May 22, 2013
Posted by KOBSAK (ADMIN)
วิเคราะห์ข้อมูล GDP ไตรมาส 1 ปี 56
รายการ Hard Topic เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ครับ
May 22, 2013
Posted by KOBSAK (ADMIN)
รายการ Hard Topic เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2556 ครับ
Posted Under My Articles
May 16, 2013
Posted by KOBSAK (ADMIN)
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ
สัปดาห์ที่แล้วนับเป็นช่วงที่เงินบาทผันผวนอย่างยิ่ง จากต้นสัปดาห์ ที่เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องลงไปต่ำกว่าระดับ 28.60 บาท/ดอลลาร์ สรอ. ก่อนจะอ่อนตัวลงมาอย่างรวดเร็ว ย้อนกลับไปที่ระดับ 29.40 บาท/ดอลลาร์ หรือคิดเป็นการอ่อนค่าประมาณ 80 สตางค์ หรือเกือบ 3% ในช่วงเวลาเพียง 4 วัน หลายคนจึงมีคำถามอยู่ในใจว่า “ทำไมอยู่ ๆ ค่าเงินบาทจึงเปลี่ยนทิศเช่นนี้” และ “เราสบายใจ ไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องเงินบาทแข็ง ได้แล้วหรือยัง”
เกิดอะไรขึ้นกับค่าเงินบาท?
สิ่งที่ทำให้เงินบาทเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อ่อนค่าขึ้นมาอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง มาจากหลายปัจจัย
1. ความกังวลใจของนักลงทุนและนักเก็งกำไรกับมาตรการต่าง ๆ ที่ทางการจะออกมา โดยเฉพาะมาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้า ที่ทางการได้พูดถึงกันมากขึ้น และมีการออกมาขู่เป็นระยะ ๆ ว่า มีมาตรการพร้อมแล้ว ประกอบกับช่วงดังกล่าว มีการเรียกประชุมหารือระดับสูงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายรอบกับท่านนายกฯ นักลงทุนจึงยิ่งกังวลใจมากขึ้น กับหมัดเด็ดที่ทางการเตรียมไว้
2. ข่าวเรื่องการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทอย่างมีนัยของแบงก์ชาติ โดยเฉพาะในช่วงกลางสัปดาห์ ที่ทำให้เงินบาทซึ่งตีกลับไปบางส่วนตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ อ่อนค่าต่อเนื่องลงไปอยู่ที่ระดับ 29 บาท/ดอลลาร์ ได้อีกครั้ง
3. การชะลอการขายดอลลาร์ของผู้ส่งออก หลังเริ่มเห็นเงินบาทอ่อนลงอีกครั้ง ผนวกกับการเร่งซื้อเงินดอลลาร์ของกลุ่มผู้นำเข้า หรือผู้ที่ต้องการเงินดอลลาร์ไว้ไปท่องเที่ยว ไปจ่ายค่าเทอม ไปชำระภาระต่าง ๆ ซึ่งกลัวว่าจะพลาดโอกาสที่จะได้ซื้อดอลลาร์ไว้ในราคาที่ถูก ประเภทยิ่งเห็นว่าอ่อนลง ก็ยิ่งอยากซื้อบางส่วนไว้ก่อน
4. ท้ายสุด การเร่งปิดสถานะการเก็งกำไรของนักลงทุนที่ได้เข้ามาเก็งกำไรในเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งตอนต้นสัปดาห์ยังเพลิดเพลินกับการเก็งกำไรในค่าเงินบาท และมีกำไรอยู่พอสมควร แต่ครั้นเงินบาทเริ่มแข็งค่า สามารถตีกลับมาได้เกือบ 50 สตางค์ ในช่วงเวลาไม่กี่วัน มาอยู่ที่ 29 บาทอีกครั้ง นักเก็งกำไรกลุ่มนี้ จึงต้องพยายามปิดสถานะที่มีอยู่ของตนเอง เทขายเงินบาทที่เก็งไว้ออกมา ซื้อดอลลาร์กลับคืน จึงเร่งให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวได้อย่างรวดเร็วต่อเนื่อง ท้ายสุดพุ่งขึ้นไปถึงประมาณ 29.40 บาท/ดอลลาร์
ถ้าเงินบาทเริ่มอ่อนเช่นนี้ เรายังต้องกังวลใจเรื่อง “บาทแข็ง” อีกหรือไม่?
ถ้าจะว่าไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการปรับฐานของการแข็งค่าเงินบาท จากเดิมที่เคยนำเพื่อนบ้านไปเกือบ 6-7% ให้เหลือประมาณครึ่งหนึ่ง คือ นำอยู่ประมาณ 3-4% ซึ่งการที่เรานำโด่งไปมากเช่นนี้ กลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท ก็เก็งกำไรแบบกล้า ๆ กลัว ๆ กังวลใจกันพอสมควร รอดูสัญญาณว่าจะกลับทิศเมื่อไร เพราะปกติแล้วสิ่งที่ผิดแปลกแหวกเหล่า สูงผิดปกติ ก็มักกลับเข้ากลุ่มในที่สุด ดังนั้น เมื่อเงินบาทเริ่มกลับทิศ จากที่ล้ำหน้าชาวบ้านไปมาก จึงไม่น่าแปลกใจว่า มีคนมาช่วยผลักให้การปรับฐานเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ส่วนการจะตอบคำถามที่ว่า “อนาคตเงินบาทจะไปที่ไหน จะแข็งอีกหรือไม่” เราต้องกลับไปดูปัจจัยพื้นฐานที่กำหนดทิศทางของค่าเงิน ซึ่งปกติแล้ว ปัจจัยสำคัญจะมาจาก (1) โอกาสของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและเพื่อนบ้าน ซึ่งจากแนวโน้มล่าสุด พบว่า ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า สหรัฐ ยังจะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ และยุโรปยังคงตกหล่มของวิกฤติ ทำให้เอเชียและอาเซียนของเรากลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในรอบนี้ ซึ่งจากประสบการณ์ของประเทศต่าง ๆ พบว่า ประเทศที่เศรษฐกิจกำลังดีกว่าคนอื่นเช่นนี้ มักจะประสบกับปัญหาของค่าเงินที่แข็งขึ้น
(2) สภาพคล่องที่ล้นอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลกจำนวนมาก ไม่ว่าจะมาจากสหรัฐ ยุโรป และล่าสุดจากญี่ปุ่นที่กำลังจะพิมพ์เงินเพิ่มอีก 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ท้ายสุด สภาพคล่องเหล่านี้ ก็จะหาที่ไปเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด ซึ่งจะทำให้เอเชียและอาเซียนก็เป็นเป้าหมายสำคัญของการไหลเข้าของเงินทุนในรอบนี้ ที่จะเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง พันธบัตร หุ้น อสังหาริมทรัพย์ และการปล่อยกู้ยืมให้บริษัทของประเทศเหล่านี้
ทั้งหมดจะนำไปสู่ (3) การเข้าผสมโรงเก็งกำไรของนักลงทุนต่างชาติเป็นช่วง ๆ ที่จะเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าได้ในช่วงต่อไป ซึ่งเมื่อเงินในภูมิภาคแข็งค่า เงินบาทก็ยากที่จะฝืนไว้ได้เช่นกัน
ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ปัจจัยพื้นฐานที่จะเอื้อให้ค่าเงินของเราแข็งขึ้นเหล่านี้ จะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง (สัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ตลาดกำลังปรับฐาน จากการที่เงินบาทพุ่งโด่งขึ้นไปเกินคนอื่น ๆ มากไป เท่านั้น ดังนั้น การปรับตัวระยะสั้นของตลาด จึงข่มปัจจัยระยะยาวเอาไว้) และสิ่งที่น่าคิดไปกว่านั้นก็คือ ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ยังได้ปรับเพิ่มการประมาณการอัตราขยายตัวของอาเซียนและญี่ปุ่นขึ้น ขณะที่ปรับลดอัตราการเจริญเติบโตของภูมิภาคอื่น ๆ ลง อีกทั้งยังออกมาเตือนให้เอเชียเฝ้าระวังเงินทุนไหลเข้าและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ในเชิงของฟองสบู่ในภาคส่วนต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจ อย่างใกล้ชิดต่อไป
ด้วยเหตุนี้ ผู้ส่งออกจึงไม่ควรประมาทกับทิศทางเงินบาทในช่วงต่อไป ไม่ควรดีใจจนเกินไปว่าเงินบาทอ่อนแล้ว ควรบริหารความเสี่ยงเรื่องค่าเงินบาทต่อไปอย่างรอบคอบ เพราะปัจจัยต่าง ๆ ยังคงชี้ไปถึงโอกาสที่เงินบาทอาจจะกลับแข็งขึ้นได้ในระยะยาว ดังนั้น ช่วงที่เห็นเงินบาทกลับอ่อนค่าลง (เช่นสัปดาห์ที่ผ่านมา) ก็ขอให้ใช้เป็นช่องสำหรับหายใจ และใช้เวลาที่ได้เตรียมการเอาไว้ เพื่อรองรับกับปัญหาค่าเงินแข็งที่อาจกลับมาได้อีก ก็ขอเอาใจช่วยทุกคนครับ
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 2 พฤษภาคม 2556
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ
Posted Under My Articles
April 22, 2013
Posted by KOBSAK (ADMIN)
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับคนที่ลงทุนไว้ในทองคำ ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง กองทุนรวมทองคำ หรือตลาดล่วงหน้าทองคำ นับเป็นช่วงเวลาที่ต้องกลั้นหายใจ ลุ้นกันอย่างเต็มที่ เพราะราคาทองคำที่เคยอยู่ที่ประมาณ 1,600 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้ปรับตัวลดลงมาต่ำสุดที่ 1,320 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือลดลงมาประมาณเกือบ 20%
ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นช่วงที่เราปิดตลาดสำหรับเทศกาลสงกานต์ โดยเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 12 เมษายน ราคาเริ่มตกลงอย่างรวดเร็วถึง 4% และในวันต่อมา คือ วันจันทร์ที่ 15 เมษายน นักลงทุนในทองคำ ต่างไม่เชื่อสายตาตนเอง ที่เห็นราคาทองทิ้งดิ่งเหมือนตกหน้าผา อย่างไม่สิ้นสุด โดยลดลงอีก 9% หรือประมาณ 140 ดอลลาร์ ในเวลาเพียง 1 วัน
เกิดอะไรขึ้นกับราคาทองคำ
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่า ทำไมคนถึงเลือกที่จะลงทุนในทองคำ
สาเหตุหลักที่ทำให้คนเลือกถือ หรือ ลงทุนในทองคำ มีอยู่ 3 เรื่อง
ประเด็นที่หนึ่ง คือ ความเชื่อว่าการที่ทุกประเทศแย่งกันพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป และล่าสุดญี่ปุ่น ท้ายสุดจะนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อสูง และค่าเงินอ่อนของประเทศที่พิมพ์เงินเหล่านี้ ซึ่งเมื่อเกิดเงินเฟ้อสูง ราคาทองคำก็จะพุ่งสูงขึ้น ดังนั้น ทองคำจึงเป็นทางเลือกในการลงทุนที่ดี
ประเด็นที่สอง คือ ทองคำเป็น safe haven หรือสินทรัพย์ที่จะปลอดภัยที่สุดในยามเกิดปัญหา โดยราคาทองคำมักจะเพิ่มสูงขึ้น ในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจสำคัญ หรือเกิดสงครามขึ้น โดยในปัจจุบัน ความกังวลใจว่ายุโรป ว่าจะเกิดปัญหาอีกไม่ว่าจะเป็นสงครามกับอิหร่าน หรือ สงครามกับเกาหลีเหนือ ก็จะทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ทุกคนต้องการถือไว้
ประเด็นที่สาม คือ การเก็งกำไร ถ้าทุกคนยังจำกันได้ ราคาทองคำเคยพุ่งขึ้นอย่างไม่รู้จบ เป็นกระทิงร้อนแรง จากประมาณ 800 ดอลลาร์หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 มาเป็น 1,900 ดอลลาร์ ในปี 2554 หรือมากกว่าเท่าตัวในเวลา 3 ปี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการอัดฉีดเงินสภาพคล่องของธนาคารกลางประเทศต่างๆ และจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อนักลงทุนเห็นราคาทองคำปรับลดลงมาอยู่ที่ 1,550-1,650 ดอลลาร์ ก็คิดว่า น่าจะเป็นโอกาสที่ดี ที่จะลงทุนในทอง เพราะราคาต่ำมากแล้ว วาดฝันกันต่อไปว่า ต่อไปราคาทองคำจะสามารถกลับไปทะลุ 2,000 ดอลลาร์ได้ในที่สุด ถ้าเงินเฟ้อมาจริง หรือเมื่อเกิดความผันผวนในตลาดทุนโลก
อย่างไรก็ตาม หลังจากรอกันมานาน ปรากฏว่า เงินเฟ้อที่ทุกคนกลัว กลับไม่เกิดขึ้น แม้ธนาคารกลางทั่วโลก จะมีการพิมพ์เงินและอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา แต่สภาพคล่องดังกล่าวก็ไม่แปลงเป็นเงินเฟ้อ (จากปัญหาการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับที่สูงของประเทศต่างๆ รวมไปถึงราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับปานกลางอย่างต่อเนื่อง จากการค้นพบ Shale Gas หรือก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน)
นอกจากนี้ ก็เริ่มชัดว่า ความต้องการทองคำเพื่อนำไปใช้ และไปลงทุนในเอเชีย ก็อาจจะไม่มากอย่างที่ทุกคนคิด โดยข่าวตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจล่าสุดของจีนที่ออกมาเมื่อเช้าวันจันทร์ชี้ว่า เศรษฐกิจจีนจะยังอ่อนตัวไปอีกระยะ โดยไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวได้เพียง 7.7% เท่านั้น เมื่อเทียบกับ 7.9% ในไตรมาสสุดท้ายเมื่อปีก่อน กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ราคาทองคำดิ่งเหวลงในวันดังกล่าว
เมื่อเป็นเช่นนี้ ความหวังของนักลงทุนที่รอคอยข่าวดี รอเงินเฟ้อ รอข่าวการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียที่จะทำให้ความต้องการซื้อทองคำกลับคืนมา ก็หมดไป และยิ่งราคาทองคำตกลงต่อเนื่อง ความกลัวครอบงำตลาด นักลงทุนก็เร่งขายทองคำเพื่อรักษากำไรที่มีอยู่ หรือเพื่อตัดการขาดทุน นำมาซึ่งการทิ้งดิ่งของราคากว่า 140 ดอลลาร์ในวันดังกล่าว
ก็ได้แต่หวังว่า เมื่อความกลัวหมดไป ความโลภก็จะเข้ามา จากคนที่คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะเข้าลงทุนในทองคำ ทำให้ราคาปรับตัวดีขึ้นบ้าง อย่างไรก็ตาม จากเงินเฟ้อโลกที่ยังไม่ปรับเพิ่มขึ้น จากเอเชียที่ยังอ่อนแอ ก็จะยังมีคำถามอยู่เสมอว่า ราคาทองคำระยะยาวจะไปได้ไกลดังฝันจริงหรือไม่ และทองคำเป็นทางเลือกในการลงทุน เป็น safe haven ที่ดีจริงหรือไม่
คนที่จะได้โอกาสจริงๆ ในรอบนี้ ก็คงจะเป็นคนธรรมดาที่อยากซื้อทองมาใช้เป็นเวลานานแล้ว แต่เห็นว่าราคาแพงเกินไป ตอนนี้นับว่าเป็นโอกาสที่จะซื้อทองในราคาที่ถูกลงมาก (จากเมื่อสองปีที่แล้ว ที่ราคาทองแท่ง 96.5% อยู่ที่ 27,000 บาท แต่ตอนนี้อยู่ต่ำกว่า 20,000 บาท) แต่ก็ต้องขอให้ซื้อโดยทำใจไว้ว่า ราคาทองคำผันผวน มีขึ้นก็มีลง ราคาที่ซื้อ แม้ถูกแล้วก็มีโอกาสที่อาจจะถูกกว่านี้ได้ ตรงนี้ ต้องทำใจว่า เราซื้อเพราะพอใจในราคานี้แล้ว และซื้อมาใช้จริงๆ ก็ขอเอาใจช่วยทุกคนครับ
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 18 เมษายน 56
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ
Posted Under My Articles
April 10, 2013
Posted by KOBSAK (ADMIN)
ช่วงนี้ เมื่อเห็นความคึกคักในส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดอสังหาฯ การใช้จ่ายของประชาชน ทำให้อดนึกย้อนกลับไปถึงช่วงก่อนเกิดวิกฤติปี 40 ไม่ได้ เพราะสิ่งที่เคยเป็นตัวเรา ที่ได้ห่างหายไปเกือบ 16 ปี กำลังหวนกลับคืนมาอีกรอบ
คนไทยกำลังมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ
ทุกอย่างเหล่านี้ เราได้ผ่านมาเมื่อ 16-17 ปีที่แล้วทั้งนั้น โดยในช่วงก่อนเกิดวิกฤติ หลายคนก็เคยรู้สึกกันอย่างนี้มาแล้วทีหนึ่ง ที่คิดว่า “เราทำได้” “ทุกอย่างเป็นไปได้” “อีกไม่นานเราก็จะเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย” แข่งขันกันโต แข่งขันกันวิ่งไปข้างหน้า แข่งขันกันทำธุรกิจ อย่างไม่เกรงกลัวอะไร
ในประเด็นนี้ ถ้ากันพูดตามจริง การที่เรามีความเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่ดี เพราะเราเสียความมั่นใจกันไปมากในปี 40 ทำให้ประเทศไทยขับเคลื่อนเดินต่อไปได้อย่างช้าๆ ในช่วงที่ผ่านมา จนคู่แข่งของเรา อย่างมาเลเซีย จีน แซงหน้าเราไปได้ แต่ถ้าเราจะกล้ากันมากขึ้น เราต้องหา “สมดุลที่เหมาะสม” ไม่เชื่อมั่นกันจนมากเกินไป กล้าเกินไป จนเกิดความเสียหายอีกครั้ง
สำหรับอีกหลายคน สัญญาณความคึกคักเหล่านี้เป็นระฆังเตือนภัยว่า “กระบวนการสะสมความเปราะบางของเศรษฐกิจกำลังเริ่มขึ้นอีกรอบ” และถ้าเราไม่ระวังให้ดี ก็อาจจะจบลงเช่นกับครั้งที่แล้ว ที่ต้องมานั่งล้างเช็ดแผลของเรา เสียเวลาไปกว่า 10-15 ปีกว่าที่จะกลับมาจุดเดิมได้
บทเรียนจากปี 40 คืออะไร
นักเศรษฐศาสตร์ชอบพูดว่า “วิกฤติทุกครั้งจะไม่เหมือนกัน” และประเทศไทยก็เปลี่ยนแปลงตนเอง ในกรอบนโยบายต่างๆ ไปมาก เกินกว่าที่จะกลับย้อนไปเกิดวิกฤติเหมือนปี 40 อีกครั้ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิกฤติทุกครั้งในประเทศต่างๆ เริ่มเหมือนๆ กัน จากความประมาท ความเชื่อมั่นเกินไปว่า เราทำได้ เราดูแลสถานการณ์ดีแล้ว ปล่อยปละให้ปัญหาและความเปราะบางต่างๆ สะสมตัวขึ้นมาได้ และมั่นใจจนลืมไปว่า ทุกประเทศสามารถเกิดวิกฤติได้ ไม่ว่าจะพัฒนาไปแล้วแค่ไหนก็ตาม กระทั่งสหรัฐ ยุโรปที่ว่าพัฒนาไปไกลเกินกว่าคนอื่นๆ ก็ยังตกอยู่ในภาวะวิกฤติได้เช่นกัน
ปี 40 ให้บทเรียนหลายอย่างกับเรา ที่เราจะใช้เป็นคาถาคุ้มครองตนเองในช่วงต่อไป
บทเรียนที่ 1 – ต้องไม่ทำอะไรเกินตัว ต้องไม่คึกกับช่วงดีๆ ของเศรษฐกิจเกินไป ครั้งที่แล้วเราคึกคะนองจนเกินไป เพราะยังเป็นเด็กหนุ่มอยู่ เพิ่งได้จัดงานเลี้ยงกับเขาเป็นครั้งแรก ก็เลยสนุกไปหน่อย แต่ครั้งนี้ เราโตขึ้นมาแล้ว เป็นหนุ่มกลางคน เคยมีบทเรียนราคาแพงจากปี 40 มาแล้ว เราก็ต้องรู้จักพยายามยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำอะไรเกินตัวไป ซึ่งส่วนนี้ ก็ต้องหวังพึ่งทุกคน ที่จะพยายามรั้งตัวเองไว้ เลือกลงทุน เลือกบริโภค เลือกขยายกิจการแบ่งยั้งๆ เพราะถ้าเราไม่ดูแลตนเอง ก็ยากที่คนอื่นจะมาช่วยเราได้
บทเรียนที่ 2 – ทางการต้องจัดการกับปัญหาแต่เนิ่นๆ อย่ารอจนพิสูจน์ได้ว่า “เป็นฟองสบู่แล้ว” แล้วจึงมาออกมาตรการ ในเรื่องนี้ ทางการจะเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเอกชนรวมไปถึงนักลงทุน ก็พลาดได้เช่นกัน (ต้องไม่คิดว่าเอกชน ถูกเสมอ) เพราะเอกชนยากที่จะห้ามใจตนเองได้ จะห้ามได้อย่างไร ก็กำลังแข่งกันอย่างเมามันอยู่ การจะหยุดแต่เพียงคนเดียวจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ก็ต้องหวังพึ่งทางการว่า จะเป็นกรรมการกลางคอยเป่านกหวีด กำหนดกฎเกณฑ์ สั่งให้ทุกคนชะลอสิ่งต่างๆ ลงมาพร้อมๆ กัน ถ้ากรรมการตั้งอยู่บนความยุติธรรม ทุกคนก็ยอมรับกันได้
ในส่วนนี้ อุปสรรคสำคัญจะมาจากเสียงค้านจากภาคเอกชน ที่มักบอกว่า “ได้ดูข้อมูลแล้ว ยังไม่พบฟองสบู่แม้แต่นิด แล้วจะออกมาตรการทำไม” แต่ถ้าเราจะรอจนพิสูจน์กันได้ชัดๆ ว่า มีฟองสบู่เรียบร้อยในระบบเศรษฐกิจแล้ว ทุกอย่างก็จะสายเกินแก้ รอแต่วันล่มสลาย บทเรียนจากวิกฤติของทุกประเทศในช่วงที่ผ่านมาก็คือ “ถ้าจะทำมาตรการ ก็ต้องทำแต่ช่วงต้น ทำแต่เนิ่นๆ” โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเห็นพฤติกรรมที่ผิดสังเกต เช่น ปกติราคาที่ดินเพิ่ม 10-15% แต่อยู่ๆ ก็เพิ่มเป็น 80-90% ปกติมีคอนโด 10 โครงการต่อปี อยู่ๆ มีเป็น 50-60 โครงการแย่งกันเปิด แย่งกันขาย เมื่อเห็นเช่นนี้ ทางการก็ต้องเร่งคิดว่า จะทำอย่างไรให้เอกชนไม่คึกคะนองเกินไป ทำให้โตได้ ขยายได้ แต่โตอย่างพอประมาณ ยั่งยืน ไม่จบด้วยโศกนาฏกรรม
บทเรียนที่ 3 – ต้องรู้จักเก็บออมเอาไว้บางส่วน สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง เพราะในโอกาสมีวิกฤติซ่อนอยู่เสมอ ยิ่งโอกาสดีเท่าไร วิกฤติที่ซ่อนอยู่ก็ร้ายแรงขึ้นเท่านั้น ยิ่งครั้งนี้ หลายๆ ประเทศในเอเชียกำลังเป็นที่สนใจของคนทั้งโลก กำลังได้รับเงินไหลเข้ามาพร้อมๆ กัน ถ้าเป็นเช่นนี้ คงจะมีสักประเทศ 2 ประเทศ ที่บริหารจัดการเงินไหลเข้าได้ไม่ดี ท้ายสุดต้องล้มลง วิกฤติในระบบเศรษฐกิจโลกรอบต่อไป ก็อาจเกิดขึ้นแถวๆ บ้านเราก็ได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ถ้าเราไม่มีเงินเก็บออม ไม่มีสภาพคล่อง ทุกคนมีแต่หนี้ ทั้งหนี้ภาครัฐ และหนี้ภาคเอกชน วิกฤติก็คงมาถึงเรา ล้มลงในที่สุด แต่ถ้าเรารู้จักเก็บออมแต่ตอนนี้ แม้มีวิกฤติ เราก็จะพยุงตนให้ผ่านไปได้
นอกจากนี้ ท่ามกลางวิกฤติ ในความมืดมิด มักจะมีโอกาสที่ดีที่สุด เปิดขึ้นเสมอ ถ้าเรารู้จักถนอมตัวเองเอาไว้ได้ ไม่โหมทำลงไปหมดในช่วงที่เฟื่องฟู จนต้องมายุ่งกับการแก้ปัญหาที่เราผูกเอาไว้ วุ่นวายกับการเอาชีวิตรอด ด้วยเงินที่เราเก็บออมไว้ได้บางส่วน เราอาจจะสามารถฉกฉวยโอกาสที่เปิดในช่วงที่เกิดวิกฤติ เดินก้าวหน้าต่อไปขณะที่ทุกคนถอยหลัง เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย
พระท่านกล่าวไว้อย่างไพเราะว่า “ผิดหนึ่งพึงจดไว้ ในสมอง เร่งระวังผิดสอง ภายหน้า” ก็ต้องขอให้เราทุกคนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ยิ่งระฆังเตือนภัยเริ่มดังขึ้นเช่นนี้ ก็ขอให้หมั่นทบทวนบทเรียนจากปี 40 ทั้ง 3 ข้ออยู่อย่างสม่ำเสมอ “ไม่ทำอะไรเกินตัว” “รู้จักจัดการปัญหาแต่เริ่มเห็น” “เร่งเก็บออม สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งหากเราทำได้ตามนี้ ก็จะน่าสามารถรักษาตัวให้ผ่านวิกฤติที่กำลังรออยู่ได้ และน่าจะสามารถเปลี่ยนวิกฤติครั้งนี้ให้เป็นโอกาสกับประเทศไทยอย่างแท้จริง ก็ขอเอาใจช่วยทุกคนครับ
ที่มา : คอลัมน์ อนาคตเศรษฐกิจไทย
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ประจำเดือนเมษายน 2556
Posted Under Bangkokbiznews My Articles
April 5, 2013
Posted by KOBSAK (ADMIN)
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ
ช่วงปลายเดือนที่แล้ว กระทรวงการคลัง และแบงก์ชาติ ได้ประกาศข้อมูลเศรษฐกิจไทยล่าสุดสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อหลายคนได้เห็นตัวเลข ก็เริ่มตั้งคำถามกันว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย” “ทำไมการส่งออกจึงทรุดลง” “แล้วที่ทรุดลงเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงต้นปีหรือไม่” ท้ายสุด “แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีจะเป็นอย่างไร”
ก่อนจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในข้อมูลว่า มาจากปัจจัยอะไร ผมขอสรุปสั้น ๆ ให้เห็นภาพก่อนว่ามีข่าวร้าย ข่าวดีอะไรบ้าง
ในด้านลบ การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในเดือนกุมภาพันธ์ ได้ชะลอตัวลงจากช่วงก่อนหน้า จากเดิมที่เคยขยายตัว 6.7% และ 22.2% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ปรับลดลงเหลือเพียง 3.3% และ 9.5% ตามลำดับ ส่วนมูลค่าการส่งออกเองก็ปรับลดลงในช่วงเวลาเดียวกัน จาก 15.6% เป็น -4.6% สอดคล้องกับดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลงจาก 10.2% เป็น -1.2% ส่วนข่าวดีนั้น ก็มีภาคท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้อย่างดียิ่งโดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยถึง 2.3 ล้านคน ขยายตัวจากปีก่อนหน้าประมาณ 26.2%
ไม่น่าแปลกใจว่า เมื่อหลายคนเห็นตัวเลขเช่นนี้ ที่ทุกภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค การลงทุน การส่งออก และการผลิต ประเภทข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี ความกังวลใจจึงก่อตัวขึ้น
ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ และเราควรต้องกังวลใจหรือไม่
คิดว่าตอนนี้ เราคงต้องจับตามองข้อมูลเหล่านี้อย่างใกล้ชิดไปก่อนสัก 1-2 เดือน โดยยังไม่ต้องกังวลใจมากไป เนื่องจากเรารู้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดนั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ประกอบด้วย
ประเด็นแรก จากการที่ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายน 2555- มกราคม 2556 มีอัตราการขยายตัวที่ดีเกินจริง เพราะเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า เรามีปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้นิคมอุตสาหกรรมสำคัญของไทยจมน้ำ ผลิตไม่ได้ ทำให้ไม่มีอะไรส่งออกในช่วงดังกล่าว อีกทั้งยังทำให้หลายคนก็ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย หรือลงทุน เนื่องจากฐานต่ำอัตราการขยายตัวเทียบกับปีก่อนหน้าจึงดูดีเป็นพิเศษ
แต่ครั้นถึงเดือนกุมภาพันธ์เมื่อปีที่แล้ว ทุกอย่างเริ่มเป็นปกติมากขึ้น ทั้งด้านการผลิต และส่งออก ทุกคนก็ออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ดังนั้น เมื่อเทียบกับฐานที่เป็นปกติมากขึ้น ตัวเลขเดือนล่าสุดจึงดูลดลงมาก (เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า) จนเราต้องตกใจ พูดอีกนัยหนึ่ง เป็นผลมาจากภาพที่สวยเกินจริงไปในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ที่ทำให้ทุกคนคุ้นเคยกับตัวเลขอัตราการขยายตัวของการส่งออกที่สูงถึง 25.8% 13.6% และ 15.6% ตามลำดับ และพอมาเห็น -4.6% จึงรู้สึกว่าส่งออก “ทรุด”
ถ้าเราไปเทียบดูกับประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีปัญหาน้ำท่วม (เพื่อให้ประเมินได้ว่า -4.6% ต่ำเกินไปเปล่า) เราก็จะสบายใจขึ้น เพราะในเดือนมกราคมที่ผ่านมา มาเลเซียมีอัตราการขยายตัวของการส่งออกในระดับต่ำที่ 3.5% อินโดนีเซียขยายตัวอยู่ที่ -1.2% ส่วนเกาหลี ในเดือนกุมภาพันธ์ อัตราการขยายตัวของการส่งออกก็อยู่ที่ประมาณ 0.2% ทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงที่ว่า เศรษฐกิจโลกยังคงอ่อนแอ ยังฟื้นไม่ดี ตัวเลขการส่งออกที่ -4.6% ของไทยจึงเป็นการกลับมาสู่โลกความเป็นจริงที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
ประเด็นที่สอง จากการสิ้นสุดลงของโครงการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการรถคันแรก ซึ่งสิ้นสุดลงช่วงปลายปีที่แล้ว ทั้งนี้ หากเราย้อนไปดูข้อมูลรายละเอียดจะพบว่า เมื่อโครงการรถคันแรกจบลง ตัวเลขการซื้อขายของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถยนต์นั่งเพื่อการพาณิชย์ได้ลดลงมาก จากที่ขยายตัวถึง 275% ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว เหลือเพียง 92% และจากที่ขยายตัว 227% เหลือเพียง 14% ตามลำดับ ทั้งนี้ เนื่องจากยอดการซื้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นส่วนสำคัญของดัชนีการบริโภคภาคเอกชน ส่วนยอดการซื้อรถยนต์เพื่อการพาณิชย์เป็นองค์ประกอบสำคัญของดัชนีการลงทุนภาคเอกชน จึงทำให้ภาพรวมของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนดูชะลอลงไป
ประเด็นที่สาม เป็นผลมาจากการที่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้มีวันหยุดเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกัน เมื่อปีก่อนหน้า เนื่องจากตรุษจีนปีนี้ตกอยู่ที่เดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ปีที่แล้ว ตกที่เดือนมกราคม ด้วยวันทำงานที่น้อยลง จากการที่คนหยุดกันช่วงวันตรุษจีน ตัวเลขการผลิต การส่งออก ต่าง ๆ จึงได้รับผลกระทบไปอีกบางส่วน
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ข้างต้น และจากแรงส่งของภาคเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไปได้ดี ตลอดจนโครงการภาครัฐต่าง ๆ ที่กำลังจะผ่านสภาอีก 2 ล้านล้านบาท ขณะนี้ ส่วนตัวแล้วคิดว่า เรายังไม่ต้องกังวลใจให้มากไปกับข้อมูลเดือนล่าสุดที่ออกมา เพียงแต่ต้องติดตามสถานการณ์ให้ใกล้ชิดมากขึ้น แล้วอีก 2-3 เดือน เมื่อภาพต่าง ๆ ชัดขึ้น เราค่อยมาสรุปว่าควรจะกังวลใจ และจะมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาเพิ่มเติมหรือไม่ ก็ขอเอาใจช่วยทุกคนครับ
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 4 เมษายน 56
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ
Posted Under My Articles
April 3, 2013
Posted by KOBSAK (ADMIN)
The behavior of the baht year-to-date raises several interesting questions.
The baht is usually a laggard in the region in terms of currency appreciation. But this time, it is a front runner and going in the wrong direction. What a very peculiar situation we are in.
There are three contributing factors.
First, given the interest rate differential, significant foreign inflows of roughly 100 billion baht have entered our bond market so far this year, including 25 billion baht invested in inflation-protected bonds that were offered two week ago. Second, there are reports of speculative activity on the baht by foreign funds. Third, once the baht appreciates past a certain level, additional pressure on the currency can come from our own exporters, who start to hedge their export earnings to protect themselves from foreign exchange volatility.
So what can we do? Since it is only the baht that is appreciating against every other currency, speculators will be quite cautious. Should the authorities decide to intervene in the forex market to provide the baht with the needed support, speculation will subside. But more importantly, exporters, once they see the baht has stabilized, will no longer feel panicky and will slow down their hedging activities. As a result, the baht may actually reverse its direction.
The answer is then quite simple — just intervene in the market. Chance is on our side. There is definitely no need for any other special measures such as those being suggested in the press at this time. If we introduce unnecessary measures now, they will just make a mess of our situation. And then regrettably, we will end up shooting ourselves in the foot again just like we did six years ago.
ที่มา: Bangkok Post’s Business Section – 25 March 2013
Posted Under My Articles
March 29, 2013
Posted by KOBSAK (ADMIN)
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ
คำถามที่หลายคนมีอยู่ในใจในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็คือ “เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทย” ที่อยู่ ๆ ก็ตกจากจุดยอดที่ 1,600 จุด (ที่เพิ่งไปแตะถึงกันอีกรอบ หลังจากครั้งที่แล้วเมื่อสิบแปดปีก่อนหน้า) โดยร่วงหล่นลงมากว่า 130 จุดในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 3 วันเหลือเพียง 1,467 จุด กลายเป็นความเสียหายครั้งสำคัญ เป็นข่าวหน้าหนึ่ง แต่หลังจากนั้นเพียง 2 วันให้หลัง ก็ทำตัวเป็นเสมือนรถไฟเหาะ เด้งย้อนกลับขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1,550 ได้อีกครั้ง อย่างเกินความคาดหมายของทุกคน
ทำไมจึงเป็นเช่นนี้
คำตอบสั้น ๆ ก็เพราะ “ความกลัวและความโลภ” ของเราทุกคน
ก่อนหุ้นจะตกนั้น ผู้รู้หลายคนออกมาเตือนอย่างต่อเนื่องว่า ดัชนีหุ้นไทยที่พุ่งขึ้นมา รอบนี้ เป็นสิ่งที่น่ากังวลใจ เพราะเมื่อเราลองไปวิเคราะห์ดูจากข้อมูลด้านต่าง ๆ จะพบว่า
(1) ดัชนีหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลมาจากฝีมือของนักลงทุนรายย่อยไทยเป็นสำคัญ ที่ช่วยกันซื้อ ช่วยกันปั่น ช่วยกันดัน ช่วยกันลาก ราคาในตลาด จนทะลุขึ้นมาถึง 1,600 จุดได้ ขณะที่ นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มีส่วนช่วยเลย แถมยังขายหุ้นออกมาสุทธิ ในช่วงเวลาดังกล่าวดัวยซ้ำไป
(2) หุ้นที่ดันตลาด โดยมากเป็นหุ้นขนาดกลาง ขนาดเล็ก บางตัวเราแทบไม่รู้จักชื่อมาก่อน ขณะที่หุ้นใหญ่ที่เรารู้จักกันดี เช่น ปตท. ปตท สผ. ก็ไม่ได้ขึ้นอะไรมากมายนัก ทั้งนี้ บางวัน พอไปดูยอดหุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายเยอะที่สุด หลายครั้งเราก็จะต้องถามตนเองว่า หุ้นเหล่านี้คือบริษัทอะไร เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น หุ้นที่ว่านี้ เป็นหุ้นที่ฝรั่งไม่ได้เข้าลงทุนด้วย เพราะเล็กเกินไป ไม่สามารถเข้าออกได้ง่าย ทั้งยังเป็นหุ้นที่สวิงไปมาอย่างรุนแรง ประเภทขึ้นแรงลงแรง บางวันขึ้นลงเป็น 20-30% บางตัว ก็ว่ากันว่า มี “เจ้า” ดูแล จึงกล่าวได้ว่า การขึ้นของตลาดหุ้นครั้งนี้ ฐานไม่แน่น ที่มาได้ถึงระดับนี้ ก็เพราะหุ้นเล็กหุ้นน้อย ก็ยิ่งน่ากังวลใจ
(3) นักลงทุนที่เข้ามาเปิดบัญชีใหม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกต ปกติแล้ว เรามีบัญชีเปิดใหม่ ประมาณปีละ 80,000 กว่าบัญชี แต่สำหรับปีนี้ เพียงช่วง 2 เดือน คือ มกราคม-กุมภาพันธ์ ได้มีบัญชีเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 40,000 บัญชี ซึ่งเป็นสัญญาณไม่ดีว่า ตลาดกำลังถึงจุดอันตราย ที่ทุกคนกำลังอยากเข้ามา เพื่อหาเงินง่าย ๆ ในช่วงที่ตลาดร้อนแรง ประเภทจิ้มอะไรก็ขึ้น แม้กระทั่ง เมื่อตลาดหลักทรัพย์ออกมาปราม ๆ ให้เพลา ๆ ลง ออกมาตรการต่าง ๆ ที่จะลดความร้อนแรงของตลาด ทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจ ลงทุนกันต่อไปอย่างคึกคัก สนุกสนาน แม้หุ้นบางตัวที่ราคาสูงไปแล้ว มี P/E มากกว่า 100 คนก็ยังลงทุน ดันราคากันต่อไป
(4) ตัวบริษัทหลักทรัพย์เองก็เริ่มกังวลใจเช่นกัน กลัวเอาตัวเองไม่รอด โดยในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้า บริษัทหลักทรัพย์บางแห่ง ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ได้ประกาศเลิกให้สินเชื่อสำหรับการลงทุนในหุ้น (เลิกให้ Margin loan) สะท้อนว่า นักลงทุนจำนวนมากได้ลงทุนโดยยืมเงินบริษัทหลักทรัพย์มาเล่น จนเต็มเพดานแล้ว และบริษัทหลักทรัพย์เหล่านี้ เริ่มกังวลใจเองกับสถานการณ์โดยรวม และตัดสินใจที่จะจำกัดความเสี่ยงและความเสียหายของตนเอง อันอาจจะเกิดจากความผันผวนของราคาหุ้นได้
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ก่อนหุ้นตก สถาน การณ์โดยรวมในตลาดได้สุกงอมพอสมควรแล้ว รอเพียงเหตุที่จะทำให้ทุกคนกลัว และวิ่งหนีออกจากตลาด ซึ่งครั้นปัญหาต่าง ๆประดังประเดมาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไซปรัสที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้นโลก ปัญหาค่าเงินแข็งอย่างรวดเร็วไปที่ 29 บาทต้น ๆที่ทำให้เกิดข่าวลือเรื่องการออกมาตรการสกัดเงินทุนเคลื่อนย้าย ตลอดจนข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกฯ ข่าวลือเรื่อง พ.ร.บ 2 ล้านล้านจะไม่ผ่าน ข่าวลือเรื่องอื่น ๆ ที่ทุกคนจะช่วยกันสรรค์สร้างขึ้นมา นักลงทุนก็เริ่มขาย ตลาดจึงเริ่มตกลง
จุดเปลี่ยนสำคัญรอบนี้อยู่ที่วันศุกร์ (วันแดงเดือด) หลังหุ้นได้ตกลงมาแล้ว 3 วัน คนก็เริ่มกังวลใจกันมากขึ้น กำไรที่เคยมีจากต้นปี ต่างก็หายหดไปมากแล้ว พอช่วงเช้าของวันนั้น เมื่อมีหุ้นกลางเล็กบางตัว ทำตัวผิดสังเกต อยู่ ๆ ก็ตกลงเป็น 10% ในช่วงสั้น ๆ นักลงทุนต่างก็เริ่มวิ่งหาประตูทางออก แย่งกันเทขาย พอถึงเวลา 11-12 โมง ความกังวลใจก็ได้แผ่กระจายไปทั่วตลาด ทำให้ทั้งรายใหญ่รายเล็ก ต่างสั่งกันเป็นเสียงเดียวว่า “ขายทุกราคา” ขอออกจากตลาด เพื่อรักษากำไรไว้เท่าที่จะมีเหลือเอาไว้ให้ได้ (ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่า เขาไม่ได้ “ทำกำไร” กัน แต่ตลาดบังคับให้ขายออกมา เพื่อ “รักษากำไรหรือรักษาเงินต้น” ของตนเองเอาไว้ ส่วนคนที่ยืมเงินมาเล่น ก็ต้องพยายามขายออกมา เพื่อไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้)
ถึงจุดนั้น ความกลัวก็ได้เข้าครอบ งำตลาดเป็นที่เรียบร้อย หุ้นก็ตกอย่างระเนนระนาด ถ้วนหน้า โดยไม่ต้องถามสาเหตุ ก่อนที่ตลาดจะเริ่มกลับตัวขึ้นมาได้บ้างในช่วงบ่ายของวันดังกล่าว
ครั้นถึง วันเสาร์อาทิตย์ นักลงทุนหลายคน บอกกันเป็นเสียงเดียวว่า “ไม่เอาแล้ว เจ็บแล้ว เข็ดแล้ว” และยิ่งนักเทคนิคบอกว่า แนวรับอาจจะลงไปต่ำกว่านี้ หลายคนก็บอกว่า “ไม่ลงทุนอีกแล้ว”
ส่วนที่ตลาดกลับขึ้นมาได้ช่วงวันจันทร์ ก็เพราะ “ความโลภ” ของเราทุกคน ตอนแรกเปิดตลาด หลายคนยังรอดูอยู่ก่อน ไม่แน่ใจว่าจะเข้าตลาดอีกรอบดีหรือไม่ แต่ครั้นพอหุ้นพุ่งขึ้นไป 15-20 จุด ทุกคนที่บอกว่าเข็ดแล้ว ก็เริ่มคิดใหม่ว่า “ตกรถแน่” และท้ายที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามา ลองอีกครั้ง เก็งกำไรกันอีกรอบ ซึ่งจะไม่ให้เข้าได้อย่างไร ก็หุ้นขึ้นแบบไม่หยุดยั้งแบบนี้ ตลาดก็เลยพลิกกลับมาได้
พูดง่าย ๆ รอบนี้ ทั้งขึ้นและลง มาจากใจของเราล้วน ๆ ทั้งความกลัว และความโลภทั้งนี้ บทเรียนสำคัญจากตลาดหุ้นรถไฟเหาะ ที่เราทุกคนควรเรียนรู้จาก 2 สัปดาห์นี้ ก็คือ “อย่าประมาท อย่าลงทุนประเภทไม่กลัวฟ้าดิน มองแต่ขึ้นอย่างเดียว” เพราะหุ้นขึ้นได้ ก็ตกได้ และครั้นเมื่อตกแล้ว หลายครั้งเราจะลังเลใจ ทำให้ออกไม่ทัน การลงทุนของเราจึงกลายเป็นการสร้างหนี้ให้กับครอบครัวและตนเองอย่างไม่ทันรู้ตัว ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว ก็ดีที่มีการปรับฐานของหุ้นรอบนี้ ทุกคนจะได้บทเรียน เห็นสัจธรรม ทำให้ไม่กล้าเกินไป และเริ่มหาทางปรับตนเอง ลงทุนด้วยความระมัดระวัง ซึ่งจะช่วยให้เราและครอบครัวไม่เจ็บมาก ในวันฟองสบู่ตลาดหลักทรัพย์แตก เช่นดังปี 2538-39 ก็ขอเอาใจช่วยทุกคนครับ
ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 28 มี.ค. 56
คอลัมน์ ไขปัญหาเศรษฐกิจกับดร.กอบ
Posted Under My Articles
This site is using the Handgloves WordPress Theme
Designed & Developed by George Wiscombe