว่าง Hedge Fund ต่างๆ ว่าใครจะออกจาก ตลาด EM Asia ก่อน (เพราะสาเหตุของ USD Carrytrade ทำให้ ใครออกก่อนจะได้เปรียบ)

สัญญานที่ออกมาของการจะ Correction จริงๆ มีเยอะมาก (เอาเท่าที่นึกได้ตอนนี้ ก็เช่น Treasury Bill ระยะสั้น ดอกเบี้ยลงจนติดลบ , เม็ดเงินที่ออกจาก Money Market มาก ก็เข้า Bond มาก , การถอดการเสริมสภาพคล่อง(ไปบางส่วนของ FED) และเรื่องอีนๆ อีกบานตะไท
ตอนแรก เลยนึกว่า กรณีดูไบ น่าจะ Correction แล้ว (เพราะ USD Carry Trade ทำให้ การออกจาก สินทรัพย์เสี่ยงจำพวกหุ้น EM Asia จะเป็นลักษณะใครออกก่อนได้เปรียบ ,พอเขาเริ่มออกกัน ก็เลยคิดว่า ชัวร์แล้ว เอาแล้ว ,ที่ไหนได้ 1 อาทิตย์ผ่านไป ทุกอย่างคืนสู่สภาพปรกติ หน้าแหกยับเยิน)
ยากจริงๆ สำหรับเรื่อง World Fund Flow แต่โอเคจะพยายามแกะต่อไป
บ้าย บาย
ปล. หรือผมจะเป็นพวก Pessimist แบบ คุณ Roubini เขานะ ,แต่ก็ดี มีค่ายให้สังกัด

ลุงเฮ้าส์
December 5, 2009 at 05.38 AM

มีข่าว Fed Conducts Reverse Repo to Test Eventual Cash Drain (Update3)
Dec. 3 (Bloomberg) — The Federal Reserve conducted a reverse repurchase agreement to test one of the tools for an eventual withdrawal of the central bank’s unprecedented monetary stimulus while stressing that the actions themselves don’t represent any change in policy.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601009&sid=aM.7CfUErHIY
FED ทดลองทำ Reverse Repo
ไม่ดีแน่ ถ้าโพสต์วิธีนี้ ดูเลอะเกินไป ทำเป็นแบบสรุป 2 ข้างอย่างเก่าดีกว่า
รอสักแป้บนะจ้ะ
รักนะ จุ้บจิ้บ

ชนันชัย
December 5, 2009 at 11.13 AM

อ้าวก็เงินมันเยอะอ่ะครับ ไอ้คนนี้ไม่ซื้อ อีกคนพร้อมจะซื้อแล้วมันจะลงอย่างไร

ชนันชัย
December 5, 2009 at 11.15 AM

เหมือนเดิมของเลห์แม่น 1 พัง multiplier effect พังต่อกันเป็นช่วงๆ
ขายเอาเงินมาตู้สภาพคล่องรักษาการล้มละลาย ไม่ correction ได้ยังไงครับ?

ลุงเฮ้าส์
December 5, 2009 at 04.58 PM

จริงๆ ว่าจะทำเป็นสรุป 2 ข้าง คือ เหตุผลฝั่ง Support การ Correction กับ เหตุผลฝั่ง resist การ Correction (แบบที่เคยทำ) เพราะจะทำให้ไม่ดูเลอะเทอะ และแต่ละคนจะได้ไป คิดกันเองได้
แต่เห็น ตัวเลขวันศุกร์ที่ USA แล้วอดใจไม่ไหว เพราะชวน “จิ้ด” อย่างยิ่ง
1.ค่าเงิน Euro against USD .ปรับลงในวันเดียว จาก 1.5070 ไป 1.4824 (พอๆกับ ปรับตอน Dubai )
2.พาทองร่วงวันเดียว 46 USD
3.น้ำมัน ไม่ร่วงมาก
4.Dowjones ไม่ร่วง

ช่วงนี้ World Fund Flow ชวน “เท้าฮิ้ง” อย่างยิ่ง
ทำแบบ เจ้ขาใหญ่เราดีกว่า หุ้นลงก็ซื้อ ,ขึ้น ฉันไม่ขาย น่าจะเหมาะสุด

ลุงเฮ้าส์
December 6, 2009 at 01.35 PM

มานั่งไล่นึกย้อนดู เหตุการณ์ ในช่วง 2-3 อาทิตย์นี้ ของตลาดการเงินโลก ต้องบอกว่า ผันผวน และชวน งงเป็นอย่างยิ่ง
10 กว่าวันก่อน เกิดกรณีดูไบ ซึ่งทำให้หลายๆ คนคาดว่า น่าจะเกิด Correction แล้ว (ไม่เฉพาะแต่ผม แม้แต่นักวิเคราะห์ระดับโลกก็ยังเป็น) แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์จางหายไปในเวลารวดเร็วมาก

แต่พอมาวันศุกร์ที่ผ่านมาในอเมริกา ตัวเลขคนว่างงาน พาให้คนกลับเข้าหา USD แบบอย่างแรงมาก (ในระดับเดียวกับหรือมากกว่า ตอนที่เกิด กรณีดูไบ (ขี้เกียจเช็คตัวเลขซ้ำ วานเช็คกันเอาเอง)

ยอมรับว่าดูไม่ออก และหาเหตุผลไม่เจอ

ก็เลยคิดว่า Back to Basic ดีที่สุด

ซึ่งว่ากันตามหลักการ USD Carry Trade เริ่มมาตั้งแต่ มีนาคม ที่ “3 สภาพ“ เอื้อ ให้เกิดการทำ Carry Trade
1. ดอกเบี้ยอยู่ที่ 0-025% (แถม Lock ดอกเบี้ยซ้ำให้ต่ำด้วยการทำ มาตรการ QE และ CE )
2 ปริมาณที่มาก จากการอัดฉีดสภาพคล่องตั้งแต่ปลายปี 08
3. ไม่รู้ไปไหน ก็หาที่ไปได้ด้วยสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆที่ราคาลงมาก (จนเมื่อดูเริ่มปริ่มๆ ก็ค่อยหันเข้าหาทองคำ)

และว่าไป ตอนนี้ องค์ประกอบ 3 ด้าน มันเริ่มไม่ครบแล้ว
ข้อ 2 คือ การเริ่มถอนสภาพคล่องออก
ข้อ 3 คือ “ไอ้ที่ไป” อย่างประเทศแถว EM ก็เริ่มพูดถึงภัยจากฟองสบู่สินทรัพย์ การทำ Capital Control หรือทำไปแล้ว อย่างกรณีบราซิล

พูดเรื่อง การเกิด Correction จบไตรมาศ 1 อันนี้น่ะมีแน่ๆ เป็นเรื่องที่ใครๆก็คาดได้ เพราะการหมดมาตรการ Quantitative Easing , Credit Easing อย่างเป็นทางการ (ทั้ง 3 ส่วน)
แต่ในระหว่างตอนนี้ ไปจนถึง สิ้นไตรมาศ 1 มันก็ยังมีเหตุให้กังวลได้อีกเยอะ ว่าจะเกิด Correction เช่น การพูดถึง Reverse Repo บ่อยขึ้นของ FED หรือ การให้ ดอกเบี้ยแก่เงิน Reserve ของ FED, ปัญหายุโรปตะวันออก ,องค์ประกอบที่ไม่ครบของ Carry Trade ตามที่กล่าวไว้ด้านบน ฯลฯ
แต่ก็อีกนั่นแหละ เกิดแล้วจะเป็น แบบ ตอน Dubai หรือเปล่า ที่เกิดได้แป้บๆ แล้วคืนสู่สภาพเดิม

อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้ “ดูเหมือน” นักลงทุนเกือบทั่วโลก กำลังถูก “วาทกรรม (discourse)” เรื่อง USD Carry Trade หลอกอยู่ เพราะการให้ข่าว หรือการกล่าวถึง เรื่องนี้มีมาก และการให้ความรู้แบบไม่ครบ “ควรจะ” เป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนอยู่ในภาวะ Bull เอามากๆ

ทั้งหมดนี้ผมเรียกว่า สภาพฝืนความจริง ซึ่ง สภาพฝืนความจริงแบบนี้ มี”สิทธิ”ทำให้ Correction ถ้าจะเกิดภายในไตรมาศ 1 อาจจะแรงมากก็ได้ (แต่ก็ไม่แน่เพราะ World Fund Flow เป็นอะไรที่ยากมาก เห็นผิดมากันเยอะแล้ว ก็คงต้องนั่งไล่ตามกันต่อไป ไหนไหนต้องมามีอาชีพที่มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ,ฮ้าว เบื่อจัง ถ้ารู้ว่าตลาดทุนไทยมันเป็นแบบนี้ ตอนจะหาแหล่งรายได้ที่สองสู้ไปขาย Misteen ดีซะกว่า เสียเวลาไปตั้งมากมาย ก็ยังไม่เห็นจะ Success อะไรมากมาย (แต่ก็ยังดีตรงที่ได้เพื่อนทางเน็ตมาตรึม พอให้สบายใจได้หน่อย)
เฮ้ออออ

ลุงเฮ้าส์
December 6, 2009 at 02.04 PM

อือม์, จะบอกว่า ผมคงต้อง ไปศึกษา ทาง Technical Analysis และ จิตวิทยาตลาด ตามที่เคยพูดไว้ตั้งนานแล้วล่ะ เพราะจะรอแต่ภาพใหญ่ๆ เช่น Correction ,การเมือง ,อะไรต่างๆ อย่างเดียว คงไม่ไหว เพราะมันยากที่จะประเมินจริงๆ
แล้วตัวเองมีภาระเรื่องเงินๆทองๆ อยู่เหมือนกัน
แต่ที่พูดไม่ใช่จะบอกว่า จะหนีหายไปจากบล็อค แต่คงไม่สามารถมา Track Fundflow ให้ได้ บ่อยๆอย่างที่เคย (อาจจะมาได้บ้างแบบไม่บ่อย) อาจจะต้อง ตามกันเองบ้างแล้วนะ
แต่ เรื่องมาเฮฮา อันนี้ ไม่ต้องห่วง ยังไงก็ต้องมาแน่ๆ เพราะสนุก เพลิดเพลิน ฮาดี ฮ่า ฮ่า

ลุงเฮ้าส์
December 7, 2009 at 05.30 AM

คงจะ Track แต่คงไม่สามารถ ทำแบบละอียดเอัยด เหมือนเมื่อก่อน ที่ หา Original และ หา Link ให้ด้วย เนื่องจากถ้าทำอย่างนั้น Take my time มาก
รักนะ เด็กโง่

Piyatida
December 8, 2009 at 08.20 AM

ขอรบกวนถามด้วยค่ะว่า เพื่อนๆคนไหนใช้ KIMENG ค่ะ
เข้าไม่ได้มาหลายวันแล้วค่ะ
แจ้งบอกว่า 1 ชมหลัง 06.30น. จะใช้ได้ แต่ยังไม่สามารถเข้าได้ค่ะ
ที่อื่นเป็นบ้างหรือไม่ ไม่ทราบจะไปถามจากที่ไหนค่ะ ขอรบกวนด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ

สโรชา
December 8, 2009 at 08.30 AM

ขอตอบแบบเร็วๆๆก่อนนะค่ะ คุณ piyatida
เข้าใจว่าเขาเปลี่ยนแปลงเลขบัญชีจาก 7 หลักเป็น 8 หลัก ค่ะเขาว่าจะใช้ได้ 4 ธค 2552 17.00น
ซึ่งเดิมเคยใช้ที่ kimeng แต่ไปเปลี่ยนมาตั้งแต่มีวิกฤตข่าวลือค่ะ
เมื่อกี้ไปดูมาให้แล้วค่ะ เข้าไม่ได้ค่ะที่ kimeng

อีกวิธีนะค่ะ ลอง Login เข้า settrade.comค่ะ
click Broker
กรอกรายละเอียด Username Password
ตรง Broker เลือก KIMENG
เข้าได้ค่ะ ดู Portfolio ได้ค่ะ
แต่สำหรับ Trade หรืออะไรบัวไม่มั่นใจว่า ส่งแล้วจะ ok หรือไม่ค่ะ
แต่ขอให้รอเวลาสักระยะนะค่ะ เผื่อ web kimeng จะใช้ได้ค่ะ

เป็นกำลังใจค่ะ พอเข้าใจนะค่ะ
ขออภัยที่ตอบแบบเร็วๆๆเพราะจะทำงานสายแล้วค่ะ

ขอบคุณค่ะ

ลุงเฮ้าส์
December 8, 2009 at 08.31 AM

ไม่ได้ใช่ แม่กิมเอง (ศัพท์คุณวิจิตราเค้า)
แต่เห็นส่วนมาก เพื่อนๆเขาบ่น โบรกที่แย่ที่สุด กิมเอง โดนเสมอ
รู้สึกคุณวิจิตราจะมีบัญชีกับที่นี่ แต่ไม่รู้ปิดไปหรือยัง

อ้วน
December 8, 2009 at 09.15 AM

Treasury Securities Last Trade Change
10-Year Note 3.45 7 Dec -0.04 (-1.00%)
13-Week Bill 0.01 7 Dec -0.02 (-62.50%)
30-Years Bond 4.41 7 Dec -0.01 (-0.16%)
5-Year Note 2.19 7 Dec -0.06 (-2.67%)

MAY
December 8, 2009 at 09.16 AM

จากอดีตเคยใช้ค่ะ เมื่อกี้ลองแล้วใช้ได้แล้ว แต่เพิ่ม 0 ด้วยนะ คุณ piyatida
แต่เมย์เลิกใช้ไปนานแล้วนะ วันก่อนไปอ่านที่ pantip เขาว่าพวก vi ก็ไม่ค่อยสนใจค่ะ
พอร์ทเทรดเงินไม่เยอะ และไม่ซื้อ ขาย อย่างนี้เขาไม่สนใจ สุดๆเลยแย่มากค่ะ

อ้วน
December 8, 2009 at 09.36 AM

กิมเอ็งมันไม่ดี

เพราะมัน ดีเกินไป ทำให้พวกเราต้องทำงานหนักขึ้น
มันทำให้เราต้องอิจฉา เพราะมันทำให้เราแพ้
มันทำให้เรารู้สึกต่ำต้อย ดึงมันลงมา ด่ามันให้เยอะ
พวกเรามันขี้อิจฉา หน้าเงิน และ ไร้ศีลธรรม
ไม่ได้ละ Proptrade เราต้องทำบ้างละ ปล่อยให้มันเอาเงินจากเราไป
ต่อไปไม่ได้ละ ??? ถูกเหรอวิธีคิดอย่างนี้ คนทำไม่ดีต้องทำไม่ได้ดิ้
มันไม่ใช่ว่า ทำไม่ดีแล้วจะแกล้ง กระทืบดึงคนอื่นให้แย่ลง

เขาเรียกว่า Winner Curst ผมก็ไม่รู้นะว่าวิธีชนะคนอื่นเขาทำกันยังไง ?
แต่ผมไม่อยากชนะใคร อยากได้แค่ความจริงใจและมิตรภาพเท่านั้น
แต่โลกใบนี้ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ไม่ว่าจะอย่างไร ก็จะมีคนเหล่านี้มาอยู่เสมอ
เพราะโครงสร้างคน กิเลส ความต้องการ ความเอาตัวรอดทำให้มันเกิดขึ้น
ขายชาติ ขายศีลธรรม คนบางคนไม่ได้เก่งมากก็ต้องยอมทำสิ่งไม่ดี
ด่าเขาแล้วจะทำให้เราเจริญ

คนชนะก็เย้าะเย้ยเขา ? ชอบรูปภูเขานี้จัง ช่วยกันดึงจะได้ไปถึงยอดเขาด้วยกัน

อ้วน
December 8, 2009 at 09.51 AM

ชนะเขามาอย่างไร ทำอย่างไรได้อย่างนั้นครับโลกนี้
อย่าไปหลงมัวเมาตามกิเลสละกัน

ครั้งหนึ่ง อาดัมเอวา อยู่บนสวงสวรรค์ดีๆอยู่ พระเจ้าบอกว่าอย่ากินแอ๊ปเปิ้ลนะ
เราไม่เชื่อ เราบอกว่า ก็จะกิน เอวาทนแรงกิเลสในตัวไม่ได้ เนื่องจากผัสสะเธอ
มีปลายประสาทการรับรู้ได้ดี และละมุนละม่อม พิถีพิถันกว่า 3 เท่าเลยชวน อดัมกิน

อยู่ดีๆ เดิมๆ ไม่ชอบ อยากแสวงหาความร่ำรวย แสงสี แบบไม่ได้มีประโยชน์มากมาย
ถ้าทำประโยชน์ให้เพิ่มขึ้นก็จะดีมาก ไม่ใช่หากินกับกิเลสความอยากได้ของคน

เทวดาตกสวรรค์ครับ

ชีวิตคนก็อย่างนี้ ถ้าครองตนในศีลธรรมของจริงที่ยืนยาว ใครก็มาเอาจากเราไปไม่ได้
ต่อมาเราสร้างสังคมแบ่งปัน ทุกคนก็แบ่งปัน สร้างสังคมเห็นแก่ได้ ทุกคนก็เอาจากกัน
มันชัดเจนมากด้วยตัวของมัน

ปล.

วันก่อนได้อ่านนิทานเด็ก เรื่อง เสื้อล่องหนของพระราชา ตาสว่างเลยครับ
คิดย้อนกลับไป มีเด็กมากๆก็ดีนะครับ มันจะได้ด่าเราก่อนที่คนอื่นด่า
เหมือนคำที่ว่า “จะยอมเปลี่ยนแปลงตนเองก่อน หรือ จะให้คนอื่นมาบังคับให้เปลี่ยนแปลง “

อ้วน
December 8, 2009 at 09.53 AM

แล้วที่สำคัญที่สุด ไอ้คนขายเสื้อเนี่ย ชื่อเขาก็บอกอยู่แล้วว่ามันเป็นอะไร
แล้วชีวิตจริงๆก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกันเล้ย เด๊ะ

Piyatida
December 8, 2009 at 10.11 AM

ขอบคุณทุกท่าน เพิ่งจะเข้าได้ค่ะขอบคุณค่ะ ทุกท่านที่ให้คำตอบ
คุณสโรชา ขอบคุณที่แนะนำค่ะ

อ้วน
December 8, 2009 at 10.31 AM

ถ้าพี่บุชรู้ตัวทัน พี่บุชจะไม่ไปบอมบ์คนอื่น
ถ้าพี่ม่ารู้ตัวทัน พี่ม่าจะไม่ ปั๊มเงินมหาศาล อย่างที่พอล ครุกแมน ดเล่าให้ฟัง
แต่ก่อนหน้า ตอนนั้นมีคนมาบ่นบอกว่า พอล ครุกแมน pesstimistic
เราจะมองโลกให้ดีงาม แบงค์จะล้มต่อกัน จ่ออยู่ตรงหน้ายังไม่รู้อีก

ครุกแมน เลย กลายเป็น คุกมืดไปชั่วขณะหนึ่ง แถมยังเป็นไอ้พวกมองโลก
ในแง่ร้าย คนไม่ดี คนขี้โกง เพราะเอามาบอกว่าจะไม่ดีเพราะอย่างนี้ อย่างนี้

มาตอนนี้ไม่ทันแล้วครับ เงินล้นโลก

ลุงเฮ้าส์
December 8, 2009 at 04.00 PM

คิดว่าวิธีนี้คงจะดีที่สุด (เหมาะกับทั้งเวลาตัวเองที่เริ่มน้อยลงและความอยากจะทำการบ้านให้บล็อค)
คงจะใช้วิธี เอาข่าว เกี่ยวกับเรื่อง Correction มาเล่าให้ฟัง แต่คงไม่ โพสต์ตัวเนื้อข่าวภาคภาษาอังกฤษและLink ให้
(และก็ต้องบอกอีกว่า เป็นการแปลโดยความสามารถด้านภาษาของตนเอง ที่ไม่ได้จัดว่าดีนัก แต่พยายามอย่างดีที่สุด)
091207 (ปี-เดือน-วัน) BIS บอกว่า ดอกเบี้ยต่ำของ USA เพิ่มความเสี่ยงแก่ระบบการเงิน
091207 ตลาด FX ในอาทิตย์ก่อน มีแรงเทขายทำกำไรในสกุลเงินที่แข็งค่ามากๆ อย่าง เยน ยูโร แรงขายถือว่าสูงมากกว่าปรกติ
091207 ประธาน FED สาขานิวยอรค์ นาย Dudley บอกว่า ยังไงก็แล้วแต่ การใช้เครื่องมือด้านการเงินอย่าง การขึ้นดอกเบี้ย และการถอดสภาพคล่อง ควรจะเป็นเครื่องมือหลักในการป้องกันปัญหาฟองสบู่สินทรัพย์เสี่ยง

วิจิตรา
December 8, 2009 at 06.47 PM

ไม่ปิดค่ะกับกิมเอง
แต่ว่าไม่มีเงินและหุ้นกับที่นั่นแล้วค่ะ 5555 เพราะย้ายแล้วค่ะ

สงสัยว่าเขาเปลี่ยนแปลงระบบมั้งดิฉันว่า ดิฉันว่านะเปิดหลายโบรกเกอร์ไว้ก็ดี เพราะว่าวันที่ปกติหรืออะไรไม่น่าจะตกใจถ้ามันจะเสียไม่มีใครว่าหรอก แต่ว่าวันไหนที่มันดันเสียในวันที่หุ้นตกแบบว่าสุดๆๆ จะขายไม่ได้ซื้อไม่ได้ อย่างนี้มันเจ็บใจมากค่ะ

อย่าไปเรียกร้องมากค่ะ กิมเอง ดิฉันว่าเปลืองน้ำลายและ เหนื่อย เมื่อยปาก
ไปหาทางอื่นโดยหารไปเปิดที่อื่นค่ะ
ดิฉันว่าตอนที่จะไปปิดเขาอาจจะง้อนิดแต่ว่าอย่าไปสนใจเพราะมันก็แบบนี้แหละ บริการทุกระดับได้ต่างต่างค่ะ 5555

ดิฉันไปหาดูว่าดูไบมันมีตลาดหุ้นชื่ออะไรมาค่ะ ชื่อ DFM General Index ตลาดหุ้นดูไบ ค่ะ
ตอนนี้ดิฉันไปดูแต่โครงการเขาไม่ใช่ว่าจะไปดูไบนะ แต่ว่ายังไม่หายสงสัยว่าคิดได้ยังไงค่ะ 5555

รติ
December 9, 2009 at 06.42 AM

อรุ่นสวัสดิ์ตอนเช้า ค๊าพ^^^
มีความสุขในการลงทุนนะครับ ลุงเฮ้าส์ คุณวิจิตรา และทุกท่านครับ

อ้วน
December 9, 2009 at 08.27 AM

แต่ถ้าระบบมันล่ม มันก็ถือว่าไม่ดีครับ แย่มากสมควรโดนครับ

http://www.enfababy.com/momdiary/ArticleDetail/13219/13/11
ได้ลองอ่านนิทานให้หลานฟัง ฉลองพระองค์ชุดใหม่ของพระราชา
มันชัดมากจนเราโต คนที่มาหากินกับเรา ก็ป้อยอ โกหกพกลม

เหมือนสังคมหุ้นหลายๆอย่าง ถ้าพี่บุชรู้ตัวทัน พี่บุชจะไม่ไปบอมบ์คนอื่น
ถ้าพี่ม่ารู้ตัวทัน พี่ม่าจะไม่ ปั๊มเงินมหาศาล อย่างที่พอล ครุกแมน ดเล่าให้ฟัง
แต่ก่อนหน้า ตอนนั้นมีคนมาบ่นบอกว่า พอล ครุกแมน pesstimistic
เราจะมองโลกให้ดีงาม แบงค์จะล้มต่อกัน จ่ออยู่ตรงหน้ายังไม่รู้อีก

ครุกแมน เลย กลายเป็น คุกมืดไปชั่วขณะหนึ่ง แถมยังเป็นไอ้พวกมองโลก
ในแง่ร้าย คนไม่ดี คนขี้โกง เพราะเอามาบอกว่าจะไม่ดีเพราะอย่างนี้ อย่างนี้

มาตอนนี้ไม่ทันแล้วครับ เงินล้นโลก แล้วคนที่หาผลประโยชน์ ก็พยายามปั้นแต่ง
จนหลายๆคน หลายๆ ๆๆๆ ๆๆๆ คน หลงเชื่อ

อ้วน
December 9, 2009 at 08.28 AM

สุขสันต์วันทำงานนะครับ ทุกท่าน

อ้วน
December 9, 2009 at 08.29 AM

Super Nano Technolog ไปกันไหนต่อไหนแล้วครับ
http://zayyes.com/index.php?topic=719.0
บ้านเมืองเราไม่มีที่ให้ยืนแล้ว ในเวทีโลก

ลุงเฮ้าส์
December 9, 2009 at 11.52 AM

**** สรุปข่าว ว่าด้วยการ Correction ประจำวันที่ 091208
091208 ผลการประมูลตั๋วเงินระยะสั้น อายุ 4 สัปดาห์ มี Demand ที่ดีมาก Bid/Cover Ratio สูงถึง 5.33 ดอกเบี้ย 0.00 % (แสดงการอยากได้ USD)
091208 ผลการประมูล ตั๋วเงินคงคลังอายุ 3 ปี (ในตลาดแรก) Demand ดีมาก Bid/Cover Ratio 2.98 ดอกเบี้ย ก็แค่ 1.125 % (และที่สำคัญ ยังมีผูซื้อพวกธนาคารกลางชาติต่างๆ เป็นจำนวนกว่า 60 % เลยอาจจะตีความได้ว่า ธนาคารกลางชาติต่างๆ เข้าไปทุ่มซื้อ พันธบัตร เพื่อดึงให้ค่าเงิน USD สูงขึ้นก็ได้)
091208 กรีซ ถูก Downgrade โดย Fitch Rating ไปที่ BBB+ , S&P ยังคงที่ A- (แต่บอกว่าอาจลดภายใน 2 เดือน) , CDS ของรัฐบาลกรีก ขึ้นมา ไปที่ 11 (สูงสุดนับแต่เดือนมีนาคมปีนี้)
091208 เรื่องดูไบ กลับมาเป็นที่กังวลของนักลงทุนอีกครั้ง (ปัญญาไม่แข็งแรงอีกแล้ว เดี๋ยวกลัว เดี่ยวไม่กลัว เอาแน่เอานอนไม่ได้)
CDS ของทั้ง บรรษัทภายใต้การกำกับของรัฐบาลดูไบ และรัฐบาลดูไบ ก็พุ่งสูงอีกครั้ง
091208 Bartel ออก Technical Analysis ถึงค่าเงิน USD ว่า USD ถึง Bottom แล้ว Oversold แล้ว
091208 Bernanke ส่งสัญญานบอกเศรษฐกิจ USA ไม่ดี เกิดการคาดการณ์ว่า ดอกเบี้ย จะต่ำต่อไป (เอื้อต่อธุรกรรม USD Carrytrade)
(วันนี้อ่านเจอแต่ข่าวที่ Positive ต่อการ Correction จริงๆ ไม่ใช่พยายามหาข่าวที่มัน Positive)
(สำนักข่าวต่างชาติตีข่าว เรื่องกรีซ กับ ดูไบมาก)
(ไปอ่านที่ตลาดมาลี อ่านไป ช่วยตาแกละขายของไป มีโอกาศจะเกิด Error ได้ แต่มั่นใจที่ระดับ 80 %)

ชนันชัย
December 9, 2009 at 01.40 PM

เอ่ออ มีข่าวมาใหม่ เรื่องของ สายการบินของดูไบ มีการกู้ยืมเพิ่ม มหาศาล
คือ ชักเยอะ มากกว่าสินทรัพย์ที่น่าสนใจอย่างของ นาคิล
มันก็เลยยยยยยยย

ไปฟังสัมนามาครับคุณลุงเฮ้าส์ อาจารย์ สเน่ห์ ศรีสุวรรณ แกบอกว่า มี Bank Run แล้ว
ตอนนี้ มี ดูไบรัน คือ ดูบัน… เฮ้ออออออ ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ( เหม็นก็ต้องกลืน )

ลุงเฮ้าส์
December 9, 2009 at 06.29 PM

ตลาดหลักทรัพย์คาดต่างชาติเทขายหุ้นถึงสิ้นปี

Posted on Wednesday, December 09, 2009
นาย วิรไท สันติประภพ รองผู้จัดการ สายงานพัฒนาและวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประเมินว่า นักลงทุนต่างชาติจะเทขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2552 เนื่องจากกังวลปัญหาการเมือง ผลกระทบจากการหยุดโครงการในมาบตาพุด ประกอบกับเป็นช่วงใกล้ปลายปี

เดือนพฤศจิกายน นักลงทุนต่างประเทศ ได้กลับมาเป็นผู้ขายสุทธิครั้งแรกในรอบ 9 เดือนด้วยมูลค่าขายสุทธิกว่า 13,239 ล้านบาท โดยเม็ดเงินได้หันไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ เช่น อินโดนีเซีย และ ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งได้เปรียบจากความต่อเนื่องนโยบายเศรษฐกิจมหภาค รวมทั้งได้ประโยชน์จากกิจการพลังงานในประเทศ

สำหรับดัชนีหุ้นไทยสิ้น เดือนพฤศจิกายนปรับสูงขึ้นเพียงประมาณ 0.60% ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศฟิลิปปินส์ที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมา ถึง 4.70% ไต้หวัน 3.30% และ สิงคโปร์ 3.10% ขณะที่ช่วง 11 เดือนแรก ดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวขึ้นเพียง 53.1% ซึ่งน้อยกว่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่ขึ้นมาถึง 78.2% ไต้หวัน 65.1% และฟิลิปปินส์ 62.6%

ส่วนมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือน พฤศจิกายนได้ลงต่ำสุดในรอบ 4 เดือน หลังจากได้ทำสถิติสูงสุดรอบ 27 เดือนในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่จำนวนบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ยังปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้ หากพิจารณาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3 ต่างดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ลดลงหากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากธุรกิจในกลุ่มพลังงานได้ตั้งสำรองความเสียหาย และมีกำไรสินค้าคงคลังลดลง แต่หากไม่นับรวมกลุ่มดังกล่าว กำสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มอื่นยังคงขยายตัวต่อเนื่องได้ ซึ่งสะท้อนถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวม
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/NewsUpdate/tabid/89/newsid491/104030/Default.aspx

ลุงเฮ้าส์
December 9, 2009 at 06.35 PM

1.นักลงทุนต่างชาติจะเทขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2552 เนื่องจากกังวลปัญหาการเมือง ผลกระทบจากการหยุดโครงการในมาบตาพุด ประกอบกับเป็นช่วงใกล้ปลายปี
(คำพูด “จะจะ” จาก ตลท.)
2.นักลงทุนต่างประเทศ ได้กลับมาเป็นผู้ขายสุทธิครั้งแรกในรอบ 9 เดือนด้วยมูลค่าขายสุทธิกว่า 13,239 ล้านบาท โดยเม็ดเงินได้หันไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้
(Correction ของเม็ดเงินต่างชาติ ในแง่ปรับลดการลงทุนประเทศไทย , ไม่เกี่ยวกับ Correction ของ “World Fund Flow”)

ลุงเฮ้าส์
December 10, 2009 at 12.54 PM

**** สรุปข่าว ว่าด้วยการ Correction ประจำวันที่ 091209
/// CDS ของรัฐบาลดูไบ ไปที่ 599 (เคยขึ้นไปถึง 632 ตอนวันที่กังวลเรื่องดูไบ และหล่นลงไป และตอนนี้เริ่มกลับขึ้นมาอีกครั้ง) (ดูเหมือนปัญหาดูไบ เริ่มกลับมาเป็นที่กังวลอีกแล้ว)
/// อันดับเครดิตของประเทศสเปน ถูกปรับลด โดย S&P เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปลงอย่างแรงเมื่อวานนี้
(ดูเหมือนสำนักข่าวต่างประเทศ เริ่มเล่นข่าวร้าย กันมากขึ้น)
/// จากข้อมูลของ Morning Star, ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ นักลงทุนเอาเงินเข้า Bond Fund 297 Billion เทียบกับ stock fund ที่ 12 billion
/// ปัญหากรีซ – รัฐมนตรีคลังมั้ง บอกว่า ประเทศจะไม่มีทางผิดนัดชำระหนี้ หรือ ขอความช่วยเหลือด้านการเงินจาก EU
-ขณะที่ อดีตผู้กำหนดนโยบายของ BOE ท่านหนึ่ง พูดว่า อาจจะได้เห็น การผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรกของหนึงประเทศในกลุ่ม 15 ประเทศสมาชิก ยูโร (หมายถึงกรีซ) (โดยเขาอ้างว่า เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ การผิดนัดของเยอรมันในปี 1948)
///// FED เริ่มทดลองทำ Reverse Repo โดยทำแบบ 1 วัน ในวงเงินที่ต่ำมากที่ 225 ล้าน นัยว่าเป็นการทดสอบระบบ
///// Citigroup ออกบทวิเคราะห์ Technical Analysis เกี่ยวกับค่าเงินว่า ยูโร อาจจะเข้าสู่ขาลง ถ้าเกิดไม่สามารถทะลุฝ่าแนวต้านที่ 1.48 และ 1.4827 (ในลักษณะการฟอรม์แบบ double top neckline (คืออะไร ลืม ,ถ้าว่างจะไปค้นให้)) และ 55 day moving average ที่ 1.4854
////เจ้าหน้าที่ของ PIMCO คนหนึ่ง (Pimco คืออะไร ไปอ่านอันเก่าย้อนหลังของลุงเฮ้าส์ ) ออกมาบอกว่า USD น่าจะอ่อน ซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ USA ในแง่ช่วยการส่งออก
//// ผลการประมูลพันธบัตรในตลาดแรก ของ พันธบัตรอายุ 10 ปี ไม่ดีเท่าที่คาด ทำให้ราคาพันธบัตรในตลาดรองลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 วัน
ในการประมูล ปริมาณ 21 Billion , Yield 3.448 , Bid/Cover Ratio 2.62
(แม้ Yield จะสูงกว่าที่คาด แต่ Bid/Cover Ratio ก็ยังจัดอยู่ในขั้นสูงอยู่น้า)

รติ
December 11, 2009 at 06.19 AM

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ ลุงเฮ้าส์ ^^

ลุงเฮ้าส์
December 11, 2009 at 12.38 PM

ประกาศ
เนื่องจาก ปาก (ทางเน็ต) ของผม เดี้ยงไป 1 ข้าง (แขนหัก) เลยคงจะมาโพสต์ เรื่อง Correction ไม่ถนัดนัก คิดว่า จะใช้วิธี Cut &Paste ตัวข่าวที่เห็นว่าน่าสนใจ มาแปะให้แทนไปพลางๆก่อน (คงจะแปลให้ไม่ได้)

ลุงเฮ้าส์
December 11, 2009 at 07.08 PM

**** สรุปข่าว ว่าด้วยการ Correction ประจำวันที่ 091210
Euro May Decline to 3-Month Low of $1.4446: Technical Analysis

By Yasuhiko Seki and Kazumi Miura
Dec. 11 (Bloomberg) — The euro is poised to decline to a three-month low of $1.4446, Gaitame.com Research Institute Ltd. said, citing trading patterns.
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601083&sid=aFx.L.9tq1j0

Treasury Notes Are Little Changed After Yield Curve Steepens
By Wes Goodman
Dec. 11 (Bloomberg) — Treasuries were little changed, with the difference between two- and 30-year yields near the most since at least 1980, as investors demanded more to make long-term loans to the government.
…..
30-Year Sale
Treasuries fell yesterday after a $13 billion sale of 30- year bonds drew lower-than-forecast demand.
The bonds drew a rate of 4.52 percent, compared with an average forecast of 4.483 percent in a Bloomberg News survey of five of the primary dealers.
The bid-to-cover ratio, which gauges demand by comparing total bids with the amount of securities offered, was 2.45, compared with an average of 2.38 at the last 10 auctions.
(Indirect bidders, an investor class that includes foreign central banks, bought 40.2 percent of the bonds. They purchased 44 percent at the November sale. The average for the past 10 auctions is 40.4 percent).
Fed Chairman Ben S. Bernanke said Dec. 7 the U.S. economy faces “formidable headwinds” and
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601009&sid=aIUGpoPG_WNE
Moody’s Says No Plans to Lower U.S., U.K. Ratings (Update1)
By Shamim Adam
Dec. 11 (Bloomberg) — Moody’s Investors Service said it has no current plans to lower its top debt ratings on the U.S. and the U.K. after a report this week stated the sovereigns may “test the Aaa boundaries.”
…….
Moody’s analysts, in a Dec. 8 report, said public finances in the U.S. and the U.K. are worsening in the wake of the global financial crisis and the sovereigns may “test the Aaa boundaries.” It said the U.S. and U.K. have “resilient” Aaa ratings, as opposed to the “resistant” top ratings of Canada, Germany and France.
Debt Affordability
“Their resiliency will be tested in the next couple of years but for now they have a high degree of ‘financeability ‘ and debt affordability,” Hess said in a presentation prepared for the teleconference today. “The rise in debt and higher interest costs could test ratings under some scenarios but not right away.”
……
Lhttp://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601009&sid=auqTLMAsXgaIast Updated: December 11, 2009 03:14 EST

ลุงเฮ้าส์
December 11, 2009 at 07.10 PM

ดึงข่าวที่น่าสนใจมาให้ แปลกันไปพลา่งๆก่อนนะ (อ้อ ตัดเนื้อข่าวบางส่วนที่เห็นว่าไม่จำเป็นออกนะ)

ลุงเฮ้าส์
December 11, 2009 at 07.19 PM

Baltics Risk New Crisis If Fiscal Steps Lag, ECB Says (Update3)
By Ott Ummelas and Milda Seputyte
Dec. 10 (Bloomberg) — The Baltic states risk being sucked into a second debt-fuelled economic crisis if their governments fail to impose adequate austerity measures that support their euro pegs, the European Central Bank said.
Lahttp://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601109&sid=aeD7TF4tVSZost Updated: December 10, 2009 10:22 EST

ลุงเฮ้าส์
December 12, 2009 at 10.03 AM

เห็นข่าว ในแวดวงการเงินระหว่างประเทศในช่วงนี้ แล้วรู้สึกอดเป็นห่วงเพื่อนๆไม่ได้
ตั้งแต่คราว ดูไบ เมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อน ตลาดการเงินโลก ส่งสัญญานสับสนมาก เช่น
การฟื้นตัวเร็วเกินไปของสินทรัพย์เสี่ยงหลังจากกรณีดูไบ
แล้วก็ตามมาด้วย กรณีของ กรีซ สเปน และอื่นๆอีก
หรือถ้าจะดูจากราคาในตลาดต่างๆ ก็แปลกๆ อย่างกรณีทองคำ เมื่อวานก็เกือบแตะ 1100 (เห็นยังพูดกันอยู่ว่าจะไป 2000 สักอาทิตย์ที่แล้ว, น้ำมันก็ไปที่ ต่ำกว่า 70 แล้ว (หน้าหนาวนะ และอย่างเมื่อคืน dow ขึ้น ก็บอกเชื่อในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ทำไม oil ไม่ขึ้น ,บ้าวะ)
โอเค แม้Bond จะลง แต่ก็ไม่ลงอย่างมีนัยยะสำคัญนัก (10 year bond yield ที่ 3.5400 % ) ไม่ถือว่ามาก

คือถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ถ้าดูที่ข่าวเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ก็ผันผวน ตัวเลขออกมาผสมผสาน แถมมีข่าวร้ายโผล่มาเป็นระยะ เช่น กรณีกรีซ ดูไบ สเปน แถบคาบสมุทรบอลติก ฯลฯ ( รวมๆแล้วดูมั่วๆชอบกล)
ถ้าไปดูที่ตัวเลขแต่ละตลาด
-ตลาดเงิน การแข็งค่าของเงิน USD ในระดับรวดเร็วและรุนแรง (against euro ไปถึง ระดับเดียวกับ เดือน 9 เดิอน 10 ,dollar index ก็เช่นเดียวกัน)
-ตลาดโภคภัณฑ์ ก็เช่นเดียวกัน ) น้ำมันก็ไปที่ ต่ำกว่า 70 แล้ว
-ตลาดหุ้น developed กลับไม่ลงมาก
ตลาดหุ้น em ก็เช่นเดียวกัน ไม่ค่อนกระเทือน
ทองคำ กลับลงมาก
Bond แม้2-3วันนี้จะลง แต่ก็ไม่ได้มาก

อยากจะฟันธงว่า correction เหมือนกันแหละ แต่ไม่กล้ามาก (ไม่ใช่กลัวผิด แต่ไม่มีเวลา recheck และช่วงหนี้ เป็นเดชไอ้ด้วนอยู่ ทำงานไม่ค่อยถนัด )
ก็ฝากไว้ให้ระวังหน่อยก็แล้วกัน
Correction มีแน่ (หมด QE เดือน มีนา ปีหน้า) แต่ในระหว่างนี้ล่ะ (ภายในปีนี้ ,มกราปีหน้า ,กพ.ปีหน้า) ก็ลองกันดู
โอ้ย อึดอัด ปากทางเน็ตพิการไปข้าง เซ็ง เป็ด(เชิญยิ้ม) มากๆ

siriyakorn
December 12, 2009 at 10.48 PM

ขอบคุณ คุณ “ลุงเฮ้าส์”
สำหรับการลงทุน ที่อ่านเจอ
ขอเป็น Link ฝากค่ะ
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/investment/20091207/89817/5-เซียนหุ้น..ตีแตก-SET-ปี-2553-ไม่มีแจ๊คพอต-ผันผวนสูง.html

ตอโต้ง
December 13, 2009 at 08.30 AM

The World in 2010

โหลด PDF. อ่านอ่านกันดูครับ เขาแปะไว้ตั้งแต่ Nov 13th 2009 ,อ่านแล้วดู… ดูไบ ,เวียดนาม,กรีซ ….ดูโลกไปเรื่อยเรื่อยครับ,,ภาษาผมปลาปลางูงู,ที่ผ่านผ่านมาเวลา special edition หรือ อะไรอะไรที่เกี่ยวกับ Thailand จำได้หลายครั้ง ” The Economist” เขามองพี่ไทยไม่ค่อยดีนักก็เลยพยายามอ่านของเก่าเก่าเก่าอยู่ครับ ,

http://www.economist.com/theworldin/forecasts/displayStory.cfm?story_id=14888200

อ่านทางโลกแล้ว ,ว่างสะดวกกายสะดวกใจมีโอกาสลองฟังธรรมมะ + ดูรูปเช้าวันอาทิตย์กันครับ ,
(เสียงธรรมเทศนา ชุด ตัวกู-ของกู = อยู่ด่านล่างซ้ายของเวบ link)

http://www.buddhadasa.com/index.html
http://www.rosenini.com/suanmokkh/chaiya/index.htm

วิจิตรา
December 13, 2009 at 08.45 AM

คุณตอโต้ง Hello Hello เจอเป็นท่านที่ 3 ดีใจค่ะ ขอบคุณนะ

MAY
December 13, 2009 at 09.06 AM

วันศุกร์ก็เห็นคุณวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล มาที่ monelchannel ได้ดูอยู่ค่ะ
แต่ว่าไปดูที่เขาบอกค่ะ เขาว่า 600-800 จุด กว้างมากค่ะ ไม่ถูกก็แย่แล้วค่ะ
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/HardTopics/tabid/109/newsid569/104146/Default.aspx

ตอโต้ง
December 13, 2009 at 09.14 AM

Hello Hello คุณวิจิตรา ,ขอไปซุกตัวก่อนนะครับ ,สบายดีนะครับ

            |     
          |     
          |     
        (-_-) … ซุกตัวอยู่ในซอกหลืบของสังคมด้วย…..แขนที่หักเข้าเฝือกอยู่….5555หายไวไวนะลุง
        (∩∩)────────────────
     /(-_-)(-_-)(-_-)(-_-)(-_-)(-_-)(-_-)(-_-) 
   /   (∩∩) (∩∩) (∩∩) (∩∩)(∩∩) (∩∩) (∩∩) (∩∩) … ขอซุกตัวด้วย..
  /

ลุงเฮ้าส์
December 13, 2009 at 10.43 AM

ตอโต้ง เขียนเมื่อวันที่ 13.12.2009 เวลา 09:14 น
ซุกตัวอยู่ในซอกหลืบของสังคมด้วย…..แขนที่หักเข้าเฝือกอยู่
55555 ๕๕๕๕๕๕๕๕๕ ห้่าห้่าห้่าห้่าห้่าห้่า fivefivefivefivefive
สร้างสรรค์มากๆ

B
December 13, 2009 at 08.12 PM

เวลาผ่านมาก็พิสูจน์ว่าเรื่องเงินๆทองๆ ฟรั่งเอง ไม่ได้เก่งนัก ส่วนตัวผมว่าวิธีมันผิดครับผม
ตามใจกิเลสมาก สังคมอยากด่าใคร วิธีคิดตัวเองเป็นใหญ่ จะได้ประชาธิปไตยปนกิเลสมาด้วย
ตามใจมาก free sex มาก ป้อยอมาก การตลาดมาก ล่อให้เขามาสร้างยอดขายให้เรามาก
http://www.fungdham.com/fable/fable04.html

หากมองดูความเป็นจริงในข้อที่ว่าควายป่าจอมมหิงษาตัวนี้สมควรจะให้ชาวบ้านร่วมมือกันกำจัดย่อมเป็นการถูกต้องและเหมาะสมแล้ว เพราะมันคือตัวการที่สร้างความเดือนร้อนแก่ผู้คนก่อน ความคะนองลำพองของมันทำให้สัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงไว้ใช้งาน คือช้าง, ม้า, วัว, ควายของชาวบ้านบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก เมื่อวัว, ควายบาดเจ็บเจ้าของใช้งานใช้ให้ทำประโยชน์ไม่ได้ก็ย่อมทำให้เขาโกรธแค้นเป็นธรรมดา และสมควรอย่างยิ่งที่ต้องกำจัดหรือฆ่ามันเสียเพื่อหยุดยั้งเภทภัยเพียงเท่านี้

แต่เรื่องของ “กรรม” เป็นเรื่องละเอียดอ่อนซับซ้อนยากยิ่งที่ผู้ใดจะหยั่งรู้ได้ นอกจากพระสัพพัญญูองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น เพราะสัตว์โลกซึ่งยังมิอาจข้ามพ้นห้วงแห่งโอฆะได้ย่อมเกิดตายเวียนว่ายอยู่เช่นนี้มิรู้กี่แสนกี่ล้านชาติ และแต่ละอดีตชาตินั้นก็ได้สร้างกรรมทั้งกุศลและอกุศลคละเคล้ากันไป พลังแห่งกรรมในแต่ละภพชาตินั้นๆย่อมส่งให้มาเกิดพร้อมทั้งมีกรรมดีกรรมเลวผูกพันร้อยรัดอยู่อย่างแนบแน่น และต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้นตามแต่กำลังแห่งกรรมใดจะส่งผลก่อนหรือส่งผลทีหลัง

บรรดาศิษย์ทั้งหลายรุ่นเดียวกันเห็นอหิงสกะกุมารมีความรู้ความสามารถล้ำหน้าไปกว่าพวกตนมากมายหลายเท่านักต่างก็เกิดความอิจฉาริษยาไม่ปรารถนาให้อหิงสกะได้ดีกว่าตนจึงแอบตกลงกันใส่ความใส่ไฟป้ายความผิดแก่อหิงสกะกุมาร โดยเวียนกันไปบอกแก่พระอาจารย์ว่าอหิงสกะกุมารมีจิตกำเริบ มักใหญ่ใฝ่สูง ถือว่าตัวเองมีความเก่งกล้าสามารถเทียบเท่าพระอาจารย์คิดจะตั้งตนเป็นเจ้าสำนักเสียเอง และกำลังหาทางสังหารอาจารย์อยู่เพื่อที่ว่าตนเองจะได้เป็นใหญ่แต่ผู้เดียว

ตอนแรกพระอาจารย์ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่บรรดาลูกศิษย์วนเวียนกันเข้าไปเป่าหูใส่ร้ายอหิงสกะกุมารไม่ขาดระยะ ความหนักแน่นมีเหตุมีผลจึงสั่นคลอนอารมณ์ริษยาไม่อยากให้ใครได้ดีกว่าตนพลอยกำเริบตามคำยุยงของพวกศิษย์ขี้อิจฉาพระอาจารย์ก็คิดกำจัดอหิงสกะกุมารให้ตายไป แต่จะสังหารอหิงสกะอย่างเปิดเผยก็กลัวจะถูกครหาเป็นที่เสื่อมเสียเกียรติคุณว่าเป็นอาจารย์สังหารลูกศิษย์จึงทำอุบายเรียกอหิงสกะกุมารมาพบแล้วบอกว่า “ข้ามีมนต์บทหนึ่งชื่อว่า “วิษณุมนต์” ถ้าเรียนสำเร็จจะมีฤทธิ์ปราบได้ทั้งไตรภพ คือมนุษย์ เทวดา พรหม ไม่มีใครสู้ได้ลูกศิษย์ทั้งหลายนอกจากเจ้าไม่มีผู้ใดเหมาะสมจะเรียนมนต์บทนี้นอกจากเจ้า เจ้าต้องการเรียนหรือไม่”

http://www.dhammakid.com/board/index.php?topic=2222.0
บางครั้งความร้ายกาจของคนมันก็ทำให้อะไรๆแย่ลงด้วยเช่นกัน ท้ายสุดท่านก็ถูกขว้างปาด้วยก้อนหินไม่หยุดหย่อน
ท้ายสุดก็กลับตัวได้ซะที จบด้วยประการฉะนี้ครับ ค่อยๆผ่อนผันขอขมา ขอโทษ ขออภัย หลบบ้าง
หลีกบ้าง ขอขมาบ่อยๆ ขออภัยให้เยอะๆๆๆๆ ทำบุญ ตั้งตัวตั้งใจใหม่ ทำดีให้มากๆๆๆ

อย่าไปยุ่งกับบ้านเมือง วัฒนธรรมเขาให้มาก ให้เขามีส่วนได้เลือกว่าเขาอยากได้อะไร ทุกศาสนาสอนไม่ต่างกัน
หรอกครับ มันขึ้นกับเรา ผู้มีอำนาจจะเข้าไปบิดเบือนศาสนามากแค่ไหน นานๆไปถึงต้อง สังคยานา คำสอนต่างๆ
ทุกๆศาสนา

ขอให้ทุกท่านโชคดี

รติ
December 14, 2009 at 06.36 AM

ขอบคุณครับ ข้อมูลดีจัง^^

รติ
December 14, 2009 at 06.37 AM

วันนี้โชคดี เฮงๆๆ ทุกท่านค๊าพ….^^

ตอโต้ง
December 14, 2009 at 02.22 PM

ขอบคุณครับคุณรติ , มาเฝ้าพระอาทิตย์ขึ้นที่ที่ทำงานเหมือนเดิมนะครับ ,
สงสารลูกน้องคุณรติจัง 5555 “นายมาแต่เช้าอีกแล้ว” !

ลุงเฮ้าส์
December 14, 2009 at 04.23 PM

**** สรุปข่าว ว่าด้วยการ Correction ประจำวันที่ 091214
ผมใช้เขียนด้วยลายมือ แล้ว upload ไปไว้ เพื่อนๆ คนไหยสนใจ คงต้องรบกวนให้ไปโหลดลงมากันเอง
http://rapidshare.com/files/320635263/091214.pdf

“้ขออภัยที่ต้องส่งในรูป pdf ในช่วงนี้ไปก่อน เพราะช่วงนี้แขนมีปัญหา”

ลุงเฮ้าส์
December 14, 2009 at 04.31 PM

การ Download โดย Rapidshare
1. เตรียม Web Link ที่ได้รับมา เช่น http://rapidshare.com/files/29758459/HS__.mpg
2.เปิด Browser ที่เราใช้อยู่ เช่น Internet Explorer , Opera , Firefox แล้วป้อน Web
Link ที่ได้ ลงในช่อง Address Bar
3.จะเข้าสู่เว็บไซต์ของ rapidshare ให้คลิ้กที่ปุ่ม Free User
4.รอจนเวลานับถอยหลังถึง 0
5.กดปุ่ม download
6.เลือกที่เก็บไฟล์
7.รอ
8.เปิดอ่าน
9.นึกขอบใจคนทำ ,ฮี่

ลุงเฮ้าส์
December 14, 2009 at 08.35 PM

อันนี้เป็น คลิป วีดีโอ ที่ตัดมาจากรายการ money wake up ตอนเช้า เรื่องค่าเงินหยวน (ดร.ออสตินมั้ง)
http://rapidshare.com/files/311298394/Yuan_in_the_coming_future_chunk_1.avi

ลุงเฮ้าส์
December 14, 2009 at 08.40 PM

http://rapidshare.com/files/273419676/090130_Gold_Future_Seminar.wav
อันนี้เป็นสัมมนาเรื่องโกลด์ฟิวเจอร์ ชอบอันนี้ เพราะตอนนั้น มีปัญหาร้านทองแถวเยาวราช กักตุนทอง ไม่ปล่อยให้ผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมนี พอจัดสัมมนา ก็เลยซัดกันยกใหญ่ ผู้ฟังได้ประโยชน์มาก

รติ
December 15, 2009 at 06.44 AM

สวัสดิ์ดีตอนเช้าครับ ลุงเฮ้าส์ เดี๋ยวขะลองฟังที่ลุงเอามาฝากนะ
ขอบคุณครับ^^

ลุงเฮ้าส์
December 15, 2009 at 02.49 PM

**** สรุปข่าว ว่าด้วยการ Correction ประจำวันที่ 091215
http://rapidshare.com/files/321077576/091215.pdf

Plearn
December 15, 2009 at 03.58 PM

สวัสดีค่ะ คุณลุงเฮ้าส์

ขอบคุณมากค่ะ ที่กรุณามาค่ะ

รติ
December 16, 2009 at 07.04 AM

สวัสดิ์ดีตอนเช้าๆครับ ทุกท่าน^^

ผมมีโอกาสได้ฟังผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟัง มีโอกาสก็อยากเอามาเล่าที่นี่บ้างครับ
คือ ในเนื้อหา ที่เราคุยกัน เราคุยเรื่องปัญหาของการบริหารงานบุคคล คือ แกเล่าว่า มีผู้จัดการใหม่คนหนึ่ง เข้ามาในองค์กร และได้มีการปรับเปลี่ยนการทำงานบางอย่าง มีการจับผิดและเฝ้าระวัง ในเรื่องการทำงานของพนักงาน เรื่องบางเรื่องที่ไม่ใช่งานในหน้าที่ ที่กำกับและดูแล ก็จะเข้าไปวุ่นวายไปหมด จนเกิดปัญหา พนักส่วนใหญ่เริ่มรวมตัว เริ่มที่จะคิดหยุดงาน เพราะรับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบเริ่มมากขึ้น เรื่อยๆ แต่ความที่ ผู้จัดการเป็นคนคนของกรรมการท่านหนึ่ง เลยลำบากที่จะทำอะไรให้มันเด็ดขาด ส่วนแกเอง ก็รักบริษัทมาก เพราะอยู่มานานตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท จึงรู้สึกเจ็บปวด แกมั่นใจมาก ว่าหากมีปัญหาแบบนี้เรื่อยๆ คงแย่แน่ๆ

ผม แนะนำอะไรแก ไม่ได้มากเพราะด้วยวัยวุฒิที่น้อยกว่า และก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ได้แต่รับฟัง และเป็นกำลังใจให้แก ผมเล่าเรื่องหนึ่งให้แกฟัง ผมเคยเข้าไปบริหารรีสอร์ทแห่งหนึ่ง วันแรกที่ผมเข้าไป รีสอร์ทนี้มีคนงาน หลายสิบคน แต่ละวันก็จะมีลูกค้าค่อนข้างเยอะมาก คนงานต่างจังหวัดจะดื่มเหล้าก่อนมาทำงานกันทุกคน กลิ่นจะแรงมาก เลยตัดสินใจทันทีในวันนั้น ห้ามพนักงานดื่มเหล้าก่อนมาทำงาน หากใครฝ่าฝื่นจะตัดค่าแรง และไม่ให้เข้าทำงาน
ปรากฎว่า วันถัดมา พนักงานหายไป วันละ 4-5 คน คนงานที่ยังมาทำงานอยู่ก็ขาดประสิทธิภาพ ผมงงมาก ไม่เข้าใจว่า ไม่ดื่มเหล้า นี่มันทำให้คนเราไม่ทำงานเลยหรอ พวกเขาไม่ห่วงเรื่องปากท้องหรอ? ปัญหานี้ผม ไม่เข้าใจ ผมเลยเรียกคนงาน เข้ามาคุย จึงเข้าใจว่า พวกเขาต้องดื่มเหล้า(เหล้าขาว) 1 เป็ก ถึงจะมีแรงทำงาน ไม่งั้นทำงานไม่ได้ มันปวดกระดูก เขาอธิบายแบบนี้ ,โอ้โฮ ผมฟังแล้วตกใจ จากนั้นมา ต้องจัดต่ำแหน่งคนงานเสียใหม่ หันมาศึกษาวัฒนะธรรมพวกเขาให้มากขึ้น จนดีขึ้นเรื่อยๆ

ผมเล่าเรื่องนี้ให้แก ฟัง เพื่อแลกเปลี่ยนกัน คือเรื่องนี้ผม อธิบายให้แกฟังว่า การจะเข้าไปบริหารงานที่ไหนก็ตาม ผมจะพึงจำไว้เลยว่า ต้องเรียนรู้ศึกษาวัฒนธรรมองค์กรพวกเขาก่อน ต้องส่งเสริมในส่วนที่ดี ส่วนที่ขาดให้เติม ส่วนที่เป็นปัญหาอยู่ต้องเข้าไปแก้ไขร่วมกัน

เรื่องบริหารงานบุคคลไม่ง่ายครับ ต้องอดทน วันหลังผมจะมาเล่าเรื่องสนุกๆให้ฟังอีกนะครับ

ขอบคุณ^^

ลุงเฮ้าส์
December 16, 2009 at 04.01 PM

**** สรุปข่าว ว่าด้วยการ Correction ประจำวันที่ 091216

http://rapidshare.com/files/321541579/191216.pdf
“้ขออภัยที่ต้องส่งในรูป pdf ในช่วงนี้ไปก่อน เพราะช่วงนี้แขนมีปัญหา”
วันนี้ไม่ค่อยมีอะไรมาก มีแค่ 2 หน้าเอง ดูเหมือนทุกคนจะ focus ไปที่ผลประชุม fomc

สโรชา
December 16, 2009 at 10.14 PM

“ตลาดหุ้นปี 2553″

สวัสดีครับ วันนี้ผมขอเขียนถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยในปี 2553 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่ายังดูค่อนข้างยาก ถึงแม้สภาวะเศรษฐกิจทั้งของไทยและของโลกจะมีความชัดเจนขึ้นมาก และหลายๆ ประเทศรวมทั้งไทยได้ออกจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปแล้วเมื่อไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา แต่การที่ราคาหุ้นได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 58% นับตั้งแต่ช่วงต้นปี และถ้านับจากจุดต่ำสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยได้ปรับเพิ่มขึ้นถึง 72% แล้ว ทำให้การคาดการณ์ทิศทางตลาดในปีหน้าทำได้ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะถ้าดูจากค่า Forward P/E Ratio (ค่า P/E ที่ใช้ประมาณการกำไรในปีหน้าเป็นตัวหาร) ที่อยู่ที่ประมาณ 11 เท่า ซึ่งเป็นค่า P/E ที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ราคาหุ้นได้สะท้อนถึงภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและผลประกอบการไปมากแล้วหรือยัง?

ประเด็นที่ถูกกล่าวขานถึงอยู่บ่อยครั้งในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา และน่าจะเป็น 3 ปัจจัยหลักที่จะกำหนดทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกในปีหน้าก็คือ 1) ปริมาณสภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินโลก 2) แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก โดยเฉพาะของสหรัฐ และ 3) ความยั่งยืนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ผมได้เขียนไว้ในเดือนที่แล้วว่าเหตุผลหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวอย่างรุนแรงในปีนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการฉีดสภาพคล่องจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและตลาดเงิน โดยธนาคารกลางของหลายๆ ประเทศ อาทิเช่น สหรัฐ สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจาก US Subprime Mortgage Crisis และ Global Financial Crisis แต่การที่เม็ดเงินส่วนใหญ่เหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการลงทุนเพิ่มขึ้นของภาคธุรกิจ ทำให้สภาพคล่องส่วนเกินนี้ไหลเข้าสู่ตลาดทุนแทน และทำให้ปี 2009 กลายเป็นปีที่ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัวสูงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

นอกจากปริมาณสภาพคล่องที่มากมายแล้ว ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ รวมทั้งของไทยยังได้แรงสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ทั้งดอกเบี้ยระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งเมื่อบวกกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดไว้ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่แย่น้อยกว่าที่คาด ทำให้ปีนี้กลายเป็นปีทองของนักลงทุนทั่วโลกโดยไม่ได้ตั้งใจ ถ้าจะให้สรุปง่ายๆ ก็คือ Bull Market (ตลาดกระทิง) รอบนี้ เกิดขึ้นได้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะอานิสงส์จากนโยบายการเงินของธนาคารกลางชาติต่างๆ ที่อัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบ

สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกเป็นกังวลมากที่สุดในช่วงนี้ก็คือ Exit Plans ของธนาคารกลางชาติต่างๆ Exit Plans ที่ว่านี้ก็คือการหยุดอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ และเริ่มดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งแน่นอนการทำลักษณะนี้ ผลที่ตามมาก็คือสภาพคล่องส่วนเกินในระบบจะลดลงและดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรจะปรับขึ้นทันที ดอกเบี้ยระยะสั้นก็มีโอกาสปรับสูงขึ้นเช่นกัน ถ้านักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะต้องเริ่มปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจจะสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ก็ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น

แต่ Exit Plans ที่ว่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นยาวที่ต่ำสุดปัจจัยที่ถูกพูดถึงมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ทุกครั้งที่ดูเหมือนตลาดทุนจะเริ่มกังวลกับเรื่องนี้ Fed (ธนาคารกลางสหรัฐ) ก็มักจะออกมาสร้างความมั่นใจกับตลาดเสมอว่าจะยังคงใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำไปอีกระยะหนึ่ง เพราะความเสี่ยงของเศรษฐกิจยังมีค่อนข้างสูง ซึ่งก็ทำให้นักลงทุนคลายกังวลเรื่อง Exit Plans ของ Fed ไปได้ทุกครั้ง และทำให้ตลาดหุ้นโลกยังอยู่ในขาขึ้นมาจนทุกวันนี้

แต่ที่ผมเป็นห่วงก็คือ Fed คงไม่สามารถที่จะดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายนี้ไปได้ตลอดทั้งปีหน้า โดยเฉพาะถ้าTrend ของอัตราการว่างงานในสหรัฐยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า Fed อาจจะต้องเริ่มทำ Exit Plans อย่างจริงจังภายในไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า และอาจจะเป็นไปได้อีกว่า Fed จะต้องเริ่มขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds Rate) ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า ที่น่าสนใจก็คือ ถ้าเราดูจากสถิติย้อนหลัง จะพบว่าช่วง 3-4 เดือนแรกของการขึ้นดอกเบี้ย Fed Funds Rate ผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐจะมีเพียง 2 อย่าง คือ อยู่กับที่ หรือไม่ก็ปรับลดลง

ไม่เพียงแต่สหรัฐเท่านั้น ที่จะต้องทำ Exit Strategies หรือดำเนินนโยบายทางการเงินที่รัดกุมมากขึ้นในปีหน้า แต่ธนาคารกลางเกือบทุกประเทศโดยเฉพาะใน Asia ก็จะต้องลดปริมาณสภาพคล่องและปรับดอกเบี้ยขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะ จีน เกาหลีใต้ น่าจะเป็นประเทศแรก ๆ ใน Asia ที่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายและอาจจะเริ่มทำในไตรมาสแรกที่จะถึงนี้เลย

ซึ่งถ้าสภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินโลกลดลง อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกไม่สามารถสร้าง Positive Surprise ให้กับตลาดอีกต่อไป ผมคิดว่าน่าจะเป็นการยากที่จะเห็นตลาดหุ้นทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้นในระดับ 50-60% แบบปีนี้อีก แต่โอกาสที่จะเห็นตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้นยังมีอยู่ เนื่องจากค่า Forward P/E Ratio ของตลาดหุ้นส่วนใหญ่ ถึงแม้จะอยู่ใกล้เคียงหรือสูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยในอดีตเล็กน้อย ก็ยังไม่ได้จัดว่าสูงจนเกินไป แต่ Potential Upside ของตลาดหุ้นส่วนใหญ่น่าจะใกล้เคียงกับ EPS Growth ของปีหน้า เช่น ของตลาดหุ้นไทยก็น่าจะอยู่ประมาณ 15% ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลข Recurring EPS Growth ของปี 2553 ที่ประมาณการโดยสำนักวิจัย ทิสโก้ ที่ 14%

ตัวแปรสำคัญก็คือ Timing ในการทำ Exit Strategies ถ้า Fed ยังคงเป็นห่วงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ และไม่รีบร้อนทำ Exit Strategies โดยใช้วิธีค่อย ๆ ดึงสภาพคล่องออกจากระบบ ก็มีความเป็นไปได้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกอาจจะปรับเพิ่มขึ้นได้มากกว่าระดับของ EPS Growth ในทางกลับกัน โอกาสที่จะเกิด Correction ในปีหน้าก็ยังมีอยู่ ถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวตามคาด หรืออัตราดอกเบี้ยระยะยาวเพิ่มขึ้นสูงมาก แต่ก็ไม่น่าจะเป็น Correction ที่รุนแรงมากนัก น่าจะเป็นลักษณะของ Bull Market Correction หรือการพักฐานเพื่อปรับขึ้นต่อไปมากกว่าที่จะเป็น จุดเริ่มต้นของ Bear Market

พบกันใหม่ปีหน้าครับ สวัสดี

คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ค่ะ

แปะมาฝากค่ะ เห็นว่าค่อนข้างเป็นมุมมองอีกมุมที่ดีค่ะ (ส่วนตัวนะค่ะ)

ปล คุณลุงเฮ้าส์ ขยันมากค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

สโรชา
December 16, 2009 at 10.18 PM

คุณรติ การบริหารบุคคลยากมากค่ะ และแม้แต่การทำงานให้เข้าทีเข้าทางไม่ง่ายค่ะ
ก็ต้องปรับตัวให้เหมาะสม ถ้าว่างจะมาเล่าบ้างขอบคุณค่ะ

หายไปนานเลย อิอิ แต่ขอบคุณอีกทีค่ะ ต้องทำการบ้านช่วยลุงเฮ้าส์หน่อย
แต่ไม่มากอะไรเพราะว่ามันจะสิ้นปีแล้วค่ะ

สโรชา
December 16, 2009 at 10.45 PM

“กองทุนรวมหุ้น”

เมื่อสัปดาห์ก่อนหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ลงข่าวเกี่ยวกับกองทุนหุ้น โดยสาระสำคัญอยู่ที่ว่า คนไทยไม่ใคร่นิยมลงทุนในกองทุนหุ้นเท่าใดนัก จากตัวเลขจำนวนกองทุนหุ้นทั้งหมด 105 กอง พบว่า กองทุนที่มีขนาดใหญ่กว่า 1,000 ล้านบาท มีเพียง 12 กองทุน และเม็ดเงินส่วนใหญ่เพียงพันล้านต้นๆ

ในขณะที่กองทุนหุ้นที่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท มีจำนวน 16 กองทุน และกองทุนหุ้นส่วนใหญ่ หรือ 62 กองทุน มีพอร์ตขนาด 100-500 ล้านบาท นอกจากความไม่สนใจลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแล้ว เนื้อข่าวยังบอกด้วยว่า คนที่ซื้อหน่วยลงทุนหุ้น มักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับฝีมือการลงทุนของผู้จัดการกองทุน แต่เน้นที่ความสะดวกในการซื้อขายและค่าธรรมเนียมในการบริหารที่ถูกมากกว่า

ผมเองเห็นด้วยกับข้อสรุปข้างต้น และน่าจะเป็นเหตุผล ที่ทำให้กองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดส่วนใหญ่ กลายเป็นกองทุนหุ้นที่บริหารโดยบริษัทจัดการกองทุนในเครือธนาคารพาณิชย์ ที่มีสาขากว้างขวาง และเป็นกองทุนที่อิงดัชนี นั่นคือ เป็นกองทุนที่ไม่ต้องคัดเลือกหุ้น แต่ซื้อตามสัดส่วนของหุ้นที่อยู่ในดัชนี เช่น กองทุนที่อิงกับหุ้นใน SET 50 เป็นต้น นอกจากนั้นผมยังมีข้อสังเกต และข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนหลายประการดังต่อไปนี้

ข้อแรกที่ทำให้บริษัทจัดการการลงทุน ไม่สามารถทำผลงานได้โดดเด่น ผมคิดว่าอยู่ที่โครงสร้างการทำงานของผู้จัดการกองทุน โดยความเข้าใจของผม ก็คือ เวลาจะลงทุนในหุ้น เขาจะจัดการกันในรูปแบบของ “คณะกรรมการการลงทุน” นั่นก็คือ จะต้องมีคนนำเสนอหุ้นที่น่าสนใจให้กับคณะกรรมการการลงทุน เพื่อพิจารณาอนุมัติ หลังจากนั้น จะมีคนไปทำการซื้อขายตามมติที่ได้รับ

ผลงานที่ออกมาของกองทุนแต่ละกอง ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ฝีมือของผู้จัดการกองทุนคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลงานรวมๆ ของการจัดการของคณะกรรมการการลงทุนของบริษัท ซึ่งอาจดูแลการลงทุนในกองทุนหุ้นหลายๆ กองด้วย เห็นได้จากรายชื่อหุ้นที่เหมือนๆ กันในกองทุนหุ้นเกือบทุกกองที่บริษัทบริหาร

ประเด็น ก็คือ การลงทุนในหุ้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของศิลปะค่อนข้างมาก การใช้ “คณะกรรมการ” มาทำงาน “ศิลป์” โอกาสที่จะทำได้ดีโดดเด่นยากมาก เปรียบเหมือนกับการวาดภาพศิลปะ ถ้าเราเอาคณะกรรมการมาเป็นคนกำหนดแล้วให้ศิลปินมาวาดภาพตามที่ต้องการ

แบบนี้โอกาสที่เราจะได้ภาพที่เป็นมาสเตอร์พีชก็คงไม่มี อย่างมากได้ภาพกลางๆ ที่อาจจะไม่แย่มาก แต่จะไม่มีทางโดดเด่น ว่าไปแล้ว ในตลาดหุ้นไทย เรายังไม่เคยมี “ผู้จัดการการลงทุนจริงๆ” ที่เป็นคนเลือกหุ้นลงทุนที่มีชื่อเสียงเลย ผู้จัดการบริษัทจัดการการลงทุนหรือ “หัวหน้าผู้จัดการการลงทุน” ที่เปิดตัวต่อสาธารณชนนั้น เกือบทั้งหมดดูเหมือนว่าจะเป็น “หนึ่งในคณะกรรมการการลงทุน” ที่ไม่ได้ไปสัมผัสกับการวิเคราะห์หุ้นจริงๆ พูดง่ายๆ บ้านเราไม่มี ปีเตอร์ ลินช์ หรือบิล มิลเลอร์ เมืองไทย และเราก็ไม่เคยมีกองทุนที่โดดเด่นที่คนต้องเอาเงินมาลงทุนอย่างกองทุน ไฟเดลลิตี้

แน่นอนว่าในบางช่วงบางตอน กองทุนบางกองของบางบริษัทโดยเฉพาะที่เป็นกองเล็กๆ อาจจะมีผลงานการลงทุนโดดเด่นมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปและกองทุนอาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ผลงานการลงทุนก็มักจะกลับมาสู่สภาวะปกติหรือแย่ลงทำให้คนที่เข้าไปลงทุน หลังจากเห็นผลงานที่ดีเยี่ยมต้องขาดทุนหรือผิดหวัง

นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ในทางวิชาการเราเรียกว่าผลงานที่โดดเด่นนั้นเป็นเรื่อง “บังเอิญ” ไม่ได้เกี่ยวกับฝีมืออะไรทั้งสิ้น ถ้าจะเป็นเรื่องของฝีมือแล้ว กองทุนควรจะต้องมีผลตอบแทนที่ดีเหนือกว่าตลาดอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งเป็นที่น่าเสียใจว่ายังไม่มีกองทุนไหนทำได้

ระบบการจ่ายผลตอบแทน ก็ไม่เอื้อให้เกิด “มืออาชีพ” ที่โดดเด่นในการบริหารการลงทุน เพราะคนที่มีฝีมือดีจริงๆ และบริหารจนกองทุนได้กำไรมากๆ แต่ตนเองก็คงไม่ได้ผลตอบแทนมากมายอะไรนัก อย่างมากอาจได้โบนัสเพิ่มอีกสักเดือนสองเดือน ดังนั้น ถ้าเขาเก่งจริง เขาน่าจะออกไปบริหารเงินของตนเองจะดีกว่า

นอกจากนั้น ระบบการบริหารแบบบริษัทจัดการการลงทุน ผมคิดว่าจะสร้างนักลงทุนฝีมือเยี่ยมได้ยาก เพราะทุกอย่างดูเหมือนมีกฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้ออำนวยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างเป็นอิสระจริงๆ ตัวอย่างง่ายๆ ก็เรื่องของหุ้นที่ลงทุนได้นั้น ข้อห้ามอาจจะรวมถึง สภาพคล่องของหุ้น บริษัทจะต้องมีกำไร ขนาดของบริษัทที่ต้องไม่เล็ก เป็นต้น

เหนือสิ่งอื่นใด ก็คือ ผู้บริหารกองทุนจะทำอะไรที่ “เสี่ยง” ไม่ได้ แม้ว่าจะเป็น “ความเสี่ยงที่ไตร่ตรองดีแล้ว” ว่าที่จริงเขาก็ไม่รู้จะเสี่ยงไปทำไม เพราะถ้าเสี่ยงแล้วสำเร็จก็ได้แต่คำชม แต่ถ้าพลาดอาจจะตกงานหรือโดนสอบสวน

ผลจากความล้มเหลวในการสร้างนักบริหารการลงทุนมืออาชีพในตลาดหุ้นไทย ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดจากตัวเลขจำนวนเม็ดเงินลงทุนในหุ้นของบริษัทจัดการการลงทุน กองทุนหุ้นที่มีการจัดการหรือเลือกหุ้นนั้นมีขนาดเล็กมากอย่างไม่น่าเชื่อ กองที่ใหญ่ที่สุด ส่วนใหญ่มีเม็ดเงินในพอร์ตเพียงระดับพันล้านบาทต้นๆ เทียบกับนักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่หลายรายในตลาดแล้ว ดูเหมือนว่ากองทุนจะไม่ใหญ่กว่าเลย

ในขณะที่ตลาดหุ้นอย่างในอเมริกา แม้แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ถือว่าเป็นคนที่ลงทุนในหุ้นที่ใหญ่ที่สุด แต่ถ้าเทียบกับกองทุนแล้วก็เล็กนิดเดียว ดังนั้น อิทธิพลและอำนาจการซื้อขายหุ้นของกองทุนมีมหาศาล เมื่อเทียบกับส่วนบุคคล ขณะที่ในตลาดหุ้นไทย อิทธิพลของนักลงทุนส่วนบุคคล น่าจะเหนือกว่ากองทุนรวมมาก

สุดท้ายก็คือ คำแนะนำของผมสำหรับคนที่อยากลงทุนในกองทุนรวมหุ้น คำแนะนำ ก็คือ ข้อแรก พยายามใช้ประโยชน์จากการที่รัฐให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยเฉพาะการลงทุนซื้อ LTF และ RMF เพราะนี่จะช่วยให้เรามีแต้มต่อในการลงทุนแม้ว่าฝีมือในการบริหารกองทุนจะไม่ดีนักเราก็น่าจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่า

ข้อสอง ถ้าจะลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ควรลงทุนในกองทุนหุ้นที่อิงดัชนีซึ่งไม่ต้องอาศัยฝีมือผู้บริหาร และควรเลือกผู้จัดการที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด

ข้อสาม อย่าพยายามตามหากองทุนที่กำลัง “ร้อน” ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นประเภทไหน เพราะจับเข้าไปก็คงถูก “ลวก” มากกว่า

สุดท้าย ถ้าเรามีความรู้บ้างและมีเงินลงทุนระดับหนึ่งเช่นหนึ่งล้านบาทขึ้นไป เราสามารถสร้างพอร์ตลงทุนส่วนตัวที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนคล้ายๆ กับกองทุนรวมหรือตลาดหลักทรัพย์แต่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการบริหารปีละประมาณ 2% ได้ไม่ยาก

เหตุผล ก็คือ เราสามารถกระจายการถือหุ้นได้ค่อนข้างกว้างขวางเป็นสิบๆ ตัวโดยที่เม็ดเงินลงทุนและต้นทุนในการซื้อขายหุ้นแต่ละตัวนั้นค่อนข้างจะต่ำ ดังนั้น เราสามารถเลียนแบบกองทุนรวมได้ไม่ยาก ไม่เหมือนการลงทุนในอเมริกาที่คุณไม่สามารถซื้อหุ้นได้มากตัวถ้าพอร์ตคุณเล็ก

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

แปะมาฝากค่ะ เห็นว่าค่อนข้างเป็นมุมมองอีกมุมที่ดีค่ะ (ส่วนตัวนะค่ะ)

ปล อยากให้อ่านดูค่ะ เพราะว่า ดีค่ะ
ทั้งคุณไพบูลย์ และ ดร นิเวศน์ ส่วนตัวว่าค่อนข้างดีค่ะ

The Grass Shoes
December 17, 2009 at 01.14 AM

บอกบุญเพื่อนๆครับผม พระเดชพระคุณ พระพรหมโมลี ท่านอยากสร้างกุฎิพระเพื่อปฎิบัติธรรมเพิ่มขึ้นจากเดิม
ส่วนตัวจากผู้เขียน ท่านเป็นพระที่ปกครองคณะสงฆ์ภาคที่ 1 คือ วัดทุกเขตทั่วกรุงเทพ( ไม่แน่ใจว่ารวมทั้งปริมณฑล ด้วยหรือไม่ )
ท่านมีดำริในการสร้างศูนย์ปฎิบัติธรรม เพื่อสร้างพระนักสอนปฎิบัติธรรมทั่วประเทศ โดยคัดพระตัวแทนทั่วประเทศ เขตละ 5 คน เข้าคอร์ส 8 เดือน
ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าถ้า เราได้มีส่วนให้พระภิกษุได้บรรลุธรรม ซัก 1 รูปคงได้บุญมาก นี่พระทั่วประเทศถ้ามีดวงตาเห็นธรรม แล้วกลับไปสอน ฆาราวาสอีกหลายๆทอด
คิดว่าจะได้บุญไม่มากก็น้อย จึงเชิญชวนเพื่อนๆ ร่วมสมทบทุนครับผม

http://watsiriphong.org/index.php/2009-05-10-16-44-38

http://www.phichaiyat.com/important4.html
http://www.phichaiyat.com/history2.html

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ขอเชิญร่วมทำบุญอีกที่ คือที่โคราชครับ สร้างพระพุทธรูปปางนาคปรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อน้อมถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้มีพระชนม์มายุยิ่งยืนนาน
ส่วนตัวท่านมีบุญมากครับผม ชะรอยจะสำเร็จธรรมขั้นสูงนะครับ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเราก็ชะรอยจะสำเร็จธรรมขั้นสูงเช่นกัน) ผู้รู้ท่านเล่าให้ฟัง

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000007330
อาจารย์แม่ กล่าวด้วยว่า ทุกอย่างเป็นไปได้เพราะศรัทธา แม่ชีนิมิตหลายครั้ง เกี่ยวกับการหาทางออกให้กับบ้านเมือง ซึ่งทางออกก็คือการสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อน้อมถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้มีพระชนม์มายุยิ่งยืนนาน และเพื่อให้ประเทศไทยและโลกพ้นภัยจากมหันตภัยต่าง ๆ เพื่อให้โลกสงบสุข ซึ่งได้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2551 ณ สำนักปฏิบัติธรรม แม่ชีมโนรา บ้านซับยาง หมู่ 11 ตำบลหนองสาหน่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

“ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาค ทองคำ ทองแดง หรือ ทองเหลือง เพื่อนำไปใช้ในการจัดสร้างฯ สำหรับทองคำ นำไปสร้างเป็นหัวใจซึ่งอยู่ภายในองค์พระ ดวงตาของพระปางนาคปรก สร้างจากพลอยแท้ เคียนพญานาคทั้ง 9 จะเป็นคนละสี อานิสงส์ ของการถวายทองคำ เพื่อนำไปสร้างเป็นหัวใจพระปางนาคปรกในครั้งนี้ 1. ให้มีร่างกายแข็งแรง 2.ป้องกันไม่ให้เป็นโรคหัวใจ 3.อธิษฐานจิตให้โรคภัยไข้เจ็บหาย ผู้ใดประสงค์จะบริจาคบุญใหญ่ในครั้งนี้กับแม่ชีมโนราด้วยตัวเอง จะได้รับเหรียญสาลิกาเรียกทรัยพ์จาก มือพระอาจารย์แม่เป็นที่ระลึก ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ 100/3 อาคาร/หมู่บ้านเพอร์เฟคเพลส ซอยรามคำแหง 164 ถนน รามคำแหง ตำบล/แขวง มีนบุรี อำเภอ/เขต มีนบุรี กรุงเทพ 10510 โทร.086-1141771, 086-5558824 086-5558824, Fax 02-9786784 หรือ

http://www.maeshemanora.com/index.php
http://onknow.blogspot.com/2009/01/blog-post_8397.html

The Grass Shoes
December 17, 2009 at 01.18 AM

สวัสดีครับอาจารย์ เพื่อนๆทุกท่าน คุณ ตอโต้ง คุณ ลุงเฮ้าส์
ไม่ได้เข้ามานานแลย มาบอกบุญครับ เหนื่อยๆ วุ่นๆ ขอให้ผม
ขายของประสบความสำเร็จด้วยเถิดเจ้าพ่อคูณณณณณ ขอให้เงินอย่าได้ขาด
กำไรบู้มๆ แหะๆ ขอมากไปไหมเนี่ย

เพื่อนๆสบายดีไหมครับ ลุงเฮ้าส์ เท้าฮิ้งครับ ไปละครับ รีบๆๆด่วนๆ
ทำงาน ทำบุญ เข้าวัด ชีวิตมีความสุข ขอให้เพื่อนๆมีความสุขมากๆนะครับ

รติ
December 17, 2009 at 06.15 AM

ขอบคุณ คุณสโรชาครับ ^^

วิจิตรา
December 17, 2009 at 11.36 AM

Hello Hello คุณบัว
ว่างก็เเวะมานะค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ที่หามาแปะ ขอไปอ่านก่อนนะ
ตอนนี้นั่งรอดู ดร กอบศักดิ์ ค่ะ 5555
หวังว่าคุณบัว คุณรติ คุณลุงเฮ้าส์ สบายดีนะค่ะ

ลุงเฮ้าส์
December 17, 2009 at 03.40 PM

เฮ้ เพื่อนๆ ลุงเฮ้าส์เห็นตัวเลขแล้ว ตกใจมาก Euro against USD 1.4412 (ย้ำ หนึ่งจุดสี่สี่) ต้นเดือน ยัง ประมาณ 1.50 อยู่เลย
Dollar Index 77.415 ขึ้นไวมาก
อยากจะอธิบายอะไรให้ละเอียดกว่านี้ แต่ไม่ไหว แขนมีปัญหา
ตั้งการด์สูงสูงเข้าไว้ สูงสูงเข้าไว้
เป็นห่วงเพื่อนๆจริงๆ

รติ
December 18, 2009 at 06.14 AM

วันนี้วันศุกร์แล้วครับ เย้ๆๆ ^^

Pimmada
December 18, 2009 at 09.36 AM

คุณลุงเฮ้าส์ ขยันจริงๆค่ะ นับถือค่ะ
ขอบคุณนะ คุณบัว เรื่อง “กองทุนรวมหุ้น” ค่ะ เพิ่งจะเข้าใจ ค่ะ

ลุงเฮ้าส์
December 18, 2009 at 11.48 AM

เฮ้ เพื่อนๆ ตอนแรกว่าจะทำ สรุป correction เมื่อวานกับวันนี้ ให้วันนี้ทีเดียว แต่ปรากฏว่า “งานเข้า” สุดๆ ขออภัยอย่างมาก
แต่ตั้งการด์สูงๆไว้ก่อน น่าจะ correction จริงๆ แล้วล่ะ (เพราะ fed ประกาศชัดเจน้ริ่องการถอนสภาพคล่อง ถ้าใครไม่แน่ใจยังไง ไปดูคลิปที่อาจารย์กอบออกเมื่อวาน

รัตนา
December 19, 2009 at 04.29 PM

เรียนถามอาจารย์กอบศักดิ์ และสมาชิกทุกๆคนที่ทราบค่ะ
จากที่ฟังนักวิเคาราะห์ส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่า กองทุนจากสถาบันในประเทศที่มีเงินจาก RMF & LTF จะเข้าซื้อช่วงก่อนสิ้นปี 2552 ,
ตัวเลขทั้งเดือนธันวาคม 2552 สถาบันซื้อสุทธิ 6,452.23 ล้านบาท
เรียนถามว่า เงินลงทุนของสถาบันสถาบันในประเทศที่มีเงินจาก RMF & LTF มีอยู่ประมณเท่าไรคะ ?,
หรือว่าจะหาตัวเลขได้จากที่ใดคะ,
ขอบคุณอาจารย์กอบศักดิ์มากค่ะที่มีบล็อคให้หาความรู้เรื่องการลงทุนค่ะ

สโรชา
December 19, 2009 at 05.42 PM

ถ้าจะมองเงินที่มา LTF/RMF ส่วนตัวไม่ค่อยทราบ แต่เวลามอง ก็น่าจะ 1.5 หมื่นล้าน ส่วนใหญ่แล้ว
และน่าจะมาแต่ พย แล้ว ก่อนอื่นต้องบอกว่า ส่วนตัวนะค่ะ
กลุ่มกองทุนโดยซื้อสุทธิไปแล้ว 1.16 หมื่นล้านบาทนับตั้งแต่พ.ย.
และมองว่าจะมีเม็ดเงินซื้อเข้ามาอีกในช่วงปลายเดือนจากการซื้อ LTF/RMF อีกน่าจะ 4 พันล้านบาทในช่วงที่เหลือของปี ค่ะ

สโรชา
December 19, 2009 at 05.54 PM

Fed
1 จะค่อยๆชะลอการเข้าซื้อหลักทรัพย์และตราสารหนี้เหล่านี้ และคาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะสิ้นสุดลงภายในไตรมาสแรกของปี 2553 และ

2 จะมีการประเมินช่วงเวลาและปริมาณการเข้าซื้อหลักทรัพย์

3 เริ่มปิดวงเงินสว็อปสภาพคล่องภายในวันที่ 1 ก.พ.และค่อยๆลดวงเงินในโครงการ Term Auction Facility ในช่วงต้นปี 2552 แต่ก็ พร้อมที่จะผ่อนปรนการดำเนิการเหล่านี้หากจำเป็น

4 ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดีขึ้นแล้ว แต่เพื่อที่จะให้เติบโตอย่างยั่งยืนจึงยังคงดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม และจะคงดอกเบี้ยในระดับนี้ต่อไปอีกสักระยะ (ไม่ได้ระบุเวลาที่ชัดเจนออกมา)

5 ส่วนอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดออกมา +1.8% YoY หลังจากที่เดือนที่ผ่านมา -0.2%

ลุงเฮ้าส์
December 20, 2009 at 04.04 PM

พูดเฉพาะแง่ World Fund Flow ,correction stage แน่ๆแล้ว
หลายคนมองว่าการที่สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มลงเพราะ ปิด position ช่วงสิ้นปี (นั้นถูกส่วนหนึ่ง)
แต่ส่วนที่สำคัญกว่าคือ สภาพองค์ประกอบ USD Carry trade ไม่ครบ (เริ่มหยุดการอัดฉีดสภาพคล่อง ตามข้างบนที่คุณสโรชาไล่มา ,แต่หมดมาตรการจริงๆ จบ Q1 ปีหน้า)
โอเค แม้ว่า เป็นการเริ่มทยอยทำ แต่อย่าลืมว่า การถอนสภาพคล่องกลับ ไม่ใช่ทำวันเดียวเสร็จ มันต้องทยอยทำ(พูดถึงเอกชนต่างชาติ ที่กู้มาทำ Carry trade)
พิจารณาจากแง่นี้ ช่วง Q1 ปีหน้า จะเห็นขาลงแบบค่อยๆลง (เอาเฉพาะ World Fundflow มาจับ ไม่รวมส่วนอื่น เช่น การเมือง) และจะมีข่าวร้ายพวกการลด Rating มากระแทกเป็นระลอก แถมภาวะยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นเร็ว ก็จะเข้ามาคลุมจิตใจนักลงทุน ทั้งหมดนี้ทำให้ Q1 ไม่ดี
แต่เทรนด์ระยะกลางถึงยาว จ้าบแน่ เพราะเอเซียคือ เขตเศรษฐกิจที่จะโตต่อไปในช่วงทศวรรษนี้

แคบมาเรื่อง set จากข้างบน เห็นไดว่า q1 มีปัจจัยกดลง แถม ในประเทศเรามีเรื่องมาบตาพุด

Q 1 ควรจะลง (อ้อ เรื่องการเมืองให้ keep in mind ไว้หน่อย เพราะข่าวสับสนมาก แต่ส่วนตัวเชื่อว่า ใน q1 ปีหน้าจบแน่ๆ)

ถ้าให้ผมวิเคราะห์ปนเดาๆ q1 ปีหน้า หุ้นไทยจะลง แล้วหลังจากนั้นจะค่อยๆทยายขึ้นไป และจบสิ้นปีที่ประมาณ 800
ที่เหลือของเดือนนี้ ถ้าจะมีคนซื้อ ก็คงเป็นสถาบัน (ไอ้พวก LTF RMF อะไรพวกนั้นล่ะ ,เรื่องนี้ออกตัวก่อนว่าไม่ชำนาญ)

ปล.ลำบากจริงๆ แขนมีปัญหาไปข้าง พิมพ์ได้ข้างเดียว ค้นพบตัวเองแล้วว่าชอบบล็อกมากมาก (ได้กดแป้นพิมพ์ดีดที ก็รู้สีกมีความสุขที (เข้าใจว่าสารเอ็นดอร์ฟีนหลั่ง) ฮะ ฮ่า ถือว่าเข้าข่ายเป็นโรคภาวะทางจิตทางประสาทหรือเปล่าเนี่ย แต่ ช่างมัน หนุกดี หนุก หนุก (ดีกว่าไปคุยกับ….ตั้งเยอะ นิสัยไม่ดี ไม่ให้เกียรติคนอื่น, อย่าสงสัยเลย กับประโยคท้ายๆ ผมหมายถึงคนข้างบ้านน่ะ โว้ สนุกจริงๆ)

ลุงเฮ้าส์
December 20, 2009 at 04.20 PM

อีกเรื่อง การจะมองตลาดหุ้นออก ต้องมองเศรษฐกิจจริงออก
ผมมองว่า เศรษฐกิจโลก The World will never be the same (when you see through the eye of forrest gump)ท่อนหลังอย่าไปสนผมเพ้อเจ้อน่ะ

หมดยุค บริโภคนิยมแบบเว่อรๆ เพราะประเทศชอบบริโภค อย่าง 3 เกลอ G3 (USA ,Europe, Japan) กระเป๋าขาด
แถมประเทศทางแถบเอเซียนิสัยชอบออมมากว่าชอบใช้ (อย่าเอาความรู้สึกของคนชั้นกลางกรุงเทพเข้ามาจับนิสัยคนเอเซีย ชาติไทยเป็นชาติที่ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ของการเดือดร้อนในระยะใกล้(ล่าอาณานิคม รอด สงครามโลก รอด)
เลยติดบริโภคนิยมแบบอเมริกาอยู่ไม่น้อย (แถมพวกนักเรียนนอกที่เข้าไม่ถึงแก่นของวัฒนธรรมที่ดีๆของฝรั่งก็ชอบเอาสิ่งไม่ดีมาเผยแพร่,นอกเรื่องอีกแล้ว ขนาดแขนไม่ดีนะเนี่ย)
เอาเป็นว่า ฝรั่งไม่มีตังค์จะให้ใช้ เอเซียชอบเก็บ เศรษฐกิจมันก็แค่ไปได้ แต่จะไม่ฟู่ฟ่า(แบบเว่อรๆเหมือนในอดีต)
ตลาดหุ้น ก็จะแค่ไปได้ 800-900 จุด Maximum (1000 จุดอย่าไปฝันหวาน)
ไปละ รักนะจูจุ้บ

ลุงเฮ้าส์
December 21, 2009 at 05.24 AM

ตอบคุณ KIT
ขออนุญาติ ตอบแทนอาจารย์กอบไปพลางๆก่อน เข้าใจว่า เดี๋ยวอาจารย์กอบ ก็จะมาตอบคุณ KIT อีกที
เดิมตั้งแต่แรกๆ ประเทศไทย ไม่ค่อยมีเงิน (จริงๆก็มีอยู่บ้าง ในมือเจ้าของที่ดิน ศักดินาต่างๆ) และเมื่อแรกเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ 1 ในสมัยจอมพลสฤษด์เป็นนายก เราใช้นโยบายพัฒนาประเทศ ด้วยการดูดเงินต่างชาติให้มาลงทุนเป็นหลัก
แล้วก็ทำต่อๆกันมา จนกลายเป็นความเข้าใจว่า เราต้องพึ่งทุนจากต่างชาติเป็นหลัก
แต่ถ้ามาพิจารณาให้ละเอียดแล้ว ระยะเวลาตั้งแต่แผนพัฒ ฉบับ 1 มาจนถึงปัจจุบัน ก็ได้สร้างกลุ่มทุนในเมืองไทยขึ้นมาไม่น้อย (50 ปีที่ผ่านมา จะไม่มีคนไทยคนไหนทำธุรกิจจนรวยบ้างเลยหรือ ) และถ้ามารวมกับกลุ่มทุนศักดินาดั้งเดิม ก็จะบอกได้ว่า คนมีเงินเมืองไทยมีไม่น้อยทีเดียว
อีกทั้ง นายทุนนอกระบบ (คำรวมๆที่ผมใช้เรียกคนที่ทำธุรกิจนอกระบบ และพวกนายทุนตามต่างจังหวัด) ก็ไม่น้อย
จริงอยู่ ปริมาณมันอาจจะไม่มากเท่าประเทศที่ร่ำรวยแล้วอย่าง ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฯลฯ (ซึ่งหลังๆก็ต้องมานั่งคิดดูว่ามันรวยจริงกันหรือเปล่า อย่างแต่ละประเทศ เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น หนี้บานเบอะ บวกกับความได้เปรียบเรื่อง “การสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศ” ที่จะเอามาใช้ในการพิมพ์ธนบัตร มันทำให้ประเทศพี่เบิ้มเหล่านี้ดูดี ทั้งๆที่กลวงกันจะตาย ถึงมีข่าว อังกฤษจะเอา อุโมงค์ลอดแม่น้ำเธมส์มั้งมาขาย หรือ บางรัฐในสหรัฐ ก็ทำคล้ายๆอังกฤษ)
กลับเข้าประเด็น ทุนในไทยก็มีไม่น้อย ไม่งั้นเราจะเห็นอย่าง CP ปตท. ไปลงทุนในต่างประเทศ หรือ แต่กลุ่มทุนเหล่านี้ เน้นการสะสม ไม่เน้นการเอาออกมาใช้ (ถึงจะใช้ก็ใช้สร้างความสำราญมากกว่า สังเกตุง่ายๆ เศรษฐกิจที่ว่าแย่ๆ ไม่ว่าจะปีไหน แต่ยอดขายมอเตอร์โชว์ไม่เคยตก (ตกบ้างก็เล็กน้อย) หรือยอดนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เคยตก หรือตกน้อยทุกที
ลองทายกันเล่นๆดูซิ ใครถือเงินสดมากที่สุดในประเทศไทย เป็นกลุ่มทุนของเราเอง เครือปูนซิเมนต์ไทยและบริษัทที่โยงใยกันจากการถือหุ้นไขว้ไปไขว้มา (ไม่ขอเจาะลึกนะ ประเด็นนี้ละเอียดอ่อนมากในสังคมไทย) แต่เวลาเขาจะลงทุน เขาไม่เคยใช้เงินสดของเขาเลย ใช้วิธีการออกหุ้นกู้ตลอด
รวมความง่ายๆ กลุ่มทุนเล็กทุนใหญ่ในเมืองไทยจริงๆมีมาก ถ้าคิดที่จะทำเพื่อชาติกันซะหน่อย ก็ยังพอถูลู่ถูกังไปได้ แต่ไม่ทำ เราเลยคิดกันแต่ทุนต่างชาติอย่างเดียว จนนำมาสู่ข้อเสียเปรียบนานับประการ
ประเทศไทยไม่เคยบอบช้ำหรือสะดุด จากยุคล่าอาณานิคม หรือสงครามโลก ยังพาประเทศเดินหน้าได้ตลอด จะมีสะดุดอยู่บ้างก็ตอนปี 2540 แต่คราวนั้น ก็ลากเอาเพื่อนบ้านสะดุดตามไปด้วย คำถามคือ กลุ่มทุนไทยมีโอกาศสะสมทุนมาตลอด แต่เงินหายไปไหน ทำไมต้องเอาแต่เงินต่างชาติ น่าคิดเหมือนกันน้า ฮะ ฮ่า (แต่แนะนำว่าอย่าคิดมาก ไม่งั้นคุณจะเจอตออันเบ้อเร่อ ฮะ ฮะ ,เรื่องบางเรื่องในเมืองไทย สงสัยได้ รู้ได้ แต่อย่าขยายความ ฮะฮ่า )

ลุงเฮ้าส์
December 21, 2009 at 05.38 AM

ใกล้สิ้นปีแล้ว เรามารวมหัว นักวิเคราะห์ วิแคะ กูรู้ กูไม่ค่อยจะรู้ บล็อคเรา forecast ทิศทางตลาดหุ้นในปีหน้าแข่งกับ พวกสำนักวิเคราะห์ โบรกเกอร์ ข้างนอกทั้งหลายแหล่บ้างมั้ย
เพราะพวกเรามันปราศจากผลประโยชน์ ไม่มี bias มีคนเก่งๆ ก็ตั้งหลายคน(เช่น หนูแพรแพร ฮะฮ่า ขอลุงเฮ้าส์เอามาแซวเล่นหน่อยนะ นะหนูนะ)
เผื่อบล็อคของอาจารย์จะดังมากกว่านี้ มันจะได้เกิดที่สุมหัวของรายย่อยตลาดหุ้นเมิองไทย อย่างจริงจังและเป็นเรื่องเป็นราวสักกะที (ทุกวันนี้ คนยังเข้ามาน้อยกันไปหน่อย พอขาประจำหาย บล็อคกลายเป็นบ้านร้างเลย)
เอ้า ว่าไง พวกเรา
ลุงเฮ้าส์
ปล. มีเสียงแว่วๆ ตอบกลับมาว่า “ใคร ใคร พวกลุง ฮะฮ่า”

ลุงเฮ้าส์
December 21, 2009 at 01.31 PM

เฮ้ ทุกทุกคน มาช่วยกันคิด ระดมสมอง ทำบทวิเคราะห์ของบรรดาเหล่าสมาชิกบล็อค อ.กอบ กันดีกว่า
ถาม ถาม ถาม ถาม ถาม ถาม คำถามแรก
ทุกคนคิดว่าปัจจัยอะไรที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยในปีหน้าบ้าง

ลุงเฮ้าส์
December 21, 2009 at 01.46 PM

ท่านอธิกาบดีคร้าบ รบกวนไปเช็คอีเมล์หน่อยคร้าบ ฮี่ ดักไว้ทุกทางเลย…………

KiT
December 22, 2009 at 01.54 AM

ขอบคุณลุงเฮ้าส์นะครับที่มาตอบ

ผมสงสัยอีกแล้ว วันนี้รู้สึกมีข่าวว่า มีคนถอนฟ้องมาบตาพุด เพื่อให้โครงการกว่า 70 โครงการเดินหน้าต่อ

เพื่อให้มีทุนต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศต่อ

คำถามของผมคือ (อาจตรงไปหน่อย หากติดขัดกันตรงไหนโปรดตอบแบบอ้อมๆหน่อยนะครับ อยากรู้)

- หากไม่สามารถปลดล๊อค คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดแล้ว และในกรณีที่แย่ที่สุด มีคำสั่งห้ามดำเนินกิจการต่อ ปท.จะสูญเสียอะไรบ้าง นอกจาก ความเสียหายประมาณ 6แสนล. ที่หยุดระงับโครงการไปแล้ว

- ต่อจากคำถามบน หากไม่มีอุตสาหกรรมหนักในไทย จะเกิดผลดี-ผลเสียอย่างไร

- สมมุตินะครับสมมุติ หากประเทศไทย ปราศจากทุนต่างชาติเลยจะเกิดอะไรขึ้น มีผลดี-ผลเสียอย่างไร

- การไหลเวียนของทุนต่างชาติที่เหมาะสมสำหรับประเทศด้อยพัฒนาควรจะประมาณกี่ % ของ GDP และสำหรับประเทศไทยต้องซักกี่ % (แล้วตอนนี้มีกี่ %)

- การปิดประเทศ (เช่น พม่า) หมายความว่า จะไม่มีทุนต่างชาติเข้าไปเลยรึป่าว ซึ่งมีผลทำให้ประเทศพัฒนาช้า
ถ้าอย่างนั้น สมมุติว่า การไม่มีทุนต่างชาติเข้าไปเลย ทำให้ปท.พัฒนาช้า แต่ว่า ประชาชนยังอยู่ดีมีสุข อย่างนี้แล้ว อย่างไหนจะเหมาะสมกว่ากัน

- ข้อสุดท้ายครับ หากประเทศไทย เน้นเกษตรกรรม จะเกิดผลดี-ผลเสียอย่างไร การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเกิดจาก อุตสาหกรรมเท่านั้นหรือ ถ้าไม่ มีปท.ตัวอย่างไหม?
หากว่าต้องเป็นการผสมกันระหว่าง เกษตรกรรม-อุตสาหกรรมแล้ว อย่างไรถึงจะเหมาะสมกับประเทศไทย (เช่น เน้นเกษตรกรรม+อุตสาหกรรมเบา หรือ เน้น อุตสาหกรรมแต่มีเกษตร เล็กน้อย)

ปล. คือผมไม่ค่อยรู้เรื่องทางด้านนี้เท่าไหร่ ช่วยอธิบายให้แบบชาวบ้านๆเข้าใจทีนะครับ
ส่วนเรื่องใครจะผิดถูก แบบไหนดีกว่าไม่สำคัญ เพราะคำถามแสดงความคิดเห็นไม่มี ถูก-ผิด ผมแค่อยากรู้ว่าแต่ละคนมีความคิดเรื่องนี้ยังไง ผมชอบมองกว้างๆ หลายๆแบบ มากกว่า

ปล.2 ขอบคุณล่วงหน้านะครับ สำหรับทุกคนที่เข้ามาตอบ

ปล.3 ถ้าขอเป็นคนถามอย่างเดียวคงไม่ว่าอะไรนะครับ เพราะผมก็ไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้เท่าไหร่นักแต่พอดีเป็นคนขี้สงสัย ><

ลุงเฮ้าส์
December 22, 2009 at 02.50 AM

รอแป้บ เดี๋ยวจะมาตอบ บางเรื่องอาจจะไปค้นให้ด้วย ช่วงนี้งานราษฏร์ งานหลวง ตรึม (แถม ยังเป็นเดชไอ้ด้วนด้วย ) ทำงานไม่ค่อยถนัด แต่สนุก chip peng เลย

รติ
December 22, 2009 at 05.53 AM

สวัสดิ์ดีลุงเฮ้าส์ สงสัยงานจะเข้า แหะๆๆ
แต่เอ๋ ยังไม่หายอีกหรอครับ หายไวๆนะครับลุง^^

รติ
December 22, 2009 at 05.55 AM

ชอบๆครับ เห็นด้วยๆๆ^^ “สำนักกอบศักดิ์ “

ลุงเฮ้าส์
December 22, 2009 at 07.50 AM

สวัสดีคุณรติ ขออีเมล์หน่อยซิ มีเรื่องจะปรึกษา ปัญหาหัวใจ (อิอิ,น้ำเสียงเจ้าเล่ห์)

ลุงเฮ้าส์
December 22, 2009 at 07.51 AM

แขน น่าจะอีกประมาณ 1 เดือน (ได้ เอ ไอ เอ บานเลยย)

ลุงเฮ้าส์
December 22, 2009 at 11.14 AM

Daily World Fund Flow แบบเฮ้าส์ฮะ (ถ้าคิดว่าอีตานี้เชื่อถือได้,ท่าทางมันก็ดูเพี้ยนๆ,พอรท์มันก็ยังขาดทุนอยู่,จบการเงินโดยตรงหรือใกล้เคียงก็ไม่ใช่,แค่มันตามเรื่องนี้มานาน,มันจะมาแสวงหาความดังทางเน็ตหรือเปล่าก็ไม่รู้,มาทำตัวเป็นกูรู มันรู้จริงหรือเปล่าวะ, ฮิ ฮิ หนุกดี วิจารณ์ตัวเอง)
ไปแบบเร็วๆนะครับ (น้าน แถมมันยังจะพูดแบบเร็วๆอีก)

ตอนนี้ที่ USD ขึ้นอย่างแรง จนฉุดให้ ทองคำและน้ำมันลงแรง แต่หุ้นทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและ ประเทศ Emerging ยังไม่ลง (ทั้งที่จริงควรจะลง) แถม เงินสด อย่าง Bond ยังถูกทิ้งนิดหน่อยอีก
นั่นเป็นเพราะยังคงมีการตีกันอยู่ของ 2 กระแสอยู่
1.USD Carry Trade เริ่มต้นในการ Unwind (แค่เริ่มต้นซึ่งระยะทางกว่าจะจบกระบวนการยังอีกนาน)
2. ความเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกฟื้นเป็นรูป V Shape ยังคงทำงาน
มันจึงปรากฏสภาพ ที่ดูค่อนข้างมั่วๆ จะเข้าสินทรัพย์เสี่ยงเต็มๆ ก็ยังไม่เข้า แต่จะเข้าเงินสดหรือ safe heaven ก็ไม่เชิง
สภาพแบบนี้ “เฉยไว้” ก่อนเป็นดีที่สุด

ใครอ่านไม่รู้เรื่อง จะให้อธิบายละเอียดตรงไหนถามมาได้ (โดยเฉพาะ สมาชิกใหม่ๆ เพราะขี้เกียจคุยกับสมาชิกหน้าเก่าๆแล้ว เบื่อ ,ฮี่)

PaNWaD
December 22, 2009 at 11.56 AM

อยากให้ลองไปฟังที่
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/HardTopics/tabid/109/newsid569/103942/Default.aspx
ทิศทางประเทศไทยปี 2553 ในมุมมอง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ค่ะ
พูดได้แบบเข้าใจความจริงดีค่ะ เเละมาบตาพุดด้วยค่ะ

แต่หาที่ หม่อมเต่าพูดไม่ได้ค่ะ

เข้าใจว่า ดีทั้งคู่ค่ะ

PaNWaD
December 22, 2009 at 12.01 PM

ฟังตอนที่ท่านพูดเรื่องตลาดหุ้น ท่านบอกว่า โบรกเกอร์ทำอยากเป็นนักเศรษฐศาสตร์ และพูดได้ตรงใจมากค่ะ
ชอบคนพูดตรงๆแบบนี้ค่ะ ส่วนตัวค่ะ

ลุงเฮ้าส์
December 22, 2009 at 01.18 PM

PaNWaD เขียนเมื่อวันที่ 22.12.2009 เวลา 11:56 น
“…แต่หาที่ หม่อมเต่าพูดไม่ได้ค่ะ …”
หม่อมเต่าท่านพูดในรายการอะไรครับ Hard Topic หรือเปล่า ถ้าใช้ ผมอาจจะมี “ที่ผมอัดเก็บไว้” (ผมจะอัดรายการ Money ลงคอมพิวเตอร์ มี Money Wake Up, และอะไรต่อไปถึง 10 โมงนั่นน่ะมี Money Forum , Hard Topic , MoneyTalk Special ฯลฯ)
บอกรายละเอียดนิดนึงน่าจะดีครับ

แล้วที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร พูดที่ว่าดี นั่นคืออะไรหรือครับ (หมายถึงมีประเด็นอะไรเด็ดๆเหรอครับ)
คือช่วงนี้ จะเสียเวลาทำอะไรต้องคิดนิดนึง เพราะแขนเดี้ยงไปข้าง แต่อยากให้เวลากับบล็อคได้เท่าเดิม เลยต้องแบ่งเวลาจากเรื่องอื่นๆออกมา
ก็เลยไม่แน่ใจว่า ถ้าไปฟังแล้วจะมีประเด็นอะไรเด็ดๆหรือเปล่า
คุณปานวาด พอจับใจความสำคัญอะไรมาบ้างได้ครับ
แต่แล้วแต่สะดวกนะครับ ตอบหรือไม่ตอบก็ได้ (เพราะจริงๆแล้วเรื่องอย่างนี้ฟังเองจะดีที่สุด แต่สุดวิสัย ด้วยความเป็นไอ้ด้วน บางที พอทราบแก่นของเรื่งได้ก่อนบ้าง แล้วค่อยคิดว่าจะฟังดีหรือเปล่า น่าจะเหมาะสมกว่า
อนุเคราะห์คนพิการ(ชั่วคราว)แบบผมหน่อย (ถ้าได้)ก็จะดีครับ

ลุงเฮ้าส์
December 22, 2009 at 02.02 PM

ถาม ลุงเฮ้าส์ครับ ลุงไม่มีอะไรทำเหรอครับ เล่นแต่บล็อกทั้งวัน

ลุงเฮ้าส์
December 22, 2009 at 02.04 PM

ถาม ลุงเฮ้าส์ครับ ลุงไม่มีอะไรทำเหรอครับ เล่นแต่บล็อกทั้งวัน
ตอบ เปล่าหรอกครับ คุณลุงเฮ้าส์ ,คือคุณลุงเฮ้าส์เพียงแต่มีประสบการณว่า รายย่อยในตลาดหุ้นเมืองไทย เสียเปรียบพวกสถาบัน ต่างชาติ สารพัดเสี่ยทั้งหลายทุกประตู
ไม่ว่าจะเป็นด้วยเรื่องของ เงิน ข้อมูลข่าวสาร หรือจะเป็นความพร้อมในด้านอื่นๆ ,ยังงี้นะครับ คุณลุงเฮ้าส์ จากประสบการณ์ ที่ได้สัมผัสมาในต่างประเทศ เขาจะมีการรวมกลุ่มพวกรายย่อยในต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน เพราะแต่ละคนต้องมีดีอะไรอย่างน้อยอยู่อย่างนึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นฐานหรือเรื่องลึกซึ้งอะไรทั้งนั้น
คืออย่างงี้นะครับคุณลุงเฮ้าส์ (โว้ย….สับสน ถามเอง ตอบเอง)

เอาง่ายๆ บล็อกมันยังเล็กอยู่ บุคลากรมีน้อย อย่างช่วงนี้ ขาประจำติดธุระส่วนตัว คุณตอโต้ง แกเดินทางอยู่,ยัยเมย์ ไม่สบาย,คุณวิจิตรา เร่งงานแบบพิเศษ เพราะเธอวางแผนแบบหยุดยาวเป็นพิเศษ ,คุณบัว ติดธุระเรื่องเพื่อน ,คือตอนนี้ขาประจำ เขาติดธุระพิเศษกันอยู่ (ไม่ใช่เพราะสิ้นปีและงานยุ่งอย่างที่เข้าใจ)
มันก็เลยบอกได้ว่า พอขาประจำไม่ว่าง บล็อกกลายเป็นบ้านร้างเลย
สภาพอย่างนี้มันไม่ดีแน่ๆ สำหรับการก่อร่างสร้างตัว ของ”ที่สุมหัวของรายย่อย”
Kobsak.com ยังมีรากฐานไม่แข็งแรง ถ้าไม่พร้อมใจกันช่วยดัน ความใฝ่ฝันของ อ.กอบ ที่ที่จะมีที่ที่ให้รายย่อยได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพื่อต่อสู้กับเหล่าวายร้ายในตลาดหุ้น ก็จะล่มสลายไป
อ.กอบ อุตส่าห์ เสียสละ หาเวลามาให้ความรู้ แถมยังต้องพยายามทำให้มันเข้าใจง่ายอีก (ขอบอก ทำความเข้าใจไม่ยากมากหรอก แต่ทำความเข้าใจเพื่อให้สื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ด้วย นั่นน่ะงานช้าง)
อ.กอบ ที่เป็นคนดีมากๆ (ชอบเข้าวัดเข้าวา) อุตส่าห์เสียสละขนาดนี้แล้ว พวกเรามาช่วยทำให้ความฝันของอาจารย์ เรื่อง ที่แลกเปลี่ยนข้อมูลของรายย่อย บังเกิดเป็นจริงขึ้นมาเถอะ

ผมเป็นคนที่กล้าพูดได้ว่า ผ่านโลกมามาก บอกได้เลยว่า หาคนดีดี อย่างอ.กอบ ได้น้อยมาก พวกเรามาช่วยอ.กอบกันเถอะ ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยพวกเรากันเองด้วย
ประชาสัมพันธ์บล็อก ,มาแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน ,ถก อภิปรายร่วมกัน

ที ไอ้ hi 5 , face book ยังเล่นมันอย่างขยันขันแข็ง ก็มา”เล่น และทำงาน” บล็อคอ.กอบกันมากๆหน่อยเถอะ ถ้าพวกเราไม่ช่วยกัน แล้วใครจะมาช่วยเรา ผมขนาดเหลือแขนข้างเดียว มีไอ้รุ่นน้องที่ต้องดูแล ยังต้องตัดใจมาทุ่มเทเวลาให้ที่บล็อกเลย

เชื่อเถิดว่า พลังของ online community มีจริง เพียงแต่ในเมืองไทยยังไม่เห็นตัวอย่างที่ชัดเจนเหมือนต่างประเทศเท่านั้นเอง
กล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าทำให้คนเขาหมั่นไส้(อย่างผม,ฮี่) สังคมออนไลน์เพื่อนักลงทุนรายย่อยจะได้เกิดขึ้นได้แบบแท้จริง ไม่ใช่ต้องมาคอยลุ้นอย่างนี้ เฮ้อ เหนื่อย

PaNWaD
December 22, 2009 at 03.10 PM

ขอตอบว่า ท่านพูดเรื่องภาพรวมในมุมมองของท่าน จะถามว่ามีอะไรเด็ดๆหรือไม่ คงไม่ทราบเเต่ทราบว่า ท่านมีความคิดเช่นไรต่อบ้านนี้เมืองนี้เท่านั้นค่ะ แค่มุมมองอีกมุมมอง ที่น่าสนใจ และ ท่านอยู่มาป่านนี้ ก็น่าจะรู้อะไรมากๆเท่านั้นค่ะ

และเรื่องที่ลุงเฮ้าส์บอก ส่วนตัวนะค่ะ ขอบอกว่าส่วนตัว ว่า ตอนนี้จะให้มาพูดเรื่องอะไรค่ะ เรื่องหุ้น การลงทุน หรือ อะไรค่ะ ที่ลุงเฮ้าส์ อยากให้เกิด เพราะว่า มันซึมยังกะอะไรดี และวันพุธ พฤหัสบดีนี้ ไม่มีอะไร ก็คาดว่า ไม่น่ามีอะไรตลอดไปจากนี้ค่ะ คนเราต้องมีเวลาส่วนตัวบ้างค่ะ การที่ช่วยเหลือกัน มันเป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่ว่า บางคนอาจจะมีมาก บางคนอาจจะมีน้อย ตามแต่คนไป ขึ้นอยู่กับชีวิตปละปัจจัยของแต่ละคนค่ะ

ดร กอบศักดิ์ ท่านเป็นคนดี และไม่คาดหวังอะไรตอบแทน ถ้าไม่เช่นนั้น คงต้องทำเอกชนไม่มารับราขการเงินเดือน ธปท หรอกค่ะ หรือไม่อย่างนั้น คงอยู่ที่ ตลท เพราะเงินเดือนที่นั่น น่าจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า ธปท เพราะราชการ แล้วค่ะ

และการที่จะ Blog คนเยอะหรือน้อย ไม่ได้วัดว่าคือความสำเร็จแต่อย่างไร Hi5 คนเยอะแต่ไม่ใช่ว่าจะดี
ทุกคนไม่ชอบอะไรที่เครียดและจริงจังมากเพราะชีวิตประจำวันมันเครียดมากอยู่แล้วค่ะ
และ ของแบบนี้จะมาบังคับก็หาไม่ค่ะ เท่าที่ตามดู Blog ของดร กอบศักดิ์ มีอะไรที่ดีมากอยู่แล้ว เพราะต่างคนต่างสไตล์ เข้ามาพูดคุย ผ่านข้อคิดเห็น เพราะคนที่มา ไม่ได้มาจากการบังคับว่าต้องมา ต้องมาช่วย ต้องมาหา ต้องมาเเบ่ง แต่มาเพราะอยากมา มาถาม มาคุย อย่างนี้จะดีมากกว่าค่ะ และถ้ามีความเต็มใจที่จะมาเเล้ว เขา่ก็จะเเบ่ง มาบอก มาพูด คุย กันเอง

และคนที่มา Blog ดร กอบ ก็น่าจะเป็นที่เต็มใจ และชอบที่จะมาหา มาถาม มาคุย มาแบ่ง ตามแต่ที่เขาอยากจะเป็นค่ะ
อย่าให้มาเพราะว่าต้องหาอะไรมา หรืออะไรค่ะ

เพราะคนเราไม่ได้เก่งทุกคน ทุกคนก็เพิ่งจะเรียนรู้ เเละเข้าใจสิ่งต่างฟที่เกิดขึ้นนะค่ะ

ส่วนตัว ดร กอบศักดิ์ ไม่รู้ว่าคิดอย่างไร แต่เท่าที่ดูและตามดูแล้ว ท่านเองเป็นคนดีมาก มากจนคนทั่วไปอยากจะให้ท่านบ้าง อย่างนี้มาจากหัวใจค่ะ

อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนสายฝนอันชื่นใจ จากฝากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน

ขอบคุณค่ะ เคารพค่ะ และ ขอแสดงความคิดเห็นที่คัวเอิงคิด หวังว่าจะไม่ถือโทษค่ะ

ปล เเล้วลุงเฮ้าส์ ทราบได้อย่างไรค่ะ ว่า ความใฝ่ฝันของ อ.กอบ คือ ความใฝ่ฝันของ อ.กอบ ที่ที่จะมีที่ที่ให้รายย่อยได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพื่อต่อสู้กับเหล่าวายร้ายในตลาดหุ้น ก็จะล่มสลายไป

เพราะเท่าที่ดี ดร กอบศักดิ์ น่าจะไม่ได้อย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นจะมีการเขียนเพื่อชาวบ้าน หรือ ผ่านหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ เรื่องที่ประชาชนทั่วไป ให้รู้ ให้เข้าใจทำไม ทำไมไม่เขียนใน พวกหนังสือพิมพ์ ที่นักลงทุนชอบอ่านค่ะ และเข้าใจว่า รากฐานที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไร คนน่าจะไม่ชีวิตที่อยู่ดีกินดี ให้ความใส่ใจการออม ไม่น่าแปลกใจที่เห็นเด็กๆ มาออม เงินเพราะฟังจากดร กอบศักดิ์ สำหรับเรื่องรายย่อย และ การลงทุนคิดว่า ท่านก็น่าจะปรารถนาไม่อยากเห็นใครตกเป็นเหยื่อหรอกและทุกคนที่จิตใจดีๆๆก็ไม่พึงปรารถนาเห็นเช่นกันค่ะ

แต่อย่างไรก็ตอบ ทุกคนล้วนแล้วแต่รักดร กอบศักดิ์ ไม่ว่าจะผ่านออกมาในรูปแบบไหนค่ะ บางคนเเสดงออกมาก็น่านับถือ บางคนก็เคารพท่านในใจก็ไม่ผิดอะไร เพราะทุกคนก็รักและเคารพดร กอบศักดิ์ ค่ะ

ส่วนตัวนะค่ะ ขอบคุณค่ะ

PaNWaD

กอบศักดิ์
December 22, 2009 at 03.28 PM

=D
ขอบคุณทุกคนนะครับ

ความจริง หัวใจสำคัญของการมีบล๊อกก็คือ การช่วยกันเขียน ให้ข้อคิดเห็น แนะนำสิ่งที่ดีๆ ทิ้งไว้
บางวันอาจจะมีคนเข้ามาก บางวันอาจจะไม่มาก
แต่ถ้า ค่อยๆ สะสมก็จะกลายเป็น แหล่งความรู้ที่มีคุณค่ามหาศาลได้

เพียงเวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน จากที่เริ่มจริงๆในเดือนสิงหาคม
เพียง 4-5 เดือน พอไปดูสถิติ ก็น่าสนใจมาก
เลยขอคัดมาให้ดู

181 posts
9,538 visitors
18,317 visits
52,524 views
3,475 comments
156 different nicknames

ก็น่าดีใจมากมายครับ
ดีใจแทนทุกคน
เพราะคนที่ comments ก็เป็นสมาชิกทุกคนนี่แหละครับ
ที่อุตสาห์สละเวลา หาสิ่งต่างๆมาฝาก ทุกคน
ก็อดปลื้มใจแทนไม่ได้
เล่นบล๊อกไป สนุกไป
ทั้งได้เพื่อน และได้แบ่งปันสิ่งที่เรารู้ ที่เราชอบ

หัวใจสำคัญคือ ช่วยกันค่อยๆ เก็บออมความรู้
ซึ่งนานวันก็จะเหมือนห้องสมุดที่มีหนังสือหลายหลาก
หลายรสหลายไสตล์ หลายข้อคิดเห็น หลายข้อแนะนำ
ที่คนเข้ามาเยี่ยมชม จะได้เอาไปเป็นข้อคิดครับ =D

ตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับทุกคนอย่างแท้จริง
และเป็นบ้านที่อบอุ่นของเราทุกคน
ที่เมื่อมาแล้ว ก็อดยิ้มไม่ได้ หัวเราะมากมาย
และได้ข้อคิดดีๆ

ขอขอบคุณทุกคน นะครับ
เป็นปีที่สนุกสนานจริงๆ

ลุงเฮ้าส์
December 22, 2009 at 03.58 PM

แฮะ แฮะ , โดนคุณปานวาดเอ็ดเอาเลย
ไม่ได้มีอะไรมากหรอกครับ พอดีไปทราบมาว่า มีผู้เข้ามาอ่านบางท่าน ชอบเข้ามาอ่าน แต่มักไม่ชอบโพสต์ โดยบอกกับตัวเองว่า “ไม่รู้จะโพสต์อะไร”
ก็เลยถือ วิสาสะ เป็นคนกระตุ้น ให้เกิดการแลกเปลี่ยนกันหน่อย แต่บางทีอาจจะใช้คำพูดอะไรเกินเลยไปบ้าง ต้องขออภัย
แต่นิดนึงครับ คุณปานวาด ที่คุณปานวาดบอกว่า ตลาดมันซึมๆ จะให้พูดอะไร อันนี้ขออนุญาติมีความเห็นต่างนิดนึงครับว่า ก็น่าจะพูดคุยถึงทิศทางของปีหน้าก็ได้ จะได้เป็นการเตรียมพร้อมกันไป เตรียมตัวไว้แต่ล่วงหน้าไว้บ้างก็น่าจะดีครับ
ยังไงต้องขออภัยด้วยครับ ถ้าทำอะไรที่ดูเหมือนเป็นการจุ้นจ้านไปหน่อย (ไม่หน่อยละ มากเลยหละ)
แต่ผมชอบสไตล์แบบคุณปานวาดนะ ซัดกันตรงๆ ผิดถูก จบกันที่งาน ส่วนเวลาบันเทิง ก็บันเทิง เฮฮากันไป
ขอโทษอีกทีครับ

PaNWaD
December 22, 2009 at 04.58 PM

เรื่องขอโทษนั้น ไม่เป็นไรค่ะ และ ไม่เคยคิดว่าหรืออะไรเลยค่ะ

ค่ะ เพราะว่า ต่างคนต่างความเห็น ต่างมุมมอง
แต่ล้วนแล้วแต่ รักและเคารพ ดร กอบศักดิ์ ค่ะ

ขอบคุณที่ให้แง่คิดและ มุมมองด้วยเหมือนกัน

สำหรับตลาดที่ซึมๆๆตอนนี้ ส่วนตัวมองว่าเวลาที่ volume ไม่มาก จะเป้นการง่ายมากต่อการลาก ทุบ ค่ะ
เเละคนที่เล่น กอลทุน จาก LTF/RMF ซึ่งไม่ทราบแน่ว่าจะเมื่อไหร่หมดเม็ดเงิน
เราไม่อาจจะรู้ค่ะ บางคนที่ชอบอ่านไม่ชอบโพสต์ ก็เป็นเรื่องของเขาค่ะ เพราะว่า บางทีเราก้ไม่อาจจะเข้าใจเขาได้หมดทุกคนหรอกค่ะ เเละ อย่าง ดร นิเวศน์ เองคนอ่านก็เยอะ และ คุณชายขอบก็มากมีของโหลดเยอะด้วยของฟรี แต่คนมาโพสต์ ไม่มากมายเช่นกันค่ะ คนไทยเป็นแบบนี้ค่ะ

ถ้าไปดู Blog Paul Krugman คนจะโพสต์มากมายเป็นพิเศษ นี่คือ ตัวอย่างค่ะ
(บังเอิญมักจะเป็นสาวกหรือในหมู่เพื่อนชอบ Paul Krugman กัน ไม่ได้เพราะอะไรเพราะคนที่ลงทุนด้วยที่เขาเก่งเขาชอบ ส่วนตัวของเขา เราก็อยากจะเก่งบ้างก็จ้องพยายามขวนขวายด้วย และเขาเองก็บอกว่า ดร กอบศักดิ์ เก่งและให้อ่าน ดร กอบศักดิ์ มากค่ะ เเละเขามักจะรู้ดีค่ะในเรื่องนี้ การลงทุน อะไรแบบนี้ แต่ว่าเขา ไม่ใช่เรา เราก็คงต้องเลือกว่าจะยังไง ตามสไตล์ค่ะ)

และเช่นกัน ระดับ Blog ดร กอบศักดิ์ ก็ถือว่าเป็นระดับที่ดีมาก และ สูงมากพอควร
ท่านเพิ่งเริ่มทำ Blog เองค่ะ คนให้ความสนใจเยอะมากเเล้ว ถ้าคุยในหมู่เพื่อนหรือนักลงทุน ดร กอบศักดิ์ ก็ดีมาก ค่ะ

PaNWaD
December 22, 2009 at 05.00 PM

ดร กอบศักดิ์ ขอโทษค่ะ ที่ทำให้ดูวุ่นวายไปกันยกใหญ่หรือเปล่า
ถ้าความเห็นที่แสดงออกมา ไม่ดี ก็ว่า ตักเตือนได้ค่ะ

ขอบคุณค่ะ

ลุงเฮ้าส์
December 22, 2009 at 07.05 PM

PaNWaD เขียนเมื่อวันที่ 22.12.2009 เวลา 16:58 น
“…..คนมาโพสต์ ไม่มากมายเช่นกันค่ะ คนไทยเป็นแบบนี้ค่ะ….”

เห็นด้วยอย่างมากครับ กับลักษณะนิสัยที่ไม่ดีอย่างนี้ของคนไทย ตัวอย่างที่ผมเห็นชัดที่สุด คือ ไอ้คำพูดที่ว่า คนไทยอ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัด
ผมได้ยินมาตั้งแต่สมัยผมยังเด็ก จนผ่านมาร่วม 30-40 ปีแล้ว ผ่านการรณรงค์ ส่งเสริม มาไม่รู้กี่รัฐบาล ก็ยังเป็นเช่นเดิม รวมถึง คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด มาตรฐานของปัจจุบันแย่กว่าในอดีตอีก (มั่นใจที่ 80 %)
รวมถึง เรื่องราวที่ว่า อาชีพทุกสาขาอาชีพก็มีถึงขั้น รวยเป็นร้อยล้านกันมาแล้วทุกอาชีพ เช่น นักธุรกิจ ดารา หมอ ตลก ลิเก ฯลฯ แต่อาชีพครูบาอาจารย์ หรืออะไรที่เกี่ยวข้องในแง่การศึกษา ผมยังไม่เคยเจอะเจอ (ผมยังไม่เคยได้ยินว่า ครูบาอาจารย์เมืองไทย ไปสอนและบรรยายที่ไหน ได้ค่าตอบแทนในระดับหลักแสน (ถ้ามีก็คงน้อยมาก)
จริงอยู่ อาชีพครูบาอาจารย์นักการศึกษา มีเกียรติ ได้รับการเคารพ แต่ยังไงก็แล้วแต่ เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่า เรื่องของปัจจัย ก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน
ผมเคยถกกับเพื่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย (อ้อ แทรกก่อนว่า อาชีพ นักกีฬา หรือแม้แต่ศิลปินจิตรกร เราก็เห็นประสบความสำเร็จทางด้านการเงินกันมาแล้ว) ทำไมไม่เคยมีประวัติคนทำงานทางด้านการศึกษา ประสบความสำเร็จด้านการเงินกันบ้าง (ขอย้ำว่า เข้าใจที่ว่างานทางด้านการศึกษา ได้รับการเคารพ สูง แต่อาชีพอื่นก็ได้รับการเคารพแทบไม่ต่างกันมาก และปัจจัยเป็นสิ่งที่ก็ต้องถือว่าจำเป็น)
เคยคิดกันเล่นๆกับเพื่อนว่า ชาติไทยเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมด้านบันเทิงนำหน้า ดังคำกล่าวที่ว่า ชนชาติไทยเป็นคนรักสนุก
ซึ่งมีสาเหตุมาจากประวัติศาสตร์ยุคใกล้ของคนไทย ไม่เคยผ่านประสบการณ์ของความยากลำบาก
ลองสังเกตเพื่อนบ้านเรา ทุกประเทศ ในยุคล่าอาณานิคม โดนเรียบ หรือแม้แต่ ยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เรา ก็รอดมาได้
ความลำบากของคนไทยที่ใกล้ที่สุด คือ สมัยอยุธยาเสียกรุงครั้งที่สอง
(เพิ่งจะมีในระยะใกล้ๆ ที่คนไทยเจอความลำบาก คือ วิกฤติเศรษฐกิจปี 40 และวิกฤติเศรษฐกิจ-การเมืองปี50)
เมื่อคนไทยไม่เคยเจอความลำบาก จึงมีแนวโน้มที่ ใฝ่หาความสนุกมากกว่าใฝ่หาเรื่องยากๆ เช่น เมื่อก่อน จะมีปัญหา ว่าเด็กไทยไม่กล้าแสดงออก แต่ปัญหานี้ได้รับการรณรงค์และแก้ไขได้ประสบความสำเร็จมากกว่าปัญหาด้านการศึกษา (ปัจจุบันจะเห็น เด็กที่กล้าเต้นรำ เต้นโชว์ต่างๆ ได้มากกว่าสมัยก่อน แต่เด็กที่ใฝ่การศึกษา ก็ยังพบเจอะเจอได้ยากอยู่เหมือนเดิม)
แล้วลักษณะดังกล่าว ก็ถูกถ่ายทอดและตอกย้ำกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า จนกลายเป็น Socialization กระแสหลักของสังคมไทย
เพิ่งจะมียุคหลังๆ ที่ลักษณะใฝ่หาความลำบาก เริ่มเกิดกระบวนการสร้าง-ถ่ายทอดและตอกย้ำในสังคมไทย ซึ่งว่าไป อิทธิพลของวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 มีส่วนผลักดันมาก ยิ่งมาตอกย้ำกับอิทธิพลของวิกฤติปี 50 ทำให้จะว่าไป คนไทย
พูดง่ายๆว่า Serious กับชีวิตมากขึ้น อันนำไปสู่ ข้อดีด้านอื่นๆตามมาอีกมาก เช่น การอดออม ประหยัด ให้ความสำคัญกับการศึกษา ฯลฯ
ซึ่ง(โดยส่วนตัว) ผมคิดว่าเป็นการปรับดุลของสังคมไทย ให้มีวุฒิภาวะมากขึ้น (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะให้ไป Serious กับชีวิตอย่างเดียวคงไม่ถูก (มันก็ต้องมีการพักผ่อนกันบ้าง)
แต่สัดส่วนมันคงจะเป็น 80/20 มากกว่าอดีตที่ผมคาดเล่นๆว่า 35/65
ผมเรียกเล่นๆว่าคนไทยยุคนี้เป็นยุคที่ต้องมารับกรรมของบ้านเมือง เพราะไอ้ 40 และ 50 มันมาที่คนรุ่นเราเต็มๆ
มองในแง่ดีก็คิดซะว่า เพื่อคนรุ่นก่อนหน้า และคนรุ่นถัดต่อไปจากเราก็แล้วกัน จะได้สบายใจขึ้น
เป็นแค่ความคิดที่คุยกันในหมู่เพื่อนฝูงนะครับ ผิดถูกก็คงเป็นผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงต้องไปคิดเอาเอง
(เพราะหน้าที่ต่อสังคม ประเทศชาติ บ้านเมือง ของผม ถูก เซ็ตไว้แล้ว และกำลังพยายามเดินทางอยู่ แต่ขอไม่อธิบาย เพราะจะกลายเป็นการ present ตัวเองมากเกินไป และอาจถูกมองได้ว่า ผมมาเกาะอาจารย์กอบ หาความดัง ซึ่งขอบอกว่า ไม่เค้ย ไม่เคย คิดเลย ,ถ้าจะมีประโยชน์อะไรที่ผมหวังจากการมาคลุกที่ Kobsak University ก็คือ ที่ที่เอาไว้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ซึ่งไปไปมามา ผมกลับมาได้ความบันเทิงซะมากกว่า
เขียนไปเขียนมา ผมก็รู้สึกว่า ตัวเองก็ยังอยู่ใน Socialization กระแสหลักเหมือนเดิม แล้วผมจะพูดทำไม ฮา ฮ่า
เฮ้ พวกเรา มาหัดซีเรียสกันหน่อยเถอะ ,ดีมั้ย ?

KiT
December 22, 2009 at 08.51 PM

ก็รอคำตอบนะครับ ส่วนเพื่อนๆท่านอื่นมีความเห็นแบบไหน ก็ช่วยชี้แนะด้วยนะครับ ผมอยากได้หลายๆความเห็น หลายๆมุม เพราะมีหลายๆมุมโลกมันจึงกลมได้ ^^”

ส่วนที่ว่า อาจาร์ยมีแต่จนนั้น ค้านนิดนึง อาจาร์ยที่รวยๆก็มีนะครับ เพียงแต่ว่า… กลับกลายเป็นอาจารย์ที่สอนพิเศษอย่างเดียวซะงั้น

คงเคยได้ยินข่าวบ้าง อ.สอนฟิสิก เคมี ไทย สังคม อังกฤษ ฯลฯ ดังๆ แบบประมาณว่า ถ้าจะเรียนวิชานี้ต้องอาจารย์คนนี้เท่านั้น แต่เมื่อดูๆแล้ว อาจารย์ท่านที่สอนพิเศษที่ดังๆ(เกือบทั้งหมด)สอนแต่เป็นธุรกิจอย่างเดียว และอาจมีไปบรรยายบ้าง บางครั้งบางคราว แถมยังได้รับการยกย่องอย่างสูงอีกด้วย เป็นเพราะเหตุใดก็น่าจะศึกษากัน

แล้วที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัด” ผมว่าน่าจะเพิ่มเป็นหน้าแล้วนะ เมื่อสมัยเด็ก(ตอนนี้ยังไม่แก่) ก็ได้ยินมาว่า ประมาณ 2-4 บรรทัด 10-20 ปีผ่านไป ก็น่าจะพ้นบรรทัดได้แล้วนะ
เพราะว่า จากที่ผมสังเกตุ เด็กๆสมัยนี้อ่านมากขึ้น แต่ว่าดันกลายเป็น จำพวก การ์ตูน นิยายรัก นวนิยาย เรื่องสั้น หนังสือเกี่ยวกับการบันเทิง-ดารา เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่แน่ใจว่าจะนับพวกนี้เข้าข่ายเป็นการอ่านหนังสือหรือเปล่า

ส่วนเด็ก”ติดเกม” ที่สังคมส่วนใหญ่มองว่าเป็นปัญหา ก็ไม่น้อยน่า อ่านหนังสือเช่นกัน แต่เป็น หนังสือบทสรุปเกม หนาเป็น 100-200 หน้า อ่านจบได้ภายในวันเดียว และยังอาจไปค้นหาอ่านที่เว็บ เกี่ยวกับเกมที่ตัวเองชอบเป็นวันๆได้

ซึ่งเท่าที่เห็นไม่ใช่เฉพาะใน กทม นะครับ ตาม จ. ต่างๆก็เป็น โดยจะเห็นได้จากมีร้านเช่าหนังสือ เพิ่มมากขึ้น

ณ เหตุการณ์แบบนี้ จะเรียกว่าการพัฒนาการที่ดีของการอ่านได้รึเปล่านะ?

ไหม
December 22, 2009 at 08.59 PM

อาจารย์สอนพิเศษรวยมากค่ะ เห็นด้วย ไม่ว่าตามต่างจังหวัด หรือกทม ยังเรียน เคมี อ อุ๊ อยู่เลยจากไม่เท่าไหร่เป็นร้อยล้านแล้วค่ะ

อาจารย์ มีแต่จน ก็เงินเดือนมันถูกนี่ค่ะ ต่างประเทศเงินเดือนอาจารย์สูงมาก เช่น สิงคโปร์ ค่ะ ญี่ปุ่น ค่ะ
มีแต่ไทย ที่น้อย แต่คนที่เก่งก็กลับไปเป็น แพทย์หมดด้วยค่ะ ตามสถิติการสอบเข้าแข่งขัน

นี่คือความจริงค่ะ

แต่ว่า ดร กอบศักดิ์ ไม่ว่าจะฐานะอะไร ไหมและ คุณพ่อรวมทั้งครอบครัว ก็รักและชมชอบท่านค่ะ

แสดงความเห็นค่ะ

ใช่แล้ว การที่อ่านเกม การ์ตูน พี่ไหมเขาอ่านหนังสือกำลังภายใน วันละ 4 เล่มวางกองๆๆเลยค่ะ 555 ตลกดีค่ะ
แต่ว่า ก็ใช้ชีวิตให้ความสุข แล้วกันค่ะ

ลุงเฮ้าส์
December 22, 2009 at 09.59 PM

เรื่องอาจารย์สอนพิเศษนี่ยอมรับว่าลืมคิดไปเลย ใช่ ใช่ อันนี้พลาดอย่างแรง ยอมรับความผิดพลาดโดยสิ้นเชิง
แต่เรื่อง“คนไทยอ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัด” นี่มั่นใจในระดับ 80% ว่ายังเป็นอย่างนั้นอยู่ แต่ขออนุญาติไปค้นก่อน
ขอบคุณมากเลย
อ้อ ปัญหาที่ผมติดไว้ ถ้าผมลืม ช่วยทวงด้วย ผมคิดว่าผมน่าจะหาคำตอบให้ได้ ไม่ใช่ว่าผมเก่งอะไรนะ แต่ผมเป็นคนที่เพื่อนเยอะมาก ครบทุกสาขาเลย บางทีไปสอบถามเพื่อนๆได้
ปล. เท่าที่ทราบมาจะอ่านนวนิยายหรืออะไร เขาก็นับเป็นการอ่านหมด

ลุงเฮ้าส์
December 22, 2009 at 10.24 PM

งง
ไปค้นมาแล้ว ข้อมูลหลากหลายมาก มีตั้งแต่ ปีละ 7 บรรทัด ไปยัน39 นาทีต่อวัน ขอติดไว้ก่อน เดี๋ยวค้นให้

ลุงเฮ้าส์
December 22, 2009 at 10.46 PM

อะไรเนี่ย ตัวเลข GDP อเมริกาประจำไตรมาศ 3
ครั้งแรกประกาศออกมา 3.5 %
ครั้งที่สอง ทบทวนแล้ว เหลือ 2.8%
ครั้งที่สาม ทบทวนครั้งสุดท้ายเหลือ 2.2 %
คำนวณกันอย่างไร Error ไป ร่วมๆ 40 %
ปรกติผมเป็นคนที่ไม่ชอบคิดในเชิง Conspiracy แต่เห็นอย่างนี้แล้วอดคิดไม่ได้เลย ว่า คล้ายๆกับ make ตัวเลข
แต่เรื่องที่ประหลาดกว่า คือ ตลาดหุ้นกลับไปขานรับ ตัวเลขยอดขายบ้านมือสองที่สูงกว่าคาด
แต่ตัวเลข GDP ซึ่งผิดปรกติอย่างมาก กลับไม่มีใครสนใจ
นับวัน ผมยิ่งไม่เข้าใจ ความรู้สึกของนักลงทุนขึ้นทุกที

KiT
December 22, 2009 at 11.24 PM

อืม… ถ้ารวมทั้งคนไทย ก็อาจจะเหลือแค่บรรทัด แต่ถ้านับเฉพาะแค่เด็กผมว่าน่าจะเกินนะ อย่างน้อยๆพวกหนังสือการ์ตูน เรื่องนึงกว่าจะจบก็ 10 เล่ม up ยิ่งพวกยืดเยื้อเผลอๆ 60 เล่มเอาง่าย แล้วยังพวกนิยายที่กลายเป็นหนัง ดังๆ ที่ช่วงก่อนหน้านี้แรงมาก เล่มหนาปึ๊กๆ อ่านเข้าไปได้ยังไง แค่ผมเห็นความหนายังท้อใจเลย

KiT
December 22, 2009 at 11.27 PM

ผมว่าทางเขาน่าจะรู้อยู่แล้วอ่ะครับว่าตอนแรกอาจจะแค่ 2 แต่หากประกาศไป จริงๆอาจจะเหลือไม่ถึง 2

ผมว่าเขาน่าเล่นกับ “ความเชื่อมั่นของการบริโภค” มากกว่าครับ หากตอนแรกประกาศไปว่าแค่ 2 เขาอาจจะเกรงว่าประชาชนขาดความเชื่อมั่น ท้ายสุดแล้วหากต่างคนต่างออม ตัวเลขจริงๆอาจจะเหลือต่ำกว่า 2 ก็เป็นได้นะ

KiT
December 22, 2009 at 11.34 PM

อ้อ ลืมนึกไป ถ้าเรื่องของหุ่น ถ้าคิดตามหลักกลับหัว บางทีอาจจะเป็นช่วงที่นักเก็งกำไรเก่งๆ เริ่มช้อนซื้อตัวต่ำแต่อนาคตดีไว้ตอนราคาถูกไว้พอตลาดเริ่มดี จึงเทขายได้กำไร แล้วบ้านมือสองในช่วงที่ ศก. ย่ำแย่ ราคาอาจจะตกมาก จนคนที่ตอนแรกมีออมไว้พอควร จึงเริ่มอยากจะเป็นเจ้าของบ้านก็ได้

ปล. คิดอีกที ตอนแรกจริงๆ gdp ที่ประมาณไว้อาจจะแค่ 1 แต่พยายามสร้างภาพไว้สูงความเชื่อมั่นจะได้ไม่ลดมาก ซึ่งผลอาจจะทำให้กระเตื้องขึ้นจาก แค่เกือบๆ 2 เป็น 2 นิดๆ

ปล.2 คิดตามชาวบ้านไม่อิงจากหลักใดนะ อย่าว่ากัน ^^”

รติ
December 23, 2009 at 06.17 AM

สวัสดีตอนเช้าครับ ลุงเฮ้าส์ และทุกๆๆท่าน ลุงเฮ้าส์ แขนดีขึ้นรึยังครับ หายไวๆนะครับ
เห็นข้างบนมีคนโพสเยอะมาก ดีจังเลยครับ อบอุ่นดี ช่วงนี้เข้ามาอ่านบล็อคน้อยเพราะงานเยอะครับ

เมื่อวาน เอ็ดลูกน้องไป ว่าทำงานช้า มารู้ทีหลังว่าเขานั่งร้องไห้เลย รู้สึกเสียใจครับ คือใจจริงแล้วผมไม่เคยคิดว่าจะว่าเขาเลย แค่บ่นๆ เขาคงรู้สึกว่าเราไม่เคยว่าใคร พอเข้าใจว่าเราว่าก็เสียใจ เมื่อวานก็ไม่ได้มีเวลาไปพูดกับเขา วันนี้กะว่าจะไปพูดซักหน่อย

เรื่องหุ้นเรื่องลงทุน เอาใจช่วยทุกท่านนะครับ ใจเย็นๆครับ เอาใจช่วยทุกท่านครับ
โชคดีมีความสุขในวันนี้ค๊าพ^^

ลุงเฮ้าส์
December 23, 2009 at 06.33 AM

ไม่ว่ากันหรอกครับ ความจริงบางครั้งกับบางเรื่องบางราว ใช้หลักวิชาจับ กลับไม่ดีเท่า common sense ซะอีก ,เพียงแต่ผมเห็นคนส่วนมาก มักจะชอบใช้ common sense กันซะมาก(มากเกินไป) ไม่ยอมใช้หลักวิชากันบ้างเลย (เข้าใจว่าถ้าใช้หลักวิชา ก็ต้องเสียเวลาไปศึกษาก่อน เลยขี้เกียจ เอา common sense มาใช้กับทุกเรื่อง (แต่จะว่าไปพวกอาจารย์ นักวิชาการบางคนก็เป็น รู้แค่เรื่องที่ตัวเองศึกษา แต่กลับพูดไปซะทุกเรื่อง นัยว่า ทำตัวเป็นกูรู ผู้รู้ครอบจักรวาล ให้คนนับหน้าถือตาเล่น))
ผมมานั่งคิดดูแล้ว ถ้่า้คนไทยจะอ่านหนังสือกันมากขึ้นจริงๆก็ตาม (ยังไม่แน่ใจว่าอ่านมากหรือน้อย) แต่วัฒนธรรมทางด้านการศึกษาของเราก็ยังถือว่าอ่อนมาก (แน่ๆละ ผลการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โดยเฉลี่ยของนักเรียนทั้งประเทศ แย่ลงกว่าในอดีต (แต่เราดันมีนักเรียนที่ไปได้รางวัลโอลิมปิควิชาการเยอะขึ้น ,นัยว่า เอาชื่อเสียงไว้ก่อน แต่โดยฐานราก ทั้งประเทศกลับอ่อนแอมาก)
(รู้สึกว่า แม้กระทั่ง วิชาภาษาไทย ก็แย่ลงด้วยมั้ง อันนี้มั่นใจที่ 50 %)
ซึ่งสาเหตุผมว่าก็ยังเป็นเรื่องเดิม เราชอบเรื่องบันเทิงกันมากเกินไป(อันนี้มองแบบภาพกว้างๆทั้งประเทศนะ ) ไม่ชอบเรื่องที่มัน”หนักๆ”
ซึ่งผมก็ยังโยงมาจาก เราเป็นประเทศที่ไม่มีประสบการณ์ความลำบากในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ (ความลำบากหลังสุดของเราคือ เสียกรุงศรีครั้งที่สอง)
เพิ่งจะมี ปี 2540 และ 2550 ที่เราเจอความลำบาก แล้วเลยหันมาสนใจเรื่อง หนักๆ กันมากขึ้น
ซึ่งก็คงเป็นพื้นฐานที่ดี สำหรับประเทศในอนาคต
พอล่ะ ไปเดินเล่นตลาดมาลีดีกว่า คิดถึงไอ้คุณลุงแกละมัน

ลุงเฮ้าส์
December 23, 2009 at 09.07 AM

เป็นเจ้านายที่น่ารักมากครับ เจ้านายบางคนต่อให้ผิดยังไง ก็จะไม่ยอมเป็นฝ่ายไปพูดกับลูกน้องก่อน
ดีใจครับ ที่มีโอกาศได้รับรู้เรื่องดีดีแบบนี้แต่เช้า

ลุงเฮ้าส์
December 23, 2009 at 01.06 PM

World Fund Flow ณ ขณะนี้
ตอนนี้ที่ USD ขึ้นอย่างแรง จนฉุดให้ ทองคำและน้ำมันลงแรง แต่หุ้นทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและ ประเทศ Emerging ยังไม่ลง (ทั้งที่จริงควรจะลง) แถม เงินสด อย่าง Bond ยังถูกทิ้งนิดหน่อยอีก
นั่นเป็นเพราะยังคงมีการตีกันอยู่ของ 2 กระแสอยู่
1.USD Carry Trade เริ่มต้นในการ Unwind (แค่เริ่มต้นซึ่งระยะทางกว่าจะจบกระบวนการยังอีกนาน)
เริ่มเกิดการเริ่มต้นของการ unwind us carry trade เพราะ
องค์ประกอบของการเป็น carry trade เริ่มจะไม่ครบ
1.”ดอกเบี้ย”ยังต่ำอยู่
2.”ที่ไป” เช่น ตลาดหุ้น Emerging ยังไม่ถูกควบคุมมาก (มีแค่บราซิลที่ควบคุมการไหลเข้า
ของเงิน)
3.”ปริมาณมาก” นี่สิสำคัญ เพราะ FED ประกาศชัดเจน เรื่องการถอนสภาพคล่อง (จากการ
ประชุมเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา) จริงอยู่ แม้ว่า ยังไม่ได้เริ่มทำอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ( น่าจะ
เริ่มตอนต้นปีหน้า) แต่การถอนสภาพคล่องกลับ จะมีกระบวนการเริ่มต้น จากภาคเอกชน
ที่รู้แล้วว่า จะมีการ unwind carry trade เพราะผลจากมาตรการ fed ในช่วงถัดไป
ก็จะเริ่ม ขายสินทรัพย์เสี่ยง แล้วเอา เงิน USD ก่อน (ซึ่งก็เป็นช่วงนี้แหละ)

2. ความเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกฟื้นเป็นรูป V Shape ยังคงทำงาน ซึ่งทำให้เกิดการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยใน USA

ด้วยเหตุผลจากข้อ 1 USD Carry Trade
A.เราจึงเห็นการแข็งค่าของเงิน usd (ทั้งเมื่อเทียบกับเงิน euro และ dollar index (ดัชนีค่าเงินดอลล่ารเปรียบเทียบกับเงินสกุลหลักๆทั่วโลก 6-7 สกุลมั้ง ไม่แน่ใจ ยังไม่อยากค้น)) ในเวลาที่รวดเร็วมาก
B.:ซึ่งทำให้ราคา ทองคำ และน้ำมัน คืนสู่สภาพ 3-4 เดือนก่อน ได้อย่างรวดเร็วมาก

แต่ด้วยเหตุผลจากข้อ 2 ความเชื่อ…..
C.เราจึงยังเห็น แรงซื้อในสินทรัพย์เสี่ยงประเภทหุ้น ทั้งหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และหุ้นกลุ่ม Emerging Market ด้วยเหตุผล ซื้อล่วงหน้าเพื่อดักหน้าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องระวังเรื่องสภาพที่ง่ายต่อการ”บิด”ตลาดในช่วงปลายปีของ Big Player ด้วย กล่าวคือ ด้วยปริมาณการซื้อขายน้อยในช่วงปลายปี พวก Big Player สามารถสร้างภาพให้ดัชนีสูงได้
(idea เรื่อง การบิดตลาดช่วงปลายปี ขอยืมมาจากคุณปานวาด ,ขออนุญาตไว้ตรงนี้เลยนะครับ)
D.ตลาด Bond ใน USA มีแรงเทขายออกมา เพราะ กลัวว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย (ตามหลัก ราคา Bond แปรผกผันกับดอกเบี้ย กล่าวคือ ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ราคา Bond จะลดลง (เพราะต้อง Mark to market มั้ง ไม่แน่ใจ ลืม ขี้เกียจไปค้น,แต่ถ้าใครอยากรู้จริงๆ ก็บอกมาจะไปค้นให้)
ดอกเบี้ยขึ้น ราคา Bond จะลง คนจึงเทขาย Bond ออกไปบ้าง เพราะกลัวว่าถ้าดอกเบี้ยขึ้นจริงๆ ราคา Bond ที่ตัวเองถือไว้จะตกลง

แล้วจะต้องสังเกต”อะไร” ต่อไป หรือจะทำ”ยังไง” ต่อไป ,พรุ่งนี้ค่อยมาต่อ
ค่อยๆ ศึกษาไป ไม่ต้องรีบร้อนมากหรอก เดี๋ยวเกิดรวยเร็วขึ้นมาแล้วจะยุ่ง ฮี่ ฮี่

ลุงเฮ้าส์
December 23, 2009 at 01.10 PM

อ้อ ต้องระวังเรื่อง “สับขาหลอก” กันไว้มากๆ เพราะเรื่อง Fund Flow นี่มันยากมาก ใครจับทางได้ก็รวยข้ามคืนเลย ซึ่งถ้าทำได้ขนาดนั้น คงไม่มานั่งเล่นบล็อคหรอก (ไปเล่นแชทแทน,ฮี่)
Anyway, แต่ผมก็มั่นใจที่ระดับ 80 % จ้ะ

ลุงเฮ้าส์
December 23, 2009 at 07.12 PM

วันนี้ หนึ่งในบรรดาพี่น้องเพี้ยนๆของผม มันเข้ามาถามผมว่า “มันสนุกอะไรกันนักหนา ไอ้บล็อกเบลิ้กเนี่ย เห็น อยู่ กับมันได้ทั้งวันทั้นคืน”
มันเลยทำให้ผมต้องมานั่งตอบตัวเองอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ว่า อะไรทำให้เราให้เวลาและทุ่มเทกับบล็อกได้มากขนาดนี้
– จะเป็นเพราะความเหงา ว่างกว่าคนอื่น ไม่มีอะไรทำของตัวเองหรือ ก็ไม่น่าจะใช่
– เฮไปตามกระแสนิยม ของ คนกรุงเทพ ในปีนี้ที่นิยมมีบล็อกไว้เล่นกันคนละอันสองอัน เช่น hi 5 ,face book ,etc อะไรต่างๆเหรอ ก็ไม่น่าจะใช่
-ฯลฯ
หลังจากตั้งคำถามและตอบตัวเองอยู่ 4-5 ข้อ (จนเริ่มจะมึนๆเพี้ยนๆไปตามคนถาม) ผมก็ได้ข้อสรุปที่น่าพึงพอใจมาอันหนึ่ง
มันคือ ความรู้สึกที่อยากจะทำอะไรเพื่อคนอื่น แบบไม่หวังผลอะไร ร่วมกับคนอื่นๆ ,งงดีจัง ไอ้ถาษาของผมเนี่ย ฮะฮ่า
แต่แท้จริง มันก็คือ ความรู้สึกและอารมณ์ประเภท ไปออกค่ายอาสาพัฒนา หรือเข้าร่วมทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ในสมัยตอนเรียนหนังสือ ตอนมัธยม มหาวิทยาลัยว่ากันไป
ซึ่งไอ้ความรู้สึกนี้เนี่ย ผมว่ามันเป็นความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในตัวเราทุกคน , ที่หลังจากจบรั้วมหาลัยมา เริ่มทำงาน เรียนรู้ชีวิตจริงจน “กร้าน” กับชีวิตไปนานพักหนึ่ง
แต่เชื่อว่าเมื่อเริ่มอยู่ตัว ไอ้ความรู้สึกอยากทำเพื่อคนอื่น ที่มันซ่อนอยู่ในตัวเรา (ที่ถูกปิดกั้นมานาน) ก็เริ่มโผล่หน้ามาเรียกร้องให้เราทำอะไรกันสักอย่างบ้าง
เราคงจำกันได้ ไอ้ความรู้สึกประเภท ไปทำกิจกรรมเลี้ยงเด็กกำพร้า สมัยเรียนมหาลัย เราเป็นอย่างไร ซึ่ง แม้ว่า เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ที่ทำงานของเรา (ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่หน่อย) อาจจะมีกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์อะไรบ้าง แต่ผมก็เชื่อว่า ความรู้สึกมันคงไม่เท่ากับที่ทำตอนเรียนหนังสือหรอก เพราะ ไอ้การบำเพ็ญประโยชน์ที่ทำกับที่ทำงาน เห็นเกือบทั้งหมด มันมีวาระซ่อนเร้น เรื่อง การประชาสัมพันธ์องค์กร (ผมชอบเรียกว่า CSR ภาคบังคับ) กันอยู่แทบทั้งนั้นแหล่ะ
มันไม่บริสุทธิ์ เหมือนกับ ที่เรากับเพื่อนๆ สมัยเรียนหนังสือ ช่วยกันคิด นัดประชุม ถกกัน ทะเลาะกัน ว่าจะทำกิจกรรมอะไร ที่ไหน , ได้ข้อสรุป เสร็จแล้วก็วิ่งไล่หา sponsor ซึ่งมักจะวนเวียนกับ พ่อแม่เพื่อน หรือไม่ก็ต้องมานั่งเรี่ยไรกันเอง แต่ก็เต็มใจ ควักกระเป๋าตังค์ ซึ่งมักไม่ค่อยจะมีตังค์ สมทบกัน , เตรียมงาน ไปวิ่งหาซื้อของ บางครั้งจำเป็นต้องโดดเรียนไป (แต่ส่วนมากหาเรื่องโดดเรียน กันซะมากกว่า ฮะฮ่า) เตรียมโน่นเตรียมนี่ ทะเลาะกับเพื่อนคนโน้นคนนี้ ไอ้นี่เกี่ยงงาน ไอ้นั่นชอบอู้ ดันทุรังจนถึงวันงาน แล้วก็ลากพากันไปจนจบงาน
(แล้วบางทีก็มีการเปิดใจกันหลังจบงาน เรียกน้ำตากันไปคนละเล็กละน้อย)
ไอ้ความรู้สึกแบบบริสุทธิ์แบบนี้เนี่ยแหล่ะ ที่ผมว่ามันเรียกร้อง ผลักดัน ให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้ อย่างคุณวิจิตรา ลงทุนไปนั่งจดหยิกๆ ในห้องสัมมนา แล้วมานั่งโพสต์ให้เพื่อนๆ ฟัง หรือ อย่าง อาจารย์กอบ ซึ่งคงจะควักตังค์ จากเงินเดือน น้อยๆ ของข้าราชการ (อันนี้ผมคาดเอาเอง) มาทำเว็บไซต์ หรืออย่างใครต่อใครหลายๆคนในนี้ ที่ทำอะไร อะไร กันให้แก่กัน
ซึ่งเป็นความรู้สึกที่บริสุทธิ์ สดใส จริงๆ

ว่าแล้ว ก็ไปหาอะไรมาโพสต์กันซะ (อ่านบทความอะไรที่ดีดี แล้ว Short Note มากันก็ได้ ,ไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีเวลาจะทำกันแบบสิ้นเชิงเลย คงคล้ายกับเรื่อง การออกกำลังกาย ที่ชอบอ้างกันนักว่าไม่มีเวลา แต่แท้จริงก็มีแอบขี้เกียจซ่อนกันอยู่บ้างแหละ (ไม่มากก็น้อย) ฮะ ฮ่า ชอบใจจัง โพสต์อันนี้เนี่ย

KiT
December 23, 2009 at 08.58 PM

เห็นด้วยนะ ที่ประเทศไทยยังไม่เจออะไรที่ลำบากจริงๆ

ท่าจะดูตัวอย่างก็ บาซิล เกาหลี อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น จีน

ซึ่งจากประเทศที่กล่าวมา เขาได้ผ่านความลำบากของสุดก้นบึ้งนรกมาแล้ว และตอนนี้ก็ได้พัฒนาจนทิ้งห่างเราไปไกล

ผมจำไม่ได้ว่า ประเทศต่างๆเหล่านี้ เจออะไรบ้าง เพราะว่าแค่ดูข่าวผ่านๆซึ่งพอจะบอกได้คร่าวๆประมาณนี้

บาซิล ได้อิสรภาพเป็นราชอาณาจักรบราซิล แล้วยังเจอทหารยึดอำนาจยาวมากซึ่งช่วงนั้นมีการยึดอำนาจผลัดกันไปผลัดกันมาตลอดอีกทั้ง เจอวิกฤตเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างรุนแรง(จำปีไม่ได้) ซึ่งตอนนี้ กลายเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ที่มี GDP สูงสุดใน

เกาหลี หลังจากพ่ายแพ้สงครามให้ญี่ปุ่น และโดนแบ่งประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ศก.ก็ย่ำแย่มาตลอด อีกทั้งยังโดนวิกฤต ศก.หลังสงครามโลกไปเต็มๆ ปัจจุบัน เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาขั้นสูง โดยเฉพาะการบันเทิง

อินโดนีเซีย หลังจาก พ้นจากการปกครองแบบเผด็จการของปธ. ซูฮาโต้(ถ้าผิดขออภัย) ประเทศก็ย่ำแย่เพราะมีการคอรัปชั่นสูงมาก เป็นอันดับ 1 ของโลก (ในตอนนั้น ถ้าจำไม่ผิด) อีกทั้งยังมี ภัยธรรมชาติแทบทุกปี แผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟไหม้ป่า ฯลฯ ปัจจุบันเป็นประเทศที่พัฒนาอันดับต้นๆของ SE A

ญี่ปุ่น หลังจากพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถูก สหรัฐ ดูแลทุกๆด้าน ศก.ก็ตกต่ำอย่างมาก ประชาชนก็แร้นแค้น แต่หลังจากที่พ้นจากการดูแลของ usa ไม่กี่สิบปี ญี่ปุ่นก็เจริญเติบโตเป็นประเทศมหาอำนาจได้

จีน จากการปกครองแบบคอมมิวนิตส์และสังคมนิยม มาเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งตอนนั้นทุกคนในโลกไม่ปฏิเสธว่า ชาวจีนลำบากมาก (ไม่ขอเรียกว่าจน เพราะหากฐานนะทุกคนเท่ากันทแล้วจะไม่เกิดคำว่า จนหรือรวย) ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นแบบทุนนิยม(ระบบ ศก.) ประเทศได้พัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด จนเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และเป็นประเทศที่มีอำนาจ ปท.ต่างๆอย่าง usa ยังต้องให้ความเกรงใจ

เวียดนาม หลังจากการรวมประเทศได้สำเร็จ(เหนือ+ใต้) และการหยุดยิงของพวกก่อการร้าย ด้วยความขยันขันแข็ง บวกกับการเป็นคนสู้งานในทุกๆอย่างของคนเวียดนาม ประเทศได้พัฒนาได้อย่างไวมากเรียกได้ว่า แทบจะจี้ก้นไทยเลยก็ได้

และก็ยังมีประเทศอีกมากครับ ที่เคยได้สัมผัสก้นบึ้งนรกมาแล้วและตอนนี้ได้เจริญพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งผมก็รู้มาคร่าวๆแค่นี้แหละ ถ้าตรงไหนผิดก็ช่วยแนะด้วยนะครับ ไม่ค่อยเก่ง ประวัติเท่าไหร่ แค่เคยดูผ่านๆ

อ้อยังมีอีกหลายๆประเทศที่เป็นกรณีน่าสนใจอยู่เหมือนกัน เช่น ฟิลิปปิน เห็นว่าโดนคอรัปชั่นหนักเหมือนกัน อาเจนติน่า เมื่อปีก่อนๆได้ข่าวว่า เกิดวิกฤติถึงขั้นอาจจะล้มละลายได้ ซึ่งตอนนี้เป็นยังไงบ้างก็ยังไม่รู้

ปล. หรือว่าต้องให้ ปท.เรา ถึงขั้นนั้นก่อนถึงจะหยุดแล้วหันหน้าเข้าหากัน? อย่าให้เป็นแบบนั้นเลยขอร้องล่ะ

รติ
December 24, 2009 at 06.05 AM

ดีแล้วครับ ลุงเฮ้าส์
ผมว่าที่นี่มีสิ่งดีๆ เป็นแหล่งเสริมความรู้ได้มากครับ สังคมก็ดี บางทีที่นี่อาจเป็นสำนักเศษฐศาสตร์กอบเซียน ก็ได้ครับ ฮิๆ^^

ลุงเฮ้าส์
December 24, 2009 at 10.51 AM

อีกหนึ่งตัวอย่างของ “ความรู้สึกที่อยากจะทำอะไรเพื่อคนอื่น แบบไม่หวังผลอะไร ร่วมกับคนอื่น” ขอเรียกว่า “อารมณ์ร่วมบล็อก อ.กอบ” แล้วกัน ง่ายดี (ขี้เกียจพิมพ์ยาว จริงๆแล้วเป็นคนขี้เกียจจะตาย ยิ่ง แขนใช้งานไม่ได้ไปข้างเนี่ย จริงๆแล้ว โค-ตะ-ระ ขี้เกียจเลย)
นอกเรื่อง ได้อีก ตามฟอรม์ ,จอมนอกเรื่อง ขนาด แขนใช้งานได้ข้างเดียวนะเนี่ย
กลับเข้ามา ถึงไหนแล้ววะ ,อ้อ ตัวอย่างอารมณ์ร่วมบล็อบ อ.กอบ ก็คือ สุดสัปดาห์เฮฮา ที่พวกเรานัดตักบาตรกันเองในเช้าวันเสาร์ ในเวลาเดียวกัน แล้วระลึกถึงกัน เสร็จแล้วมาโพสต์ว่า ไปตักบาตรมาแล้วนะฮ้า ใส่ไอ้นี้ลงไปฮ้า คุณวิจิตรา ลงทุนไปหัดพับดอกบัว (ซึ่งเดาว่า หน้าตาที่ออกมาน่าจะเป็น ดอกหน้าวัว ,ก้าก ก้าก) อะไรแบบนี้แหล่ะ
ซึ่งจริงจริง มันฟังดู เพี้ยน จะตาย หน้าตาก็ไม่เคยเจอกัน ชื่อที่ใช้จะเป็นชื่อจริงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แต่ดันมานึกถึงกัน ตักบาตรในเวลาเดียวกัน (เผลอๆ พระอาจจะงงๆ แล้วแอบพูดในใจ โยม สีกา พวกนี้มันทำอะไรกันว่ะ ก้าก ก้าก)
แต่นี้แหล่ะ คือ ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ แล้วผลักให้พวกเราลุกขึ้นมาทำอะไร ที่ “เข้าท่า เข้าท่า” แบบนี้ได้
(ถ้าถึงขนาดนี้ พวก ที่ชอบบอกกับตัวเองว่า “ไม่รู้จะโพสต์อะไร” ยังไม่ยอมมาโพสต์อะไรอีก เรา-ก็-จะ (ฮึ่ม ฮึ่ม ฮึ่ม…..) “ตื้อ”ต่อไป ก้ากก้าก

KiT
December 24, 2009 at 12.02 PM

ผมเป็นพวกชอบจุดประเด็นจุดไฟครับ เหอๆ ถ้ามันเกินไปก็เตือนๆกันด้วยนะครับ ><"

ลุงเฮ้าส์
December 24, 2009 at 12.22 PM

ยังไม่เห็นว่่าเป็น การจุดไฟ เลยครับ ,ดีออก พยายามคิด เสนอความเห็น เรื่องราวดีดี
เพียงแต่ การบ้านที่ผมติดไว้ ขอเวลาให้ผมหน่อยนะครับ , จริงๆ งาน ยุ่งเหมือนกัน แฮะ แฮะ

KiT
December 24, 2009 at 12.29 PM

ไม่เป็นไรครับ ยังไงก็อยากให้คนอื่นช่วยตอบด้วยครับ ผมอยากดูความเห็นของคนอื่นๆ เผื่อจะเป็นในแบบที่ผมยังไม่เคยเจอ

ลุงเฮ้าส์
December 25, 2009 at 08.28 AM

ผมเพิ่งจะเริ่มมารู้สึกตัวว่า 2-3 วันนี้ ผมทำตัวเจ้ากี้เจ้าการ จุ้นจ้าน มากเกินไปจริงๆ ในการพยายามที่จะให้คนมาโพสต์ หรือ เรื่องของขวัญของ อ.กอบ
- บางทีปลายปี เพื่อนๆอาจจะไม่ว่างหรือยุ่งๆกับงานอยู่แล้ว ผมยังมากระทุ้งอะไรตอนนี้อีก
- แล้วอีกอย่าง การที่ผมไปคิดแทนคนอื่นว่า เขาอาจจะไม่พอใจ ที่มีแต่ผู้รับ ไม่ค่อยจะมีผู้ให้ นั้น ผมเอาความรู้สึกตัวเองเข้าไปสวมค่อนข้างมาก

อีกทั้งเรื่อง ของขวัญ อะไรอีก อาจารย์กอบ อาจจะไม่สบายใจก็ได้ เพราะลักษณะอย่างอ.กอบ ไม่น่าจะเป็นคนหวังอะไรตอบแทน (คือ มีความสุขที่ได้ให้ในตัวเองอยู่แล้ว)

ต้องขอบคุณ เพื่อนๆ หลายๆคน รวมทั้ง อ.กอบ ที่มาเตือนสติผม (ในคนละประเด็น สองประเด็น) และทำให้ผมคิดได้
ต้องขอโทษ เพื่อนๆ ทุกๆคนด้วยนะครับ ที่มาสร้างความวุ่นวาย (ไม่มากก็น้อย)
ขอโทษอีกทีครับ

KiT
December 27, 2009 at 12.14 PM

ทุกคนก็อยากให้สังคมตัวเองดีขึ้นทั้งนั้น แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับวิธีการ
บางครั้งเจตนาดี ใช้วิธีที่ดี ก็ใช่ว่าผลออกมาจะต้องดีเสมอไป

ว่าแต่คำถามผมยังไม่ได้เลย งั้นเอาไว้ก่อน เกิดสงสัยขึ้นอีกเรื่องละ

จากการที่มีข่าวขึ้นค่าทางด่วนทำให้รถติดบานตะไท ผู้คนต่างกนด่ารัฐบาลว่าทำไมไม่เจรจา ต่อรองให้ชะลอขึ้นค่าทางด่วน เหมือนรัฐบาลก่อนๆทำ

ดูเผินๆเหมือนว่า รัฐบาลไม่สนใจใยดีกับเรื่องนี้
แต่ทางฝั่งรัฐบาลอ้างว่า หากเจรจรชะลอขึ้นค่าทางด่วนไปเพื่อเอาหน้าเหมือนรัฐบาลอื่นๆ สัมปะทานจะถูกต่ออายุไม่มีวันจบ

สรุปว่า เรื่องนี้รัฐทำถูกแล้วรึเปล่า? (ถ้าไม่นับเรื่องการสัญญาที่ทำขึ้นมาได้ยังไง)

หมดสัมปทานจะแก้ไขสัญญาได้รึป่าว

ปล. จะไปว่าอะไรก็ไม่ได้ ยังไงคนเราก็อยากคุยกับคนที่ตัวเองคุ้นเคย หรือคนที่เห็นด้วยกับเราทั้งนั้นแหละ

อ้วน
December 28, 2009 at 08.37 PM

จะว่าไปครับ อะไรผิดคือผิด มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ คิดสั้นๆ อยากพูดอะไรพูดไปก็ได้ครับ
เมื่อไรที่สังคมแยกแยะผิดถูกไม่ได้ก็จะน่ากลัว

ความใจดีบางครั้งก็ไม่ช่วยอะไรใครเลยนะครับ กลับทำร้ายแบบนิทานเรื่อง พ่อ แม่รักแกฉัน
อเมกาก็เช่นกัน… . .. . .. ….. . .. .

คนเสียประโยชน์มีหน้าที่โวยเท่านั้นแหละครับ ไม่ได้คิดถึงอะไรไกลๆหรอก
คนเขาไม่ชอบพูด ความจริงกัน ต่างคนก็ต่างเอาตัวรอดแหละครับ

C
January 8, 2010 at 09.40 PM

เขาถึงด่านักครับคนโกงอ่ะครับ

หากเจรจรชะลอขึ้นค่าทางด่วนไปเพื่อเอาหน้าเหมือนรัฐบาลอื่นๆ สัมปะทานจะถูกต่ออายุไม่มีวันจบ มันจบไปหลายอายุแล้วครับ

ระวังพายุนะครับผม ราคาบ้านปักหัวลง Mark To Market Asset บริษัทต่างๆจะทำให้ … ไม่อยากคิสเลยคับ

สิ้นงวดบัญชีก่อนนี่ ปิดไปแบบหลบไม่ได้นะครับ งบสิ้นปีบริษัทที่ไม่ต้องทำ Due Deligent หรือว่า ไม่มีวิกฤติ
จะไม่โดนตรวจสอบ ไม่ต้องประเมินราคาก็รอดไป แต่ไอ้ผลกระทบที่ คนหนึ่งเจ๊ง ต่อไปอีกคนหนึ่งเจ๊งด้วยนี่
น่า กัว มั๊ก มั๊ก ผมก็ไม่รู้ว่าจะบิดเบือน หรือ ทั่วโลกจะทนไปได้อีกกี่ปี 5 ปี ให้เงินอเมกาเข้ามาซื้อสินทรัพย์ต่างๆเพิ่ม ? หรือ 10 ปี พวกล้มบนฟูกมีอีกมากมาย คนพวกนี้บางทีจดทะเบียนบริษัทขึ้นมาใหม่ สัญชาติตัวเองทำได้ง่ายๆ เราfight ยังไง เขาก็ fight อย่างนั้นแหละครับ เอาของเรากลับมาแค่เท่าที่เสียไป ของใครของมัน เขาจะเป็นไงช่างหัวเขา อย่าไปยุ่งเพิ่ม อย่าไปเสียรู้ให้เขาก็พอ ญี่ปุ่น clearing house ต่างๆนี่เจ๊งกันเยอะแยะนะครับ อย่าคิดว่าไม่มีความเสี่ยงนะครับ เป็นห่วงบ้านเมือง รักชาติได้แค่นี้ครับ ฝากผู้ที่รู้เรื่องลองเช็คดูนะครับว่าผมคิดถูกคิดผิด
ถ้าเป็นประโยชน์ผมจะดีใจมากๆครับ

มีอยู่พอมีพอกิน อย่าไปยุ่งกับใครมากดีสุดผมว่า ไม่ไปเป็นประเด็นอะไรกับเขามากเขาก็จะไม่มายุ่งกับเรามาก

ครั้งนี้เงินเรามีเยอะ เมื่อก่อนเราไม่ชอบที่เขาทำกับเรา มาหากินกับเรา Hostile Take ต่างๆ ต่อไปเราจะเอา
กับเขาไหมครับ ? ข้าวบ้าบอนี่ จะพูดไปจริงๆ ผมเกลียดไอ้การเก็งกำไรในตลาด future จริงๆเลยครับ
เขาเอาไว้เป็นราคากลางซื้อขาย เอามาเก็งกำไรซะ ดีไม่มี etf ข้าว ส่งมอบจริง โรงสีรวยอีก คนจนๆ
ไม่มีทางได้ลืมตาอ้าปากหรอกครับ Free Trade ประเทศที่ล้าหลังกว่าเราก็จะโดนอย่างเราเมื่อก่อน
ถ้าจะบอกว่าเราเก่งกว่าเขาแล้วจะไปหากินกับเขาอย่างที่เราเคยโดน เขาก็จะรู้สึกอย่างเราเช่นกัน

เราเกลียดเขาอย่างไร เขาก็จะเกลียดเราอย่างนั้นเช่นกัน ทำธุรกิจอย่าง กลุ่มตาต้าก็ดีนะครับ

ด้วยความเคารพครับ
—————————————————
สวัสดีปีใหม่ครับอาจารย์ มีความสุขมากๆนะครับ

:c)
February 20, 2010 at 07.47 PM

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เด็กชายโฟรโด เด็กชายแซมไวส์ แกรมจี แห่งป่า ชายส์
เป็นเพื่อนกันมานาน อยู่มาวันหนึ่ง โฟรโดเกิดได้ของวิเศษ ซึ่งเป็นมรดกตกทอด
ชีวิตก็เปลี่ยนไปมากมาย มีการเดินทางที่ยาวนาน

ด้วยเหตุว่าสมีกอล ยังคงต้องการครอบครองแหวนอยู่ ละความอยากได้ไม่ไหว
ท้ายสุดบนกล่องภูเขาไฟ โฟรโดเอง ก็ต้องต่อสู้กับอำนาจแหวนนั้น ซึ่งยากยิ่ง
ต่อการทนทาน

อนาคตของผู้คน ขึ้นกับ การช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกันเอง อำนาจเป็นสิ่งน่ากลัว
แม้กระทั่ง Mr. Presidend โอลันล่า เอ้ยย โอบาม่าเองก็เช่นกัน
อเมกาเองก็จะได้รับผลกระทบมากมายจากนโยบายเศรษฐกิจของตัวเอง
ผู้คนตกงานมากขึ้น ซื้อของแพงขึ้น แร้นแค้นมากขึ้น มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเพราะคิดผิด เห็นผิด เห็นศาสนาเป็นเรื่องงมงาย เป็นเรื่องอ่อนแอ
ซึ่งก็ไม่ได้อยู่ยั่งยืนค้ำฟ้า ท้ายสุดคนเราเองก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก
คนเราเองก็สมมุติ ยึดติดกันไปมากมายเอง ด้วยกิเลส แรงยึดที่ยากต่อการทนทาน
และ เสมือนว่ามันเป็นจริง มีอิทธิพลต่อชีวิตเรามากมาย คงต้องหาอะไรซักอย่าง
ที่ไม่ว่าการเวลาผ่านไป ยังไงยังไงก็จริง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไรเหมือนกัน
20 30 ปีข้างหน้าเราจะอยู่กันอย่างไร ถ้าละครไทยยังหอมจริง กอดจริง
สื่อยังมั่วซั่ว คลิปหลุดมีกันว่่อน เหมือนกระตุ้นให้เยาวชนหอมกันจริงๆ
ดึงเรทติ้งละคร กับเด็กหรือคนมากมายทั่วไปยังไงไม่รู้ เกิดเด็กๆเอาไป
ทำตามเป็นตัวอย่างคงไม่ดีนัก เพราะยังไม่ถึงเวลาเขา
เรื่องเฉพาะผู้ใหญ่รู้ไว้สำหรับการครองเรือนเท่านั้น จะได้รู้จักความแตกต่างระหว่างเพศ
เหมือน เรื่องละคร 11 ฉาก ของคุณ นกสินจัย กับ กบ ทรงสิทธิ์ ได้ฟังคุณ แบงค์ไปสัมภาษณ์
ผมว่าดีมากๆเลยนะครับ

20 30 ปีจะเป็นยังไงถ้าช่วงชีวิตที่มีเงินมาก
กินฟุ้มใช้เฟ้อ จนเสียนิสัยและวินัย เงินมีปัญญาหมดก็คงอดกินเช่นกัน
วิุีถีเดิมๆดีๆอะไรเหมาะสม คนเราทุกคนเกิดมาต้องกินข้าว 3 มื้อมีความจำเป็น
ขั้นพื้นฐาน เป็นเบื้องต้นของวัตตะสงสารซึ่งเบียดเบียนกันไม่มากก็น้อย
คำถามคือ เราจะทำอย่างไรล่ะครับ ให้เบียดเบียนกันน้อยลง
หรือเราจะเอาแบบว่ามากสุดเข้าตัว แล้วทิ้งปัญหาไว้กับสังคมอีกมากมาย
ไม่ทำนุบำรุงบ้านเมืองที่เราอยู่ แล้วคนอื่นจะอยู่กันอย่างไร

ยกย่องเจ๊เบียบคับ ถ้าฟังสัมภาษณ์แล้วครอบครัวเขาอบอุ่น น่ารัก
แต่สังคมที่สมรสโดยไม่รู้จักกันมีมายมาย ด่าเจ๊เบียบ ด่าว่ากันมากมาย
ฉันจะนุ่งสั้นโชว์หวิว เจ๊เบียบว่า “ตามใจละกันจ้า อย่ามาด่าฉานเป็นพอ”
เหอะๆ ใครมีฟามฉุกกันแน่หว่า คนบางคนไม่ต้องรอนาน ก็ตกนรกทางใจ
ตั้งแต่ชีิวิตอยู่นี่แล้วครับ ไม่ต้องรอตายหรอกคับ ไม่พอยังดึงคนอื่นตกไปด้วย

อนาคต คงต้องพึ่งกับ โฟรโด คนแคระแห่งป่าชายส์ ว่าจะทิ้งเจ้าแห่งแหวนลงไป
ในปล่องภูเขาไฟหรืืืือไม่

โปรดติดตามตอนต่อไป

Z
March 1, 2010 at 06.08 PM

คิดว่าหมดหน้าที่ของผมแล้ว คิดว่าสิ่งที่ต้องทำได้ทำหมดแล้ว
ความตั้งใจทั้งหมดยกให้พระศาสนา ไม่ต้องการสิ่งใดมากมายนักครับ
ขออย่างเดียวขอให้อยู่กันอย่างพอเพียงตามพระราชดำรัส วัดเวิดมากมาย
วันอาทิตย์ ใส่บาตร แล้วก็ฟังเทศน์ อาหารเหลือก็มากินข้าวร่วมกันในหมู่บ้านเหมือน
วัดต่างจังหวัดที่ผมได้ไปมาน่ารักมาก เป็นศูนย์การเรียนรู้ เป็นสภากาแฟ
เมืองไทยปลูกข้าว แต่ว่าคนมากมายไม่มีข้าวกิน เงินมีมากมาย หมดไปกับการพนัน

ที่นามีมากมาย ดินเสื่อมเพราะปลูกพืชชนิดเดียวกัน ซ้ำกันบนดินเดิม
สมมุติมีเป็น 10 ไร่ จัดทำล๊อก ก. ข. ค. ง. จ.
แล้วก็วน ไร่ ก. ปลูกข้าว พืชออกผล ใช้ปุ๋ยอะไรก็ว่าไป
ในงวดหน้า ไร่ ก. ก็ปลูกพืช หัว เช่นพืชมัน พืชแห้ว
หมดหน้า นั้น ก็ต้องปลูกพืชติงต้องอะไรก็ได้เช่น ถั่วงอก
ได้เม็ดถั่วเขียวมา ก็เก็บเม็ดถั่วไว้ ไถกลบลำต้นอ่อน เป็นปุ๋ย
อาจมีพืชล้มลุกดีๆที่สามารถปลูกแล้วไถกลบ ไม่ใช่แค่ถั่วที่ดึงไรโซเบี้ยมได้ดี
อาจมีพืชอื่นที่ปลูกง่ายปลูกเสร็จ เก็บเม็ดไว้ ไถกลบ หรือไถทั้งต้นอ่อน
ดึง ฟอสเฟต ดึงโปตัสเซี่ยมง่ายๆ ก็อาจเป็นไปได้
เสร็จก็เอา พืช แปลง ข. มาปลูก แปลง ก. โอ้ยเยอะแยะมากมาย

ปุ๋ย หมักที่ได้จากไร่ข้าวโพด ทำเสร็จแล้วก็ต้องเอาข้ามจังหวัด
ไปผสมกับปุ๋ยหมักที่ได้จากขี้วัว แล้วก็ไปผสม กับ ปุ๋ยหมักที่ได้จาก ต้น มังคุด
ต้นโน้นต้นนี้ ก็จะได้ดินที่แร่ธาตุสมบุรณ์ ทำแล้วมีปัญหาก็อย่าทำนะครับ
ให้ถือว่าไอ้บ้านี้เพ้อเจ้อ ทำไม่ได้จริง

เวลาเราไปพัฒนาชนบท หรือ เอาความเจริญเข้าไปนั้นน่าคิดมากๆ
บางครั้งเขาอยู่มีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนอะไร
ทำงาน ทำนาไป แต่เราเอาจริตคนกรุงเข้าไป มันก็พูดยากนะครับ
คนบางคนทำนาแทบตายไม่มีจะกิน ติดเหล้า ติดปุ๋ยเคมี หมดตัวเลย
คนบางคนทำนาเหมือนกัน รวยซะงั้น ไม่ต้องมีใครไปสอน ทำไม่มันแตก
ต่างกันจังหว่า

ที่ผ่านมาทั้งหมดที่ลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี้ ผมเหนื่อยพอสมควร ขออย่างเลยครับ
ใครที่รวยแล้ว ได้ไปมากแล้วจะเปลี่ยนไปหรือไม่
ไม่ใช่ทำมาเป็นเตียง สู้มาเพื่อขึ้นเขียงทุนนิยม
เราไม่ได้เก่งอย่างเขา ดันจะไปเอาอย่างเขา เอากำไรจากเขา
ผมไม่ได้เป็นคนดีอะไรมากมาย ไม่ต้องการสิ่งใดด้วยจากการกระทำครั้งนี้
ชาตินี้มีปัญญาหาอะไรทำได้อีกมากมาย ไม่ต้องพึ่งใคร แต่ทนไม่ไหวเพราะ
ดูไกลๆ จะไม่เหลืออะไรให้กับพวกเราเลย ถ้าทำผิดพูดผิดจากหลักคำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้า ลูกขออโหสิกรรม
อย่าให้ใครมาทำอะไรเราได้อีก และ อย่าไปทำใคร เงินไม่ใช่ทุกอย่าง
สัญญาทาสก็อย่าให้เขามาทำได้

หมดหน้าที่ของคนธรรมดาแล้ว เหลือแต่ GOD ACT แล้ว
ว่าท่านจะทำอย่างไรแค่ไหน แล้วก็ คนที่ทำแล้วไม่รู้จักผิด
ท่านจะทำอย่างไร จะควบคุมกิเลสคนไว้แค่ไหน ถ้ากำจัดกิเลสไม่ได้
จะควบคุมมันไว้แค่ไหน อย่างไร ถ้ามนุษย์มีกิเลสมาก แบบต้านไม่ไหว
เยอะจัดๆ เหมือน เราจะทำอย่างไร

ท้ายสุดก็ต้องแล้วแต่ว่าคนที่มีอำนาจ ได้เงินทอง ทรัพย์สินไปมากแล้ว
จะทำอย่างไร จะพอ หรือว่า จะเอาจากคนที่ยิ่งไม่มีแล้ว ไปกดให้เขาจนยิ่งขึ้นอีก
ข้าราชการ ครูบาอาจารย์ บำเหน็จ บำนาญแทบไม่เหลือ เอาไปให้คนร่ำรวย
โกงภาษี รวยแล้วก็ไม่รู้จักพอ กลับมากดหัวเราอีกทีหนึ่ง

ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 9 เรานี้บุญมากนักหนา
ท่านเป็นพระโพธิสัตว์มาเสวยพระชาติ เป็น กษัตริย์เพื่อผู้คนมากมาย
พระชาติก่อนนี้เป็นกษัตริย์สมัยกรุงศรี
พระชาติต่อจากนี้จะเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระศรีอารยเมตรัย
ซึ่งพระศีรอาร นั้นก็เป็นครูบาอาจรย์ที่เราเคารพในภพชาตินี้แหละครับ
ท่านบอกว่า 2500 ปีก็แป๊ปเดียว เราฟังแล้วก็บอกว่า แป๊ป ก็ แป๊ปครับผม

ถ้าผมพอมีบุญอยู่บ้างขอให้ผมเลี้ยงดูตัวได้โดยไม่ต้องไปเบียดเบียนใครเขามากมาย
ถ้าหมดภาระทางโลก ดูแลพ่อแม่ ให้ครบตามหน้าที่ของลูกที่ดีได้ ก็หวังใจขอให้
ได้มีดวงตาเห็นธรรมด้วยเถิด สาธุ

(ที่พูดจาไม่เพราะเพราะตั้งใจ ไม่อยากยุ่งกับใคร และไม่ต้องการให้ใครมายุ่ง
อยู่ตัวคนเดียว สันโดษผมว่า ผมมีความสุขของผมดีอยู่แล้ว ไม่ได้ดี ไม่ได้เก่งอะไรครับ
พระ แม่ชีบอกทั้งนั้น http://do.tumdtv.com/ ไอ้เราเอามา
พูดไม่อยากให้คนหลงไปทางไม่ดี หรือ เสียเวลาหลงในวัตตะนี้ เราเองก็ละไม่ค่อย
จะได้เช่นกัน ไอ้หงหวย ห้ง หุ้นอะไร ผมละไม่ได้เช่นกัน
พระบางรูปท่านสอน ท่านเมตาไม่อยาให้คนห้ำหั่นกัน

เพื่อนๆ ที่เคยเล่าว่า ผมรวยก่อนแล้วจะเอาเงินไปทำมูลนิธิ ถ้าการรวยของพี่นั้น
ระหว่างทางเหยียบย่ำคนมากระจายเลย ถึงเวลามีมูลนิธิ ก็คงไม่รู้ว่าจะมีใคร
มารับทาน ผมขอไม่ต้องรวยมาก รวยนิดหน่อย แต่ว่าไม่ต้องไปเหยียบย่ำใครดีกว่า
นานาจิตตังนะครับ ไม่กล้าพูดมาก เป็นหน้าที่ของพระ เรายังไม่ได้ดี บริสุทธิ์
หรือว่า เข้าใจพระธรรมถ่องแท้ขนานนั้น เหตุปัจจัยคนต่างกัน เอามาน้อยๆละกันครับ)

Leave a comment

* = Required

    • Posts
    • Twitter
    • Flickr
     

    ฟองสบู...

    Articles

     

    ฟองสบู...

    Money Channel

     

    ฟองสบู...

    Articles

    ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกง http://bit.ly/bJyCVl

    follow me on
    twitter

    Nature in the CityA celebration of light090310 (145/365)FlowerGrim Reaper on VacationAl Sawadi Beach @ OmanDolphins @ OmanAn Evening in Muttarah. !!!!!Sunset @ Sohar
  • Pages

    • Blog
    • Release Notes
    • About
    • Writing
    • Media
    • Press
    • Contact
  • Categories

    • Articles
    • Money Channel
    • Goodies
    • Uncategorized
  • Archives

    • 2010
      • January
      • February
      • March
      • April
      • May
      • June
      • July
      • August
      • September
    • 2009
      • March
      • April
      • May
      • June
      • July
      • August
      • September
      • October
      • November
      • December
  • Blogroll

    • Documentation
    • Plugins
    • Suggest Ideas
    • Support Forum
    • Themes
    • WordPress Blog
    • WordPress Planet

This site is using the Handgloves WordPress Theme
Designed & Developed by George Wiscombe

Subscribe via RSS